วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๑๑ - ๒๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 211)


สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ เป็นอัตวาทุปาทาน ดังบาลีว่า “ในอุปาทานเหล่านั้น อัตตวาทุปาทานเป็นอย่างไร ? ปุถุชนผู้มิได้สดับในโลกนี้ ฯลฯ มิได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ฯลฯ ความเห็น ฯลฯ ความถือวิปลาสเช่นนี้อันใด อันนี้เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน”
นี้เป็นความสังเขปและความพิสดารแห่งธรรมในอุปาทานนั้น


โดยลำดับ

ส่วนในข้อว่า “โดยลำดับ” นั้น มีพรรณนาว่า ลำดับมี ๓ อย่าง คือ ลำดับความเกิดขึ้น ๑ ลำดับการละ ๑ ลำดับการแสดง ๑
ในลำดับ ๓ อย่างนั้น เพราะไม่มาว่า “ความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้มีก่อนเพื่อน ในสงสารอันไม่มีใครรู้เบื่องต้นเบื้องปลาย” ดังนี้ ลำดับความเกิดขึ้นแห่งกิเลสทั้งหลาย ท่านจึงไม่กล่าวไว้โดยตรง แต่โดยอ้อมพึงกล่าวว่า อัตตวาทุปาทานเกิดก่อนเพื่อน ต่อนั้น ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทานและกามุปาทานจึงเกิด (โดยลำดับ) โดยอธิบายดังนี้ คือโดยมาก ในภพอันหนึ่ง (อัตตวาทุปาทานคือความถือมั่นว่าเที่ยงหรือว่าขาดสูญ) อันมีความถืออัตตาเป็นเบื้องหน้า (เกิดขึ้นก่อน) ข้อนั้น สีลัพพตุปาทานอันมีความบริสุทธิ์แห่งอัตตาเป็นข้อมุ่งหมาย (จึงเกิดขึ้น) แก่บุคคลผู้ถือว่าอัตตานี้เที่ยง (แล้ว) กามุปาทาน (จึงเกิดขึ้น) แก่บุคคลผู้ถือว่าอัตตานี้ขาดสูญไม่แยแสต่อปรโลก นี้เป็นลำดับความเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ๔ นั้น ในภพอันหนึ่ง
ส่วนลำดับการละ พึงทราบว่า ในอุปาทาน ๔ นั้น อุปาทาน ๓ มีทิฏฐุปาทานเป็นต้นละได้ก่อน เพราะอุปาทาน ๓ นั้น เป็นโทษที่โสดาปัตติมรรคพึงกำจัด กามุปาทานละได้ภายหลัง เพราะกามุปาทานเป็นโทษทีอรหัตตมรรคพึงกำจัด นี่เป็นลำดับการละแห่งอุปาทานทั้งหลายนั้น
ส่วนลำดับการแสดง พึงทราบว่า ในอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทานแสดงก่อน เพราะเป็นโทษมีวิสัยใหญ่และเพราะเป็นโทษปรากฏ (เห็นชัด) ด้วย จริงอยู่ กามุปาทานนั้นนับเป็นโทษมีวิสัยใหญ่ เพราะสัมปโยคกับจิตทั้ง ๓ ดวง อุปาทานนอกนี้ นับเป็นโทษมีวิสัยน้อย เพราะสัมปโยคกับจิต (เพียง) ๔ ดวง อนึ่ง กามุปาทานนับว่าเป็นโทษปรากฏแก่หมู่สัตว์เพราะความที่หมู่สัตว์เป็นผู้ยินดีในอาลัยโดยมาก อุปาทานนอกนี้ไม่ปรากฏ ผู้มีกามุปาทานย่อมเป็นผู้มาก



(หน้าที่ 212)



ไปด้วยการทำมงคลมีโกตุหลมงคล (การทำมงคลที่ให้เป็นการครึกครึ้น) เป็นต้น เพื่อ (ให้) ได้ (วัตถุ) กามทั้งหลายโดยง่าย ความเป็นผู้มากด้วยการทำมงคลมีโกตุหลมงคลเป็นต้น ของบุคคลผู้มีกามุปาทานนั้นเป็นสัสสตทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ทิฏฐุปาทานจึงแสดงในลำดับกามุปาทานนั้น ทิฏฐุปาทานนั้นเมื่อแตกออก ก็เป็นสองอย่าง โดยเป็นสีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน ในสองอย่างนั้น สีลัพพตุปาทานแสดงก่อน เหตุว่าเป็นโทษหยาบ เพราะแม้เห็นกิริยาโคหรือกิริยาสุนัขก็ตาม ที่คนมีสีลัพพตุปาทานแสดงไว้สุดท้าย เพราะเป็นโทษละเอียด นี้เป็นลำดับการแสดงแห่งอุปาทาน ๔ นั้น


คาถาสังเขปปัจจัย

ก็ในอุปาทานทั้งหลายนี้ ตัณหาเป็นปัจจัยอย่าง
เดียวแก่ อุปาทานข้อหน้าเพื่อน มันเป็นปัจจัย ๗ อย่าง
บ้าง ๘ อย่างบ้างก็มี แก่อุปาทาน ๓ ที่เหลือ


ขยายความ

ก็แล ในอุปาทานทั้งหลายนี้ คือในอุปาทาน ๔ ที่แสดงมาดังนี้ กามตัณหาเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แก่อุปาทานข้อหน้าเพื่อน คือ กามุปาทาน เพราะเกิดขึ้นในอารมณ์ทั้งหลายที่ตัณหายินดีโดยเฉพาะ แต่มันเป็นปัจจัย ๗ อย่าง กับทั้งอุปนิสสยปัจจัยบ้างก็มี แก่อุปาทาน ๓ ที่เหลือ แต่ว่าเมื่อใดมันเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย เมื่อนั้นมันก็เป็นอสหชาตะ (คือไม่เป็นสหชาต) ด้วยแล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ


อุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพ

พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ คือความแห่งคำ ๑ โดยธรรม (คือความหมายของธรรม) ๑ โดยสาตกะ (คือข้อที่ยังมีประโยชน์ที่จะกล่าวซ้ำ) ๑ โดยเภทะ (คือแบ่งออก) และโดยสังคหะ (คือรวมเข้า) ๑ โดยสิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไร ๑



(หน้าที่ 213)



วินิจฉัยโดยอรรถ

วินิจฉัยโดยอรรถในบทนั้นว่า ธรรมใดย่อมเป็นเหตุนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า ภพ (แปลว่าธรรมที่เป็นขึ้น) ภพนั้นมี ๒ ประเภท คือ กรรมภพ ๑ อุปัตติภพ ๑ ดังบาลีว่า “ภพมีโดยส่วน ๒ คือกรรมภพ ๑ อุปปัตติภพ ๑ ดังนี้
ในภพ ๒นั้น ภพคือกรรม ชื่อว่า กรรมภพ นัยเดียวกัน ภพคือความเข้าถึง ชื่อว่า อุปปัตติภพ ก็แล ในกรรและอุปปัตตินี้ อุปปัตติจัดเป็นภพ เพราะเป็น (คือเกิด) ขึ้น ส่วนกรรมพึงทราบว่า จัดเป็นภพโดยผลโวหาร (คือกล่าวเล็งถึงผล) เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุแห่งภพ ดังความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสว่าเป็นสุขเพราะเป็นเหตุแห่งความสุขฉะนั้น
วินิจฉัยโดยอรรถในบทนี้ พึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก


วินิจฉัยโดยธรรม

กรรมภพ

ส่วนวินิจฉัยโดยธรรม พึงทราบว่า อันดับแรก กรรมภพโดยสังเขป ก็ได้แก่เจตนาและธรรมทั้งหลายที่นับเป็นกรรมมีอภิชฌาเป็นต้น อันสัมปยุตกับเจตนานั่นเอง ดังบาลีว่า “ในภพ ๒ นั้น กรรมภพเป้นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นปริตตภูม (คือภูมิกาม) เป็นมหาภูมิ (คือ ภูมิมหัคคตะ) ก็ดี นี้เรียกว่า กรรมภพ อนึ่ง กรรมที่เป็นภวคามี (ยังสัตว์ให้ไปสู่ภพ) ทั้งปวง ก็เรียกกรรมภพ
ก็แลในกรรมนี้ เจตนา ๑๓ ดวง ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร เจตนา ๑๒ ดวง ชื่อว่า อปุญญาภิสังขาร เจตนา ๔ ดวง ชื่อว่าอเนญชาภิสังขาร โดยประการดังนี้ ความที่เจตนาเหล่านั้นแหละมีวิบากน้อยและมาก เป็นอันกล่าวด้วยคำว่า “เป็นปริตตภูมิก็ดี เป็นมหาภูมิก็ดี” นั่นส่วนธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นที่สังปยุตกับเจตนา เป็นอันกล่าวด้วยคำว่า “อนึ่ง กรรมที่เป็นภวคามีทั้งปวง”นี่



(หน้าที่ 214)



อุปปัตติภพ

ส่วนอุปัตติภพ โดยสังเขปก็ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมโดยเฉพาะ (ว่า) โดยประเภทมี ๙ อย่าง ดังบาลีว่า “ในภพ ๒ นั้น อุปปัตติภพเป็นไฉน กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ นี่เรียกว่า อุปปัตติภพ”
ในภพเหล่านั้น ภพที่นับว่ากาม ชื่อว่ากามภพ (ความหมาย) ในรูปภพและอรูปภพ ก็นัยนี้ (คือว่า รูปภพ ก็แปลว่า ภพที่นับว่ารูป อรูปภพ แปลว่า ภพที่นับว่าอรูป)
ภพของสัตว์ทั้งหลายผู้มีสัญญา ชื่อว่าสัญญาภพ นัยหนึ่ง สัญญามีอยู่ในภพนั้น เหตุนั้นภพนั้นจึงชื่อว่าสัญญาภพ (แปล่า ภพที่มีสัญญา) อสัญญาภพ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม
ธรรมชาติที่เป็นเนวสัญญานาสัญญา (มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) เพราะไม่มีสัญญาหยาบและเพราะมีแต่สัญญาละเอียด มีอยู่ในภพนั้น เหตุนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญาภพ
ภพที่เต็มไปด้วยรูปขันธ์อย่างเดียว ชื่อว่าเอกโวการภพ นัยหนึ่ง โวการะ (คือขันธ์) ของภพนั้นมีอย่างเดียว เหตุนั้น ภพนั้น จึงชื่อว่าเอกโวการภพ (แปลว่าภพนั้นมีขันธ์เดียว) ความหมาย) ในจตุโวการภพและปัญจโวการภพก็นัยนี้ (คือจตุโวการภพ ก็แปลว่า ภพมีขันธ์ ๔ ปัญจโวการภพ แปลว่า ภพมีขันธ์ ๕)
ในภพเหล่านั้น กามภพ ได้แก่อุปาทินนขันธ์ (ขันธ์มีใจครอง) ๕ รูปภพ ก็อย่างนั้น อรูปภพได้แก่ อุปาทินนขันธ์ ๔ สัญญาภพได้แก่อุปาทินนขันธ์ ค อสัญญาภพ ได้แก่ อุปาทินนขันธ์ ๑ เนวสัญญานาสัญญาภพ ได้แก่อุปาทินนขันธ์ ๔ ภพ ๓ มีเอกโวการภพเป็นต้น ก็ได้แก่ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ โดยเป็นอุปาทินนขันธ์
วินิจฉัยโดยธรรมในบทนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ประการ ๑


วินิจฉัยโดยสาตถะ

ข้อว่า “โดยสาตถะ” มีวินิจฉัยว่า ก็แลอภิสังขารทั้งหลายมีปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั่นแหละ แม้กล่าวมาแล้วในตอนแก้สังขารดังที่กล่าวมาตอนแก้ภพ (นี้) เหมือนกันก็จริง แม้



(หน้าที่ 215)



เมื่อเป็นเช่นนั้นอภิสังขาร ตอนก่อน ท่านกล่าวโดยเป็นอดีตกรรม เพราะเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพนี้ (แต่) อภิสังขารตอนนี้กล่าวโดยเป็นปัจจุบันนกรรมเพราะเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในกาลต่อไป เพราะฉะนั้น การกล่าว (ถึงอภิสังขาร) ซ้ำจึงยังมีประโยชน์แท้ หรือ (อีกตัวอย่างหนึ่ง) ในตอนก่อน เจตนาเท่านั้นท่านกล่าวว่าเป็นสังขาร โดยนัยว่า “ในอภิสังขาร ๓ นั้นปุญญาภิสังขารเป็นไฉน เจตนาเป็นกุศลกามาวจร (นี้เรียกว่าปุญญาภิสังขาร) ดังนี้เป็นต้นแต่ในตอนนี้ แม้ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับเจตนา ท่านก็กล่าวด้วยคำว่า “แม้กรรมที่เป็นภวคามีทั้งปวง (ก็ชื่อว่ากรรมภพ)” ดังนี้ อนึ่ง ที่ก่อนกรรมที่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณเท่านั้นท่านกล่าวว่าเป็นสังขาร มาที่นี้ แม้กรรมที่ยังสัตว์ให้เกิดในอสัญญาภพ ท่านก็กล่าวด้วย จะกล่าวมากไปทำไมมี ในบทว่า “อวิชชาปจจยา ภโว” ท่านกล่าวธรรมทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศลทั้งที่เป็นอัพยากฤต ก็เพราะ (ในตอนนี้) สังเคราะห์เอาอุปปัตติภพเข้าด้วย เพราะฉะนั้นการกล่าวซ้ำนี้ จึงยังมีประโยชน์แท้
วินิจฉัยโดยสาตถะในบทนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ อีกประการหนึ่ง


วินิจฉัยโดยแบ่งออกและรวมเข้า

ข้อว่า “โดยเภทะและสังคหะ” คือโดยแบ่งออกและโดยย่อเข้าซึ่งภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน


โดยแบ่งออก

ความว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เกิดในกามภพ ซึ่งมีเพราะปัจจัยคือกามุปาทานใด อันสัตว์ทำเข้า ธรรมคือกรรมนั้นชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะกรรมนั้นโดยเฉพาะ ชื่อว่า อุปปัตติภพ ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้
โดยนัยดังนี้ กามภพทั้งสัญญาภพ และปัญจโวการที่อยู่ภายใน (คือรวมอยู่ในกามภพ) เป็น ๒ รูปภพ ทั้งสัญญาภพ อสัญญาภพ เอกโวการภพและปัญจโวการภพ ที่อยู่ภายใน เป็น ๒ อรูปภพทั้งสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพและจตุโวการภพ ที่อยู่ภายในเป็น ๒ ดังนี้ ภพจึงเป็น ๖ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน อันมีเพราะปัจจัยคือกามุปาทาน ก็แล ภพที่มีเพราะปัจจัยคือกามุปาทาน เป็น ๖ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในฉันใด” แม้ภพที่มีเพราะปัจจัย คืออุปาทานที่เหลือก็เป็นอย่างละ ๖ ฉันนั้นแล


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]