วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๑๖ - ๒๒๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 216)


ด้วยประการดังนี้ โดยแบ่งออก ภพที่มีเพราะปัจจัยคืออุปาทานจึงเป็น ๒๔ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน


โดยรวมเข้า

ส่วนว่าโดยรวมเข้า มีวินิจฉัยว่า รวมกามภพและอุปปัตติภพที่อยู่ภายใน รูปภพและอรูปภพก็รวมเข้าอย่างนั้น ดังนี้จึงเป็นภพ ๓ อันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน จึงเป็น ๑๒ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน
อีกนัยหนึ่ง กรรมที่มีผลเป็นกามภพ จัดเป็นกามภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานโดยไม่แปลกกัน (คือไม่แยกประเภทอุปาทาน) ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นโดยเฉพาะจัดเป็นอุปปัตติภพ ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้ ด้วยประการฉะนี้ โดยรวมเข้าปริยายหนึ่ง ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานจึงเป็น ๖ คือกามภพ ๒ รูปภพ ๒ อรูปภพ ๒ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน
หรือว่าไม่แตะต้องการแยกเป็นกรรมและอุปปัตติภพเสีย ภพก็คงเป็น ๓ โดยกามภพเป็นต้น พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน
อนึ่งเล่า ไม่แตะต้องการแยกเป็นภพ ๓ มีการภพเป็นต้นเสียภพก็เป็น ๒ โดยเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพ
ไม่แตะต้องการแยกเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพเสียอีกเล่า ภพก็คงเป็น ๑ เท่านั้น โดยเป็นภพ (เอกพจน์) ตามบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว แล
วินิจฉัยโดยแยกออกและรวมเข้าซึ่งภพอันมีอุปาทานเป็นปัจจัยในบทนี้ พึงทารบดังกล่าวมาฉะนี้ประการ ๑


วินิจฉัยโดยสิ่งไรเป็นของสิ่งไร

ข้อว่า “ยํ ยสฺส ปจฺจโย จ” ความว่า อนึ่ง ในบทว่า อุปาทานปจจยา ภโว อุปาทานไรเป็นปัจจัยแก่ภพไร บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประการที่สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไรนั้นด้วย ถามว่า ก็ในบทนี้ สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไรเล่า ?



(หน้าที่ 217)


ตอบว่า ทุกสิ่งที่เป็นปัจจัยแก่ทุกสิ่งแหละ
จริงอยู่ ปุถุชนเปรียบเหมือนคนบ้า เขาหาวิจารว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนั้นไม่ควร ไม่ปรารถนาภพทุกภพด้วยอำนาจอุปาทานทุกข้อ แล้วทำกรรมทุกอย่างทีเดียว เพราะฉะนั้น อาจารย์บางเหล่ากล่าวคำใดว่า “รูปภพ อรูปภพย่อมไม่มีเพราะสีลัพพตุปาทาน” ดังนี้ คำนั้นจึงไม่ควรถือเอา แต่ควรถือว่า “ภพทั้งปวงย่อมมีได้เพราะอุปาทานทั้งปวง” ข้อนี้มีอย่างไร ?


อุปาทานเป็นปัจจัยแก่กามภพ

บุคคลบางคนในโลกนี้ คิดไปด้วยอำนาจการได้ยินสืบกันมาบ้าง ตามแบบอย่างที่ได้เห็นบ้างว่า “อันกามทั้งหลายนั้น ก็สมบูรณ์แต่ในตระกูลขัตติยมหาศาลเป็นต้นในมนุษยโลกและในกามาวจรเทวโลก ๖ ชั้นเท่านั้น” ดังนี้แล้ว ถูกอสัปปุริสธรรมมีการฟังเรื่องอสัทธรรมเป็นต้น กล่อม (สงสัย) ใจเข้าสำคัญไปว่ากามทั้งหลายจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ (อย่าง) นี้ (คืออย่างที่ได้ยิน) เลยกระทำทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้นไปตามอำนาจแห่งกามุปาทานเข้าก็ไดเพื่อ (ให้) ได้กามทั้งหลายนั้น เพราะทุจริตเต็มเข้า เขาก็ไปเกิดในอบายหรือมิฉะนั้น เมื่อปรารถนากามทั้งหลายที่ประสบเข้าหรือจะคุ้มครองกามทั้งหลายที่ได้มาก็ตาม ทำทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้นเข้าด้วยอำนาจแห่งอุปาทาน (ก็ได้) เพราะทุจริตเต็มเข้าเขาก็ไปเกิดในอบาย
กรรมที่เป็นเหตุแห่งความอุบัติในอบายนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพและปัญจโวการภพก็รวมอยู่ในนั้นนั่นเอง
ฝ่ายบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้มีความรู้เพิ่มพูนขึ้นด้วยสัปปุริสธรรมทั้งหลายมีการได้ฟังสัทธรรมเป็นต้นแล้ว สำคัญว่ากามทั้งหลายจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ (อย่างนี้) ก็กระทำสุจริตมีกายสุจริตเป็นต้น ด้วยอำนาจกามุปาทาน เพราะสุจริตเปี่ยมเข้า เขาก็ไปเกิดในหมู่เทพบ้าง ในหมู่มนุษย์บ้าง
กรรมอันเป็นเหตุแห่งความอุบัติในหมู่เทพและมนุษย์นั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นเป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพและปัญจโวการภพก็รวมอยู่ในนั้นเหมือนกัน



(หน้าที่ 218)



กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่กรรมภพอันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท เช่น สุคติ ทุคติ) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน ดังนี้


กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่รูปภพและอรูปภพ

บุคคลอีกคนหนึ่งได้ฟังหรือคาดคะเนเอาก็ตามว่า กามทั้งหลายในรูปภพและอรูปภพสมบูรณ์ ว่ากามในกามภพนั้นก็ทำรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจกามุปาทานนั่นเอง แล้วก็ไปเกิดในโลกรูปพรหมและอรูปพรหมด้วยกำลังแห่งสมาบัติ
กรรมอันเป็นเหตุแห่งความอุบัติในพรหมโลกนั้น เป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นเป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพ ก็รวมอยู่ในนั้นแหละ
กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่รูปภพและอรูปภพอันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในก็ได้ดังนี้


ทิฏฐุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓

บุคคลอีกผู้หนึ่งเห็นไปว่า “อันอัตตภาพนี้ เมื่อภพแห่งกามาวจรสมบัติ หรือรูปภพอรูปภพอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามขาดแล้วก็เป็นอันขาดสูญ” ดังนี้แล้วยึดถืออุจเฉททิฏฐิ แล้วก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับทิฏฐินั้น
กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนภพทั้งหลายมีสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นแหละ
ทิฏฐุปาทานเป็นปัจจัยแกภพทั้ง ๓ คือทั้งกามภพ รูปภพและอรูปภพอันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในก็ได้ดังนี้


อัตตวาทุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้งหลาย

บุคคลอีกผู้หนึ่ง เห็นว่า “อันอัตตภาพนี้ ย่อมจะมีความสุขปราศจากความเร่าร้อนอยู่ในภพแห่งกามาวจรสมบัติ หรือในรูปภพและอรูปภพแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ ดังนี้แล้วก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับความเห็นนั้นด้วย (อำนาจ) อัตตาวาทุปาทาน



(หน้าที่ 219)



กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นแหละ
อัตตวาอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้งหลาย ๓ อันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งที่อยู่ภายในดังนี้


สีลัพพตุปาทานเป็นปัจจัยแกภพทั้ง ๓

บุคคลผู้หนึ่งเห็นว่า “อันความสุขย่อมถึงซึ่งความเต็มเปี่ยมแก่บุคคลผู้ทำศีลพรตนี้ให้บริบูรณ์ ในภพแห่งกามาวจรสมบัติก็ตาม ในรูปภพและอรูปภพแห่งใดแห่งหนึ่งก็ตาม” ดังนี้แล้ว ก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับความเห็นนั้นด้วยอำนาจสีลัพพตุปาทาน
กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นเหมือนกัน
แม้สีลัพพตุปาทานก็เป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓ อันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในได้ดังนี้แล
วินิจฉัยโดยประการที่สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไร ในบทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
หากมีคำถามว่า “ก็ในบทนี้ อุปาทานอะไรเป็นปัจจัยแก่ภพอะไรอย่างไร” ดังนี้ไซร้คำแก้พึงมีว่า


คาถาสังเขปปัจจยนัย

บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า อุปาทานเป็นอุปนิสสย
ปัจจัยแก่รูปภพและอรูปภพ อนึ่ง มันเป็นปัจจัยแก่
กามภพ โดยปัจจัยทั้งหลายมีสหชาติปัจจัยเป็นอาทิ


ขยายความ

ขยายความว่า อุปาทานทั้ง ๔ อย่างนั้น เป็นปัจจัยประเภทเดียว โดยอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแก่รูปภพและอรูปภพ คือแก่กรรมเฉพาะที่เป็นกุศลในกรรมภพ อันนับเนื่องใน



(หน้าที่ 220)



กามภพและแก่อุปปัตติภพด้วย (ส่วน) ในกามภพมันเป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัยเป็นต้นซึ่งแยกออกเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตะและเหตุปัจจัยแก่อกุศลกรรมภพ อันสัมปยุตกับตน แต่เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว แก่กรรมภพที่เป็นวิปปยุต
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว


ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ

ในบททั้งหลายมีบทว่า ภวปจจยา ชาติ เป็นอาทิ การมีวินิจฉัยคำมีคำว่า ชาติ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสัจจนิเทศเถิด ส่วนคำว่า ภโว ในบทนี้หมายเอากรรมภพอย่างเดียว เพราะกรรมภพนั้นเป็นปัจจัแก่ชาต อุปปัตติภพหาเป็นปัจจัยไม่ ก็แลกรรมภพนั้นเป็นปัจจัย ๒ อย่าง โดยเป็นกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแล
หากคำถามจะพึงกล่าวว่า “ก็ข้อที่ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาตินั่นจะพึงทราบได้อย่างไร” ดังนี้ไซร้ คำตอบพึงมีว่า “พึงทราบได้โดยที่แม้เมื่อปัจจัยภายนอกมีเสมอกัน ก็ปรากฏความแปลกกันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้นได้ จริงอยู่ แม้ความเสมอกันแห่งปัจจัยภายนอกทั้งหลายมรสุกกโลหิต (เลือดขาว) ของชนกชนนี และอาหารเป็นต้นมีอยู่ ความแปลก กันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย แม้เป็นลูกแฝดก็เห็นได้อยู่อันความแปลกกันแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้นมิใช่ไม่มีเหตุ เพราะไม่มีไปทุกเมื่อและทุกคน มิใช่มีเหตุอื่นไปจากกรรมภพ เพราะไม่มีเหตุอย่างอื่นในสันดานเฉพาะของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาเพราะกรรมภพนั้น เหตุฉะนั้นมันจึงมีกรรมเป็นเหตุแท้ เพราะกรรมเป็นเหตุแห่งความ แปลกกันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย นี่คืออะไร คือย่อมจำแนกโดยความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีต” ดังนี้ เหตุนั้นข้อที่ว่า “ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ” นั่นจึงควรทราบได้ (โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้)


ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรา มรณะ ฯลฯ

ก็แล เหตุใด เมื่อชาติไม่มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าชราและมรณะ หรือ ธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นก็ย่อมไม่มี แต่เมื่อชาติมีอยู่ ชรามรณะและธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นที่เนื่องกับ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]