วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๐๖ - ๒๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 206)


อันมีจักขุประสาทเป็นต้นเป็นวัตถุ (ที่ตั้ง) ในปัญจทวาร แต่ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นนั้นเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแก่เวทนาที่เหลือคือเวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากอันเป็นไปด้วยอำนาจสัมปฏิจฉันนจิต และตทารัมมณจิตในทวารหนึ่ง ๆ
ข้อว่า “แม้ในมโนทวารมันก็เป็นอย่างนั้น” ความว่า แม้ในมโนทวาร ผัสสะกล่าวคือมโนสัมผัสที่เกิดร่วมกันนั้นก็เป็นปัจจัย ๘ อย่าง เช่นนั้นเหมือนกัน แก่เวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากอันเป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณจิต และแม้แก่เวทนาเตภูมิกวิบากอันเป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิจิตและภวังคจุติจิต ส่วนกามาวจรเวทนาทั้งหลายที่เป็นไปด้วยอำนาจ ตทารัมมณจิตในมโนทวารนั้นใด มโนสัมผัสอันสัมปยุตกับมโนทวาราวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่เวทนาเหล่านั้นแต่อย่างเดียว โดยอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารบทว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา


เวทนาเป็นปัจจัยแก่ตัณหา

ตัณหา ๖ โดยแยกเป็นรูปตัณหาเป็นต้น ทรง
แสดงในบทนี้ ในตัณหาเหล่านั้น ตัณหาข้อหนึ่ง ๆ
ทราบกันว่าเป็นอย่างละ ๓ ตามอาการที่เป็นไป


ขยายความ

จริงอยู่ ในบทนี้ ในวิภังค์ท่านแสดงตัณหา ๖ โดยใช้ชื่อตามอารมณ์ว่า รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา ดุจบุตรที่ถูกแสดงโดยใช้ชื่อตามบิดาว่า เศรษฐีบุตร พราหมณบุตร เป็นต้นฉะนี้ อนึ่ง ในตัณหาเหล่านั้นข้อหนึ่ง ๆทราบกันว่าเป็นอย่างละ ๓ ตามอาการที่เป็นไป ดังนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา
ก็รูปตัณหานั่นแล เมื่อใด (มัน) ยินดีรูปารมณ์ที่มาปรากฏแก่จักษุ ด้วยอำนาจความพอใจทางกามเป็นไป เมื่อนั้น (มัน) ก็ได้ชื่อว่าเป็นกามตัณหา เมื่อใดมันเป็นไปกับสัสสตทิฏฐิอันเป็นไปโดยเห็นว่า อารมณ์นั้นเป็นของเที่ยงยั่งยืน เมื่อนั้น มันก็ได้ชื่อว่าเป็น ภวตัณหา ด้วยว่า ราคะที่สหรคตกับสัสสตทิฏฐิ ท่านเรียกว่าภวตัณหา ส่วนว่าเมื่อใด มันเป็นไปกับอุจเฉททิฏฐิอันเป็นไปโดยเห็นว่า อารมณ์อันนั้นแหละจะขาดสูญไป เมื่อนั้น มันก็ได้



(หน้าที่ 207)



ชื่อว่าเป็นวิภวตัณหา ด้วยว่า ราคะที่สหรคตกับอุจเฉททิฏฐิ ท่านเรียกว่าวิภวตัณหา แม้ในตัณหาที่เหลือมีสัททตัณหาเป็นตันก็นัยนี้ เพราะเหตุนั้น มันจึงเป็น ตัณหา ๑๘ อันเป็นไปในรูปารมณ์เป็นต้นที่เป็นภายใน ๑๘ ที่เป็นภายนอก ๑๘ เพราะฉะนั้น จึงเป็น ตัณหา ๓๖ โดยประการดังนี้ มันเป็นอดีต ๓๖ เป็นปัจจุบัน ๓๖ ดังนั้นมันจึงเป็น ตัณหา ๑๐๘ ตัณหา เหล่านั้นบัณฑิตพึงทราบว่า เมื่อย่อมันเข้าอีกมันก็คงเป็นตัณหา ๖ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นหรือเป็นตัณหา ๓ โดยเป็นประเภทกามตัณหาเป็นอาทิเท่านั้นเอง
ก็เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายนี้พอใจเวทนาอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจอารมณ์มีรูปเป็นต้น จึงทำสักการะ (รางวัล) ใหญ่แก่จิตรกร (ช่างเขียน) คนธรรพ์ (นักดนตรีและขับร้อง) คันธิก (ช่างปรุงเครื่องหอม) สูท (พ่อครัว) ตันตวาย (ช่างทอผ้า) และรสายนวิธายกแพทย์ (แพทย์ผู้แต่งยาตามตำรับรสายนเวท) เป็นอาทิ ซึ่งผู้ให้เป็นอารมณ์มีรูปเป็นต้น ก็ด้วยความรักและเวทนาดุจบิดาพอใจบุตร (ของตน) แล้วทำสักการะใหญ่แก่แม่นม ก็ด้วยความรักในบุตรฉะนั้น เหตุฉะนั้น ตัณหาทั้งปวงนั่น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า เป็นตัณหา มีเพราะปัจจัยคือเวทนา
ก็เพราะสุขเวทนาที่เป็นวิบากอย่างเดียวเท่านั้น
ท่านประสงค์เอาในบทนี้ เหตุนั้น สุขเวทนานั้น จึงเป็น
ปัจจัยแก่ตัณหาประการเดียวเหมือนกัน
คำว่า (เป็นปัจจัย) ประการเดียว คือเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น หรือเพราะว่า
ผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาความสุข ผู้มีสุขเล่า ก็
ปรารถนา ความสุขยิ่งขึ้นไป ส่วนอุเบกขาเวทนา เพราะ
เป็นเวทนา ละเอียด ท่านก็กล่าวว่าเป็นสุขเหมือนกัน
เหตุนั้น เวทนาจึงเป็นปัจจัยแก่ตัณหาได้ทั้ง ๓ แต่เพราะ
ว่า ตัณหาซึ่งพระมหาฤษีเจ้าตรัสไว้ในบทว่า เวทนา
ปจจยา ตณหา นั้น แม้มีเวทนาเป็นปัจจัย (แต่) เว้น
อนุสัยเสีย มันก็ไม่มี เพราะฉะนั้น มันจึงไม่มีแก่
พราหมณ์ (คือ สมณะ) ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว


นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา



(หน้าที่ 208)


ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน

ในบทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ
อุปาทานมี ๔ บัณฑิตพึงอธิบายอุปาทาน ๔ นั้น
โดย อรรถวิภาค (จำแนกความ) โดยสังเขป และโดย
พิสดารแห่งธรรมและโดยลำดับ
นี่เป็นอธิบายในอุปาทานนั้น คือ ในคาถานี้ ชั้นแรก ว่าด้วยอุปาทานมี ๔ นี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน


(ต่อไป) นี้เป็นอรรถวิภาคแห่งอุปาทานเหล่านั้น


อรรถแห่งกามุปาทาน

(อรรถว่า) บุคคลย่อมถือมั่นซึ่งกามที่ได้แก่วัตถุ เหตุนั้นจึงชื่อว่า กามุปาทาน (แปลว่า ความถือมั่นกามแห่งบุคคล) ดังนี้บ้าง
(อรรถว่า) กาม (คือกิเลส) ด้วย กาม (คือกิเลส) นั้นเป็นธรรมชาติผู้ถือมั่นด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่า กามุปาทาน (แปลว่า กามผู้ถือมั่น) ดังนี้บ้าง


อรรถแห่งอุปาทานศัพท์

คำว่า อุปาทาน แปลว่า ถือมั่น (คือยึดไว้) เพราะอุป – ศัพท์ในที่นี้มี ทัฬห –ศัพท์ (มั่นแข่งขัน รุนแรงยิ่งนัก) เป็นอรรถ ดังอุป – ศัพท์ในคำว่าอุปายาส (ลำบากใจยิ่งนัก คือคับแค้น) และ คำว่าอุปกัฏฐะ (ชักมาใกล้นัก คือจวนเจียน) เป็นต้น


อรรถแห่งทิฏฐปาทาน

นัดเดียวกัน (คืออุปาทาน – ศัพท์มีอรรถว่า ถือมั่น ยึดไว้ เช่นเดียวกัน) คือ (อรรถว่า) ทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้นเป็นธรรมชาติถือมั่นด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า ทอิฏฐุปาทาน (แปลว่า ทิฏฐิอันยึดไว้) อีกอรรถหนึ่งว่า ทิฏฐิย่อมถือมั่นทิฏฐิ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน (แปลว่า ทิฏฐิยึดทิฏฐิ) ด้วยว่า อุตตรทิฏฐิ (ความเห็นชั้นหลังมา) ย่อมยึดปุริมทิฏฐิ (ความเห็นที่มีมาก่อน) ในความเห็นผิดทั้งหลาย มีเห็นว่า อัตตาเที่ยง และโลกเที่ยงเป็นต้น



(หน้าที่ 209)



อรรถแห่งสีลัพพตุปาทาน

นัยเดียวกัน คือ (อรรถว่า) บุคคลย่อมถือมั่นศีลพรต เหตุนั้น จึงชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน (แปลว่า ความถือมั่นศีลพรตแห่งบุคคล) ดังนี้บ้าง (อรรถว่า) ศีลพรตด้วย ศีลพรตนั้นเป็นธรรมชาติถือมั่นด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน (แปลว่า ศีลพรตอันถือมั่น) ดังนี้บ้างด้วย ศีลพรตต่าง ๆ มีโคศีลและโคพรตเป็นต้น เป็นอุปาทานอยู่ในตัวมันเอง เพราะยึดมั่นว่า ความบริสุทธิ์จักมีด้วยศีลพรตอย่างนั้น


อรรถแห่งอัตตวาทุปาทาน

นัยเดียวกัน บุคคลทั้งหลาย ย่อมกล่าวเพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า วาทะ (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุกล่าว)
สัตว์ทั้งหลายถือมั่น แม้เพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่า อุปาทาน (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุถือมั่น)
ถามว่า บุคคลทั้งหลาย ย่อมกล่าวก็ดี ย่อมถือมั่นก็ดี ซึ่งอะไร ? ตอบว่า ซึ่งอัตตา
สิ่งเป็นเหตุกล่าวเป็นเหตุถือมั่นซึ่งอัตตา ชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน
อีกอรรถหนึ่ง บุคคลทั้งหลาย ย่อมถือมั่นเอาเพียงคำว่าอัตตาเท่านั้นเองว่าเป็นอัตตาเพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุถือมั่นเพียงคำว่าอัตตา)
นี่เป็นอรรถวิภาคแห่งอุปาทานเหล่านั้น เป็นอันดับแรก


โดยสังเขปและโดยพิสดาร

ส่วนในข้อสังเขปและพิสดารแห่งธรรม (นั้น) โดยสังเขป อันดับแรก ตัณหาทัฬหัตตะ (ความเหนียวแน่นแห่งตัณหา) เรียกว่า กามุปาทาน เพราะมาในบาลี “ในอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทานเป็นไฉน ท กามฉันทะ (ความพอใจด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลายอันใด กามราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด



(หน้าที่ 210)



กามนันทิ (ความยินดีด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามตัณหา (ความอยากด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ)ทั้งหลาย อันใด กามเสนหะ (ความรักด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามปริฬาหะ (ความรุ่มร้อนด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามมุจฉา (ความสยบอยู่ด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลายอันใด กามัชโฌสานะ (ความพอใจอยู่ด้วยอำนาจกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด อันนี้เรียกว่า กามุปาทาน”
อุตตรตัณหา (ตัณหาที่เกิดทีหลังต่อ ๆ มา) อันเกิดเป็นโทษหนาแน่นขึ้น เพราะมี ปุริมตัณหา (ตัณหาที่เกิดก่อน ๆ) เป็นอุปนิสสยปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่า ตัณหาทัฬหัตตะ
แต่อาจารย์บางเหล่ากล่าวว่า “ความปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึงเป็นตัณหา อุปมาดังการยื้อมือของโจร (ควานหาสิ่งของ) ในที่มืดฉะนั้น ความยึดเอาอารมณ์ที่มาถึงเข้าไว้เป็นอุปาทาน อุปมาดังการคว้าเอาสิ่งของ (ที่ควานเจอเข้า) ของโจรนั่นแหละ อันธรรม (ทั้งสอง) นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่ออัปปิจฉตาและสันตุฏฐิตา (คนละอย่าง) อนึ่ง เป็นมูลแห่งปริเยสมทุกข์ (ทุกข์เพราะการแสวงหา) และอรักขทุก์ (ทุกข์เพราะการรักษา)” (คนละอย่างเหมือนกัน)
ส่วนอุปทาน ๓ ที่เหลือ โดยสังเขปก้เป็นเพียงทิฏฐิ (อย่างหนึ่ง ๆ) เท่านั้น


ส่วนว่าโดยพิสดาร ควมหนาแน่นเหนียวแห่งตัณหาในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นอันมีประเภทตั้ง ๑๐๘ ที่กล่าวมาก่อน (นั่น) เป็นกามุปาทาน มิจฉาทิฏฐิวัตถุ ๑๐ เป็นทิฏฐุปาทานดังบาลีว่า “ในอุปาทานเหล่านั้น ทิฏฐุปาทานเป็นอย่างไร ? ความเห็น ฯลฯ ความถือวิปลาสเช่นนี้ว่า “การให้ (เป็นทาน) ไม่มี (ผลวิบาก) การ (ให้เป็นการ) บูชาไม่มี (ผลวิบาก) ฯลฯ สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบ ผู้ซึ่งทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยอภิญญาเองแล้ว (ประกาศ) ให้รู้ทั่วกันไม่มีในโลก” ดังนี้อันใด อันนี้เรียกว่าทิฏฐุปาทาน”
ส่วนความยึดมั่นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลและพรตทั้งหลายเป็นสีลัพพตุปาทาน ดังบาลีว่า “ในอุปาทานเหล่านั้น สีลัพพตุปาทานเป็นอย่างไร ? ความเห็น ฯลฯ ความถือวิปลาสเช่นนี้ว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีล ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยพรต ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลและพรต” ดังนี้อันใด อันนี้เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน”


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]