วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๙๖ - ๒๐๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 196)


ขยายความ

จริงอยู่ นามที่นับว่าเป็นวิบากในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาลก็ดีนั้นใด วิปากวิญญาณที่เป็นไปในปฏิสนธิกาลบ้าง อื่นบ้าง ย่อมเป็นปัจจัย ๙ อย่าง โดยเป็นสหชาติปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย และอวิคตปัจจัยแห่งนามนั้น อันผสมกับรูปหรือมิได้ผสมก็ตาม เป็นปัจจัย ๙ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ อินทรียะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย แห่งรูปวัตถุในปฏิสนธิกาล แต่เป็นปัจจัยโดยปัจจัยใน ๙ นี้ ชักอัญยมัญญปัจจัยออกเสียเหลือ ๘ แห่งรูปที่เหลือเว้นวัตถุรูป ส่วนอภิสังขารวิญญาณเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แห่งรูปอสัญญีสัตว์บ้าง แห่งกรรมชรูปในปัญจโวการภพบ้าง (ทั้งนี้) โดยปริยายทางพระสูตร วิญญาณที่เหลือทั้งหมดนับแต่ภวังค์ดวงแรก พึงทราบว่าย่อมเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น ๆ ตามควร อันจะแสดงปัจจยนัยแห่งนามรูปนั้นโดยพิสดาร ก็จำต้องขยายปัฏฐานกถาทั้งหมด (คัมภีร์) เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่ริวิตถารนัยนั้น
ในความที่วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น หากมีคำถามว่าก็ข้อที่ว่านามรูปในปฏิสนธิย่อมมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ นั่นจะพึงทราบได้อย่างไร ? ดังนี้ พึงแก้ว่า “ทราบได้โดยพระสูตรและโดยยุติ (คือข้ออนุมานที่ชอบด้วยเหตุ)
จริงอยู่ ในพระสูตร ความที่นามธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยส่วนมาก เป็นอันสำเร็จได้โดยนัยในพระสูตรเช่นว่า “จิตตานุปริวตติโน ธมมา ธรรมทั้งหลายย่อมหมุนเวียนไปตามจิต” ดังนี้เป็นอาทิ ก็ว่าโดยส่วนยุติ


คาถาสังเขป

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปแม้ที่ (มอง) ไม่เห็น
ย่อมสำเร็จได้ด้วยจิตตชรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้


ขยายความ

ความว่า โดยนัยที่ว่า “เมื่อจิตผ่องใสหรือไม่ผ่องใส รูปอันเป็นไปตามจิตนั้น เมื่อเกิดขึ้นเป็นรูปที่ (มอง) เห็นได้ และการอนุมานถึงรูปที่ (มอง) ไม่เห็น ก็มิได้โดยรูปที่ (มอง)



(หน้าที่ 197)



เห็น” ดังนี้ ข้อว่า “วิญญาณเป็นปัจจัยปฏิสนธิรูปที่แม้ (มอง) ไม่เห็น” นั่นจึงทราบได้โดยจิตตชรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้ จริงอยู่ ความที่แม้รูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็มีวิญญาณ เป็นปัจจัยได้ดังรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานมาในคัมภีร์ปัฏฐานแล
วินิจฉัยในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ นี้ โดยปัจจยนัย บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง แล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ


(นามรูปเป็นปัจจัยแห่งสฬายตนะ)

ในบทว่า นามรูปปจจยา สฬายตนํ
นามได้แก่ขันธ์ ๓ รูป ได้แก่รูปมีภูตรูป และวัตถุ – รูป
(หทยวัตถุ) เป็นต้น นามรูปนั้นอันทำให้เป็นเอกเสสเช่นนั้น
เหมือนกัน


ขยายความ

ความว่า นามรูปอันเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้นใด ในนามรูปนั้น พึงทราบว่า ขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ชื่อว่านาม ส่วนรูปเป็นของเนื่องด้วยสิ่งที่มีสันตติ โดยเฉพาะได้แก่รูปมีภูตรูปและวัตถุรูปเป็นต้น อย่างนี้คือ ภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖ ชีวิตินทรียรูป (๑) ก็แลนามรูปนั้นอันทำให้เป็นเอกเสสว่า “นามด้วย รูปด้วย ทั้งนามและรูปด้วย ชื่อว่า นามรูป” ดังนี้ พึงทราบว่า ย่อมเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะอันทำให้เป็นเอกเสสเหมือนกันดังนี้ว่า “ฉัฏฐายตนะ (อายตนะที่ ๖) ด้วย สฬายตนะ (อายตนะ ๖) ด้วย ชื่อว่า สฬายตนะ ถามว่า เพราะเหตุไร (จึงทำเอกเสสอย่างนั้น) ตอบว่า เพราะในอรูปภพ นามอย่างเดียวเป็นปัจจัย และนามนั้นก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ เท่านั้น หาเป็นปัจจัยแก่อายตนะอื่นไม่ สมคำในวิภังค์ว่า “นามปจจยา ฉฏฐสยตนํ อายตนะที่ ๖ ย่อมมีเพราะปัจจัยคือนาม” ดังนี้



(หน้าที่ 198)



ในบท (นี้) นั้น หากมีคำถามว่า ก็ข้อที่ว่า “นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ” นั่นจะพึงทราบได้อย่างไร ? คำแก้พึงมีว่า “ทราบได้โดยที่มันมีในเมื่อนามรูปมี” จริงอยู่ เพราะมรนาม และรูปนั้น ๆ อายตนะนั้น ๆ จึงมี มันหามีโดยประการอื่นไม่ ก็แลความที่อายตนะมีเพราะนามรูปนั้นมีนั้น จักมีแจ้งในปัจจยนัยที่เดียว (ต่อไปนี้)
เพราะฉะนั้น ในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาลก็ดี
นามใดและรูปใด เป็นปัจจัยแก่อายตนะใด และเป็น
ปัจจัยโดยประการใด ปราชญ์พึงนำพาโดยประการนั้น
เทอญ
(ต่อไป) นี้เป็นคำขยายความในคาถา (ปัจจัยนัย) นั้น



คาถาสังเขป

นามเป็นปัจจัยในอรูปภพ

ความว่า ในอรูปภพ นามอย่างเดียวเป็นปัจจัย ๗
อย่าง (และ) ๖ อย่าง ในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล นั่น
(ว่า) โดยอย่างต่ำ
เป็นอย่างไร ? (ว่า) ในปฏิสนธิกาลก่อน โดยอย่างต่ำ นามย่อมเป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ ๗ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ วิปากะ อัตถิ และ อวิคตปัจจัย อนึ่ง ในปฏิสนธิกาลนี้ นามเป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้างมีดังนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยด้วยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำพึงทราบโดยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น แม้ในปวัตติกาล นามที่เป็นวิบากก็เป็น ปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน แต่ในปัจจัยมีประการดังกล่าวโดยอย่างต่ำ (นั้น) นามนอกนี้ (คือนามที่ไม่ใช่วิบาก) ย่อมเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๖ ยกเว้นวิปากปัจจัย อนึ่ง ในปวัตติกาลนี้ อวิปากนามเป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้างก็มีดังนี้ คือนามบางอย่างเป็นปัจจัย โดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำพึงทราบโดยอำนาจแห่งปัจจัยเป็นต้นนั้น



(หน้าที่ 199)



คาถาสังเขป

นามเป็นปัจจัยในภพอื่น

แม้ในภพนี้ นามก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ใน
ปฏิสนธิอย่างนั้น (คือ ๗ อย่าง) เหมือนกัน (แต่) มัน
เป็นปัจจัยแห่งอายตนะนอกนี้ โดยอาการ ๖


ขยายความ

ความว่า แม้ในภพอื่นนอกจากอรูปภพ คือในปัญจโวการภพ วิปากนามนั้นเป็นสหาย (คือร่วมกับ) หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ คือมนายตนะ อย่างต่ำก็ ๗ อย่างเช่นที่กล่าวใน (ตอน) อรูปภพเหมือนกัน แต่มันเป็นสหาย (คือร่วมกับ) มหาภูต ๔ เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นอกนี้เป็นจักขายตนะเป็นต้น โดยอาการ ๖ โดยเป็นสหชาตะ นิสสยะ วิปากะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย อนึ่งในปฏิสนธิกาลนี้ วิปากนาม เป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้าง ก็มีดังนี้คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำ พึงทราบโดยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น


คาถาสังเขป

นามเป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ

แม้ในปวัตติกาล วิปากนามก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะ
ที่ ๖ อันเป็นวิบากอย่างนั้น (คือ ๗ อย่าง) (ส่วน)
อวิปากนาม เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ที่มิใช่วิบาก ๖ อย่าง


ขยายความ

ความว่า แม้ในปวัตติกาลในปัญจโวการภพ วิบากก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ที่เป็นวิบาก อย่างต่ำก็ ๗ อย่างดังในปฏิสนธิกาลเช่นกัน ส่วนอวิปากนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖



(หน้าที่ 200)



ที่มิใช่วิบาก อย่างต่ำ ๖ อย่างเท่านั้น โดยชักวิปากปัจจัยออกเสียจากปัจจัย ๗ นั้น ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำในปัจจัยตอนนี้ ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล


คาถาสังเขป

นามเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่เหลือ

ในปวัตติกาลนั้นแหละ วิปากนามเป็นปัจจัยแก่
อายตนะ ๕ ที่เหลือ ๔ อย่าง แม้อวิปากนาม ท่านก็
ประกาศไว้เหมือนอย่างนั้น


ขยายความ

ความว่า ในปวัตติการนั้นั่นแหละ วิปากนามที่เป็นวัตถุแห่งประสาทมีจักขุประสาทเป็นต้นก็ดี นอกนั้นก็ดี ย่อมเป็นปัจจัย ๔ อย่างแห่งอายตนะที่เหลือ ๕ มีจักขายตนะเป็นอาทิ โดยเป็นปัจฉาชาตะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ก็แลวิปากนามเป็นปัจจัยอย่างใด แม้อวิปากนาม ท่านก็ประกาศไว้ (ว่าเป็นปัจจัย) อย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า นามแม้แตกต่างกันโดยเป็นกุศลเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นั้น ๔ อย่าง
นามอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด และเป็นปัจจัยด้วยประการใด ๆ ในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาลก็ดี บัณฑิตพึงทราบโดยประการนั้น ดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก


คาถาสังเขป

รูปนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะในขันธภพ

ส่วนรูปไม่เป็นปัจจัยแก่อายตนะ แม้อย่างเดียว
ในอรูปภพนั้น แต่ในปัญจขันธภพ ในปฏิสนธิทางรูป
วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ ๖ อย่าง ภูตรูปทั้งหลาย
เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ โดยไม่แปลกกัน ๔ อย่าง


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]