วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๒๑ - ๒๒๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 221)


ความแก่ ความตาย (ของตน) ก็ย่อมมีแก่คนเหล่านั้นผู้ถูกทุกขธรรมกล่าวคือชรามรณะต้องเอาบ้าง ที่ไม่เนื่อง (กับความแก่ความตายของตน) ก็ย่อมมีแก่คนเหล่านั้นผู้ถูกทุกขธรรมนั้น ๆ (มีญาติตายเป็นต้น) กระทบเอาบ้าง เพราะเหตุนั้น แม้ชาตินี่ก็พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแก่ชรามรณะและแก่ธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นด้วย อันชาตินั้นเป็นปัจจัยอย่างเดียวโดยเป็นปัจจัยยอด คืออุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบททั้งหลายมีบทว่า ภวปจจยา ชาติ เป็นต้น


ภวจักร – ล้อแห่งภพ

ก็เหตุใด ในปฏิจจสมุปบาทเทศนานี้ ปกิณณกธรรมมีโลกเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเบื้องปลาย เหตุนั้น อวิชชาที่ตรัสไว้ในเบื้องต้นแห่งภวจักรนั่นว่า “อวิชชาปจจยา สงขารา” ดังนี้ อวิชชานั้นก็เป็นไป (คือมีได้) เพราะโสกะเป็นต้น (นั่นเอง)
อันว่าภวจักรนี้ บัณฑิต พึงทราบว่า มีเบื้องต้น ไม่
ปรากฏ ปราศจากบุคคลผู้สร้างและบุคคลผู้เสวย (ผล)
ว่างเปล่าโดยสุญญตา ๑๒ ประการ ย่อมหมุนไปเสมอ
เป็นเนืองนิตย์ (จนกว่าจะบรรลุพระอรหันต์)
หากมีคำปุจฉาว่า “ก็ในปฏิจจสมุปบาทเทศนานี้ อวิชชามีได้เพราะโสกะเป็นต้นอย่างไรภวจักรนี้มีเบื้องต้นไม่ปรากฏอย่างไร ปราศจากบุคคลผู้สร้างและบุคคลผู้เสวย (ผล) อย่างไรว่างเปล่าโดยสุญญตา ๑๒ ประการอย่างไร” ดังนี้ไซร้


อวิชชามีเพราะโสกะเป็นต้นได้

คำว่าวิสัชชนาพึงมีว่า “ก็ในปฏิจจสมุปบาทธรรมทั้งหลายนี้ โสกะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ย่อมมีแก่บุคคลผู้ยังไม่พรากจากอวิชชา อันปริเทวะเล่าก็ย่อมมีแก่บุคคลผู้หลงเพราะเหตุนั้นประการแรก เมื่อธรรมมีโสกะเป็นต้นเหล่านั้น เป็นไปแล้วอวิชชาก็เป็นอันมีอยู่เอง



(หน้าที่ 222)



อีกประการหนึ่งพระมีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชาย่อมมีความเกิดขึ้นแห่งอาสวะดังนี้ ก็แล ธรรมทั้งหลาย มีโสกะเป็นต้นนั่น ก็ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ ข้อนี้มีอย่างไร ? อันดับแรก ในกรณีที่พลัดพรากจากวัตถุกาม โสกะก็เป็นอันเกิดขึ้นเพราะกามาสวะ ดังพระบาลีว่า
ตสฺส เจ กามยานสฺส ฯเปฯ สลลฺวิทฺโธว รุปฺปติ
หากว่า เมื่อชนผู้นั้นเกิดความพอใจรักใคร่กาม
เหล่าใดอยู่ กามเหล่านั้นมาพรากไปเสียไซร้ เขาย่อม
โศกาดุจถูก ลูกศรเสียบ
และดังพระบาลีว่า "กามโต ชายตี โสโก ความโศกย่อมเกิดแต่กาม” ดังนี้
ธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นทั้งปวงนั่น ย่อมเป็นธรรมเกิดขึ้นเพราะทิฏฐาสวะด้วย ดังบาลีว่า “ตสส อหํ รูปํ ฯเปฯ โทมนสสปายาสา โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น ผู้ยืนกราน (ด้วยทิฏฐิ) ว่า เราเป็นรูป รูปเป็นของเรา” เพราะความที่รูปแปรผันและเปลี่ยนแปรไป” ดังนี้เป็นต้น
อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐาสวะได้ฉันใด ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งภวาสวะก็ได้ฉันนั้นดังพระบาลีว่า “แม้เทวดาเหล่านั้นใดผู้มีอายุยืนผิวพรรณงาม มากไปด้วยความสุข สถิตอยู่ในวิมานอันสูงตลอดกาลยาวนาน แม้เทวดาเหล่านั้น ได้ฟังธรรมเทศนาของตถาคตแล้วยังต้อง (คือรู้จัก) กลัวสะดุ้งใจ สลดใจ” (ธรรมเหล่านั้นเกิดแก่เทวดาทั้งหลาย เพราะความเกิดขึ้นแห่งสภาสวะ) ดังความโศกเป็นต้นเกิดแก่เทวดาทั้งหลายผู้ถูกมรณภัยคุกคาม เพราะเห็นปุพพนิมิต ๕ ฉะนั้น
อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นเกิดเพราะความเกิดขึ้นแห่งสภาวะได้ฉันใด ก็ย่อมเกิดเพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชาสวะก็ได้ฉันนั้น ดังพระบาลีว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนเขลานั้นนั่นแลย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ๓ ประการในทิฏฐธรรมนี่แหละ” ดังนี้เป็นต้น
เพราะเหตุที่ธรรมเหล่านั้นย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะดังกล่าวมาฉะนี้ ธรรมเหล่านั้น เมื่อมีขึ้นจึงยังอาสวะอันเป็นเหตุแห่งอวิชชาให้มีด้วย และครั้นอาสวะทั้งหลายมีแล้วแม้อวิชชาก็เป็นอันมีด้วยแท้ เพราะเมื่อปัจจัยมีธรรมที่เกิดแต่ปัจจัยก็ดี (ต้อง) มีแล



(หน้าที่ 223)



ในปฏิจจสมุปบาทเทศนานี้ อวิชชาบัณฑิตพึงทราบว่าย่อมมีได้ เพราะธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้น โดยนัยดังกล่าวมานี้ เป็นประการแรก


ภวจักรมีเบื้องต้นไม่ปรากฏ

ประการต่อไป เพราะความที่เมื่อปัจจัยมี ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย (ต้อง) มีดังนี้ ครั้นอวิชชามีขึ้นแล้ว ความจบสิ้นก็ไม่มี เพราะความสืบต่อกันแห่งเหตุและผลคือสังขารทั้งหลายก็มีข้นเพราะปัจจัยคืออวิชชาอีก วิญญาณก็มีขึ้นเพราะปัจจัยคือสังขารอีกอย่างนี้เป็นต้น เหตุใด เหตุนั้น ภวจักรมีองค์ ๑๒ อันหมุนไปด้วยอำนาจความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผลนั้น จึงเป็นอันสำเร็จ (คือเป็นได้) ว่า “มีเบื้องต้นไม่ปรากฏ”
หากคำท้วงพึงมีว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น (คือเมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวตนเช่นนั้น) การกล่าวความที่ภวจักรมีเบื้องต้นว่า “อวิชชาปจจยา สงขารา” นี่ก็ผิด (นะซิ) ดังนี้ไซร้ พึงแก้ว่า นี่ไม่ใช่การกล่าวความที่ภวจักรมีเบื้องต้นดอก แต่นั่นเป็นการกล่าวธรรมที่เป็นตัวประธาน (ต่างหาก) ด้วยว่าอวิชชาเป็นประธานแห่งวัฏฏะ ๓ จริงอยู่เพราะยึดอวิชชาไว้กิเลสวัฏที่เหลือและวัฏอีก ๒ มีกรรมวัฏเป็นต้นก็พันเอาคนเขลาเข้าด้วย ดุจเพราะจับหัวงูไว้ลำตัวงูที่เหลือก็พันเอาแขน (คนจับ) เข้าฉะนั้น แต่เมื่อตัดอวิชชาขาดเสร็จแล้ว ความพ้นจากธรรมเหล่านั้นก้มีขึ้น ดุจเมื่อตัดหัวงูสำเร็จแล้ว ความพ้นจากความเป็นแขนที่ถูกงูพันก็มีขึ้นฉะนั้น ดังพระบาลีว่า “ความดับแห่งสังขารย่อมมี เพราะความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือแห่งอวิชชานั่นแล” ดังนี้เป็นต้น
นี่เป็นการกล่าวธรรมอันเป็นตัวประธาน ที่เมื่อบุคคลยึดอยู่ ย่อมเป็นผู้ถูกผูกพัน เมื่อปล่อยเสีย ความพ้นย่อมมี มิใช่กล่าวความที่ภวจักรมีเบื้องต้นดังนี้แล
ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มีเบื้องต้นไม่ปรากฏ ดังกล่าวมาฉะนี้


ภวจักรปราศจากผู้สร้างผู้เสวย

ภวจักรนี้นั้น เพราะเหตุที่ความหมุนไปแห่งธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นอาทิ ย่อมมีเพราะเหตุทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น จึงว่างเว้นจากผู้สร้างสังสาระคือพรหมเป็นต้น ซึ่งกำหนดเอา(เอง) อย่างนี้ว่า “พรหมา พระพรหม มหาพรหมา ท้าวมหาพรหม



(หน้าที่ 224)



เสฏโฐ ท่านผู้เป็นใหญ่ สชชิตา ท่านผู้บันดาล” อื่นไปจากเหตุมีอวิชชาเป็นต้นนั้นก็ดีจากผู้เสวยสุขและทุกข์คืออัตตาซึ่งกำหนดกันเกา (เอง) อย่างนี้ว่า “ก็แลอัตตาของเรานี้นั้นแลเป็น วโท ผูกล่าว เวเทยโย ผู้เสวย” ฉะนี้ก็ดี
ภวจักร บัณฑิตพึงทราบว่าปราศจากผู้สร้างและผู้เสวย ดังกล่าวมานี้


ภวจักรว่างเปล่าโดยสุญญตา ๑๒ ประการ

อีกประการหนึ่ง ในปฏิจจปมุปบาทธรรมเหล่านี้ อวิชชาชื่อว่าว่างจากความยั่งยืน เพราะมีความเกิดขึ้นเพราะมีความเลื่อมใสไปเป็นธรรมดา ๑ (ว่าง) จากความงาม เพราะเป้นสังกิเลสสิกธรรม เหตุเป้นธรรมเศร้าหมอง ๑ (ว่าง) จากความเป็นสุข เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมไปบีบคั้น ๑ (ว่าง) จากความเป็นอัตตา คือที่ (หมายความว่า) เป็นสิ่งบังคับได้ เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย ๑ แม้องค์ทั้งหลายมีสังขารเป็นต้นก้อย่างนั้น เหตุใด นัยหนึ่ง อวิชชา มิใช่ตน มิใช่ของตน มิใช่มีในตน แม้องค์ทั้งหลาย มีสังขารเป็นต้นก้อย่างนั้น เหตุใด เหตุนั้น ภวจักนั่น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า ว่างเปล่าโดยสุญญตา ๑- ประการ (โดยนัยดังกล่าวมา)


มูลและกาลแห่งภวจักร

ก็แลครั้นทราบอย่างนี้แล พึงทราบอีกว่า


คาถาสังเขปมูลและกาล

อวิชชาและตัณหาเป็นมูลแห่งภวจักรนั้น กาล
ของมันมี ๓ มีอดีตกาลเป็นต้น องค์ในกาล ๓ นั้นโดย
สรุปก็เป็น ๒ เป็น ๘ และเป็น ๒ เท่านั้นเอง


ขยายความ

ความว่า ธรรม ๒ คืออวิชชาและตัณหา พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งภวจักรนั้นนั่นแลภวจักรนั้นเล่า ก็จัดเป็น ๒ ส่วน คือที่มีอวิชชาเป็นมูลมีเวทนาเป็นที่สุด (เป็นภวจักร ๑) เพราะนำ (ปัจจุบันผล) มาแต่ส่วนเบื้องต้น (คือส่วนอดีต) ที่มีตัณหาเป็นมูลมีชรามรณะเป็นที่สุด



(หน้าที่ 225)



(เป็นภวจักร ๑) เพราะต่อกับ (ผล) ส่วนเบื้องปลาย (คืออนาคต) ในภวจักร ๒ ส่วนนั้นภวจักรส่วนแรกกล่าวด้วยอำนาจบุคคลทิฏฐิจริต ส่วนหลังกล่าวด้วยอำนาจบุคคลตัณหาจริตด้วยว่าอวิชชาเป็นสังขารนายิกา (ผู้นำไปในสังสาร) สำหรับบุคคลทิฏฐิจริตทั้งหลาย ตัณหาเป็นสังสารนายิกาสำหรับบุคคลตัณหาจริตทั้งหลาย นัยหนึ่งภวจักรที่ ๑ กล่าวเพื่อถอนอุจเฉททิฏฐิ เพราะประกาศความไม่ขาดสูญแห่งเหตุทั้งหลายโดยความเกิดขึ้นมาแล้วทั้งหลายนัยหนึ่ง ภวจักรกล่าวด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์เพราะแสดงความหมุนไปแห่งธรรมตามลำดับ ภวจักรหลังกล่าวด้วยอำนาจโอปปาติกสัตว์ เพราะแสดงความเกิดขึ้นพร้อมกัน (แห่งอุปปัตติภพและขันธ์)
ส่วนกาลของภวจักรนั้นมี ๓ คือ อดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกาล ๓ นั้น ว่าโดยที่มาในบาลีโดยรูป องค์ ๒ คืออวิชชาและสังขาร พึงทราบว่าเป็นอดีตกาล องค์ ๘ มีวิญญาณ เป็นต้นมีภพเป็นที่สุด พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันกาล องค์ ๒ คือชาติและชรามรณะ พึงทราบว่าเป็นอนาคตกาล


สนธิ ๓ สังคหะ ๔ อาการ ๒๐ วัฏฏะ ๓ แห่งภวจักร

พึงทราบแม้ดังนี้อีกว่า
ภวจักรนั่นสนธิ (เงื่อนต่อ) ๓ มีคำว่าเหตุและผล
ผลเหตุเป็นบทหน้าและมีสังคหะ (คือสังเขป) ๔ ประเภท
มีซี่กำคืออาการ ๒๐ มีวัฏฏะ (วงกลม) ๓ ย่อมหมุนไป
ไม่หยุด (จนกว่าจะถึงอรหัตตมรรค)


ขยายความ

สนธิ ๓

ในสนธิ ๓นั้น เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างสังขารกับปฏิสนธิวิญญาณ ชื่อว่า เหตุผลสนธิ (ต่อเหตุกับผล) เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างเวทนากับตัณหา ชื่อว่า ผลเหตุสนธิ (ต่อผลกับเหตุ) เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างภพกับชาติ ชื่อว่า เหตุผลสนธิ (ต่อเหตุกับผล) ภวจักรนี้บัณฑิตพึงทราบว่า มีสนธิ ๓ มีอำนาจเหตุผลและเหตุเป็นบทหน้าอย่างนี้แล


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]