วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๐๑ - ๒๐๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 201)


ขยายความ

ความว่า ในปฏิสนธิทางรูป วัตถุรูปย่อมเป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ คือมนายตนะ ๖ อย่าง โดยเป็น สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสย วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ส่วนภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ๔ อย่างแก่อายตนะทั้ง ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น สุดแต่อายตนะไหนจะเกิดขึ้น โดยเป็นสหชาตะ นิสสยะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาลโดยไม่แปลกกัน
ชีวิตรูปและอาหารรูป เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕
นั้น (ฝ่ายละ) ๓ อย่าง ในปวัตติกาล อายตนะ ๕ นั้น
เล่าก็เป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ ๖ อย่าง วัตถุรูปก็เป็น
ปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะนั้นเหมือนกัน ๕ อย่าง


ส่วนรูปชีวิตเป็นปัจจัย ๓ อย่าง โดยเป็นอัตถิ อวิคตะ และอินทรียปัจจัยแก่อายตนะ ๕ นั้น มีจักขายตนะเป็นต้น ในปฏิสนธิกาลด้วย และอาหารก็เป็นปัจจัย ๓ อย่างโดยเป็นอัตถิ อวิคตะ และอาหารปัจจัย แต่อาหารนั้นย่อมเป็นปัจจัยแต่ในกายที่ซาบ (รส) อาหาร ได้ของสัตว์เหล่าที่อาศัยอาหารเป็นอยู่ในปวัตติกาลเท่านั้น หาเป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาลไม่ ส่วนอายตนะ ๕ มีจักขายตนะเป็นต้นนั้น เป็นปัจจัยแก่ฉัฏฐายตนะ คือมนายตนะ อันได้แก่จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายวิญญาณ ๖ อย่าง โดยเป็นนิสสยะ ปุเรชาตะ อินทรียะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ในปวัตติกาล ไม่เป็นไปในปฏิสนธิกาล อนึ่ง วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่ มนายตนะนั้นแหละเว้นวิญญาณ ๕ คือมนายตนะที่เหลือ (ได้แก่มโนวิญญาณ) ๕ อย่างใดเป็น นิสสยะ ปุเรชาตะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย เฉพาะในปวัตติกาล ไม่เป็นในปฏิสนธิกาล
รูปอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด ๆ ในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาลก็ดี และรูปนั้นเป็นปัจจัยโดยประการใด บัณฑิตพึงทราบโดยประการนั้น ดังกล่าวมาฉะนี้


คาถาสรุปปัจจัยของรูปนาม

ก็นามและรูปทั้งสองใด เป็นปัจจัยแก่อายตนะไร
และเป็นโดยประการไร แม้นามและรูปนั้น ปราชญ์ก็พึง
ทราบโดยประการทั้งปวงเถิด



(หน้าที่ 202)



ข้อนี้เช่นอย่างไร ? เช่นว่า “(ชั้นแรกว่า) ในปฏิสนธิก่อน นามและรูปกล่าวคือ ขันธ์ ๓ และวัตถุรูป ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ สัมปยุตตะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยเป็นต้น แก่ฉัฏฐายตนะในปัญจวโรการภพ” ดังนี้เป็นต้น นี่เป็นเพียงมุข (หนึ่ง) ในข้อนี้ แต่ปราชญ์อาจประกอบความได้ทุกอย่างพิสดารในข้อนี้แล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า นามรูปปจจยา สฬายตนํ


สฬายตนะเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ

โดยสังเขป ผัสสะก็มี ๖ เท่านั้น มีจักขุสัมผัส
เป็นต้น (แต่) โดยพิสดาร มีถึง ๓๒ ดุจวิญญาณ


ขยายความ

ความว่า โดยสังเขป ผัสสะ ในบทว่า สฬายตนะปจจยา ผสโส ก็มี ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสเป็นต้นเหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส แต่ว่าโดยพิสดาร ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นทั้งหมด มีถึง ๓๒ ดุจวิญญาณที่กล่าวแล้วซึ่งมีเพราะสังขารปัจจัย ดังนี้ คือ ผัสสะ ๑๐ คือ เป็นกุศลวิบาก ๕ และผัสสะ ๒๒ อันสัมปยุติกับวิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะ ๓๒ ที่เหลือ


คาถาสังเขป

วาทะของอาจารย์

ก็แล สฬายตนะอันเป็นปัจจัยแก่ผัสสะทั้ง ๒๒ อย่างนั้นใด
ในสฬายตนะนั้น อาจารย์ผู้มีปัญญาทั้งหลาย
ปรารถนาเอาสฬายตนะภายในมีจักษุเป็นต้นกับฉัฏฐาย
ตนะบ้าง ปรารถนาเอาสฬายตนะกัยอายตนะภายนอก
๖ บ้าง



(หน้าที่ 203)



ขยายความ

ในอาจารย์ทั้งหลายนั้น อันดับแรก อาจารย์เหล่าใดชี้เอาธรรมที่เนื่องด้วยสิ่งที่มีสันตติ ประจำตัวที่เป็นทั้งปัจจยธรรมและเป็นปัจจุบันธรรมด้วยทีเดียว ด้วยความว่า นี่เป็นการกล่าวถึงความเป็นไปแห่งสิ่งที่เป็นอุปาทินนกะ อาจารย์เหล่านั้นย่อมปรารถนาเอาว่า สฬายตนะภายในมีจักขุเป็นต้นกับฉัฏฐายตนะ โดยทำเอกเทสสรูเปกเสสว่า “ฉัฏฐายตนะในอรูปภพโดยทำนองบาลีว่า ฉฏฐายตนปจจยา ผสโส ผัสสะมีเพราะปัจจัยคือฉัฏฐายตนะ” ฉะนี้ด้วยสฬายตนะในภพอื่นโดยสัพพสังคหะ (รวมเข้าด้วยกันทั้งหมด) ด้วยเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ดังนี้อันที่จริง คำดังว่านั้นก็เท่ากับ (วิเคราะห์เอกเสส) ว่า “ฉฏฐายตนญจ สฬายตนญจสฬายตนํ ฉัฏฐายตนะ (อายตนะที่ ๖) ด้วย สฬายตนะ (อาตนะ๖) ด้วย ชื่อว่าสฬายตนะนั่นเอง
ส่วนอาจารย์เหล่าใดชี้เอาธรรมที่เนื่องด้วยสิ่งที่เป็นเอกสันตติ (สันตติอันเดียว) ซึ่งเป็นปัจจุบันธรรมเท่านั้น แต่แสดงปัจจยธรรมเป็นพวกภินนสันตาน (คือมีสันตติแตกต่างกันไม่เนื่องกัน) อาจารย์เหล่านั้น อายตนะใด ๆ เป็นปัจจัยแก่ผัสสะได้ จะแสดงเอาอายตนะนั้น ๆ ทั้งหมด จึงกำหนดเอาอายตนะภายนอก ด้วยปรารถนาว่า “อายตนะภายในกับฉัฏฐายตนะนั้นแหละ พร้อมทั้งอายตนะภายนอกมีรูปาตนะเป็นต้นด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ” ดังนี้ ที่จริงแม้คำที่ว่านั้น เมื่อทำมันให้เป็นเอกเสสเสียว่า “ฉฏฐายตนญจ สฬายตนญจ สฬายตนํ” ฉัฏฐายตนะด้วย สฬายตนะด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ” ฉะนี้
แก้ปัญหาว่าผัสสะอันเดียวเกิดแต่อายตนะทุกอย่างไม่ได้ ฯลฯ ก็เรียกว่า สฬายตนะเหมือนกัน
ในข้อนี้ (มี) ผู้ท้วงกล่าวว่า “ผัสสะอันเดียวหาเกิดแต่อายตนะทุกอย่างได้ไม่ ทั้งผัสสะทุกอย่างก็หาเกิดแต่อายตนะอันเดียวได้ไม่ แต่ผัสสะในปาฐะว่า “สฬายตนะปจจยา ผสโส” นี้ ตรัสไว้แต่อันเดียว ไฉนจึงตรัสผัสสะนั้นแต่อันเดียวเล่า ?
นี่เป็นคำแก้ในข้อนั้น คือที่ว่า ผัสสะอันเดียวเกิดแต่อายตนะทุกอย่างไม่ได้ หรือว่า ผัสสะทุกอย่างเกิดแต่อายตนะอันเดียวก็ไม่ได้ นั่นจริง แต่ว่าผัสสะอันเดียวย่อมเกิดแต่อายตนะหลายอย่างได้ เช่นจักขุสัมผัสย่อมเกิดแต่จักขายตนะ (กับ) แต่รูปายตนะ แต่



(หน้าที่ 204)



มนายตนะกล่าวคือจักขุวิญญาณ และแต่ธรรมายตนะอันเป็นสัมปยุตตธรรมที่เหลือ (รวมกัน) เป็นอาทิ บัณฑิตพึงประกอบความตามควรในผัสสะ (ข้ออื่น) ทุกข้อดังนิทัศนะที่กล่าวนี้เถิดก็เพราะเหตุนั้นแหละ


พระตถาคตเจ้าจึงทรงแสดงโดยเอกวจนนิเทศ
เพื่อส่องความว่า ผัสสะแม้อันเดียว มีอาตนะหลาย
อย่างเป็นแดนเกิดได้


คำว่า “โดยเอกวจนนิเทศ” เป็นต้น ความว่า พระตถาคตเจ้าทรงแสดงพระพุทธาธิบายว่า “ผัสสะอันเดียว ย่อมมีเพราะอายตนะหลายอย่างได้” โดยแสดงออกด้วยคำเป็นเอกพจน์นี้ว่า สฬายตนปจจยา ผสโส
ส่วนว่า ในอายตนะทั้งหลาย


บัณฑิตพึงชี้แจงอายตนะ ๕ ในความเป็นปัจจัย
แก่ผัสสะนั้น ๖ อย่าง พึงชี้แจงอายตนะ ๑ ถัดอายตนะ ๕
นั้นไป ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น ๙ อย่าง พึงชี้แจง
อายตนะภายนอก ๖ ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น
ตามที่มันเป็น


(ต่อไป) นี้เป็นคำชี้แจงในความที่อายตนะเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น
อันดับแรก อายตนะ (ภายใน) ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น เป็นปัจจัย ๖ อย่าง โดยเป็นนิสสยะ ปุเรชาตะ อินทรียะ วิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแก่ผัสสะ ๕ อย่าง โดยแยกเป็นจักขุสัมผัสเป็นต้น อายตนะ ๑ ถัดอายตนะ ๕ นั้นไปคือมนายตนะอันเป็นวิบาก เป็นปัจจัย ๙ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ อินทรียะ สัมปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแห่งมโนสัมผัสที่เป็นวิบากหลายประเภท ส่วนอายตนะภายนอกทั้งหลาย รูปายตนะเป็นปัจจัย ๔ อย่างโดยอารัมมณะ ปุเรชาตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแก่จักขุสัมผัส อายตนะที่เหลือมีสัททายตนะเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่ผัสสะที่เหลือมีโสตสัมผัสเป็นอาทิ โดยนัยเดียวกันนั้น แต่สำหรับมโนสัมผัสมีอายตนะเหล่านั้นด้วยธรรมมารมณ์ด้วยเป็นปัจจัย โดยเป็นปัจจยนัยเดียวกันนั้น และโดยเพียงแต่เป็นอารัมมณะปัจจัยเท่านั้นด้วย บัณฑิตพึงชี้แจง



(หน้าที่ 205)



อายตนะภายนอก ๖ ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้นตามที่มันเป็น (มีเป็นอารัมมณปัจจัยเป็นต้น) โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้แล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า สฬายตนะปจจยา ผสโส


ผัสสะเป็นปัจจัแก่เวทนา

ในบทว่า ผสสปจจยา เวทนา
เวทนากล่าวโดยทวารก็มี ๖ มีจักขุสัมผัสสชา
เวทนา เป็นต้น เท่านั้น (แต่) โดยประเภททราบกันว่า
มีถึง ๘๙


ขยายความ

จริงอยู่ ในวิภังค์แห่งบทนี้ กล่าวเวทนาไว้ ๖ ตามทวารเท่านั้นดังนี้ คือ จักขุสัมผัสสชา เวทนา โสต – กาย – มโนสัมผัสสชาเวทนา แต่โดยประเภท ทราบกันว่ามันมีถึง ๘๙ เพราะความที่มันสัมปยุติกับจิต ๘๙ ดวง
แต่ในเวทนาเหล่านั้น เวทนา ๓๒ ที่ประกอบกับ
วิปากจิต เท่านั้น ท่านกล่าวว่า เป็นเวทนาที่ประสงค์เอา
ในบทนี้


ปัจจยนัย

ในเวทนา (ที่ประสงค์เอา) เหล่านั้น ผัสสะเป็น
ปัจจัยแก่เวทนา ๕ ในปัญจทวาร ๘ อย่าง เป็นปัจจัยแก่
เวทนาที่เหลืออย่างเดียว แม้ในมโนทวารก็เป็นอย่างเดียว


ขยายความ

ความว่า ในเวทนาเหล่านั้น ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นเป็นปัจจัย ๘ อย่าง โดยเป็น สหชาตะ อัญญมัญญ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ สัมปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย แก่เวทนา ๕


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]