วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๒๖ - ๒๓๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 226)


สังคหะ ๔

ส่วนสังคหะแห่งภวจักรนั้น กำหนดด้วยองค์ต้นกับปลายแห่งสนธิทั้งหลายเป็น ๔ คืออย่างไรบ้าง คืออวิชชาและสังขารเป็นสังคหะที่ ๑ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นสังคหะที่ ๒ ตัณหา อุปาทาน ภพเป็นสังคหะที่ ๓ ชาติชรามรณะเป็นสังคหะที่ ๔ ภวจักรนี้บัณฑิตพึงทราบว่ามีสังคหะ ๔ ประเภท ดังนี้แล


อาการ ๒๐

อนึ่ง ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่ามีอาการ ๒๐ โดยซี่กำกล่าวคืออาการ ๒๐ นั่นคือ


คาถาสังเขปอาการ ๒๐

เหตุในกาลล่วงแล้ว ๕ ผลในกาลบัดนี้ ๕ เหตุ
ในกาลบัดนี้ ๕ ผลในกาลต่อไป ๕


ขยายความ

อดีตเหตุ ๕

ใน ๔ ข้อนั้น ข้อว่า “เหตุในกาลล่วงแล้ว ๕“ ขยายความว่า ชั้นแรก (อดีตเหตุนั้น) ก็กล่าวเอาธรรม ๒ ประการ คืออวิชชากับสังขารนี้เท่านั้น แต่เพราะคนไม่รู้ย่อมทะเยอทะยาน คนทะเยอทะยานย่อมถือมั่น เพราะความถือมั่นของเขาเป็นปัจจัย ภพก็มีขึ้น เพราะฉะนั้น แม้ตัณหา อุปาทานและภพ ก็จึงถูกรวมเข้าด้วย เหตุนั้นพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า “ความหลงในปุริมกรรมภพเป็นอวิชชา เจตนาอันประมวลไว้ในปุริมกรรมภพเป็นสังขาร ความใคร่ในปุริมกรรมภพเป็นตัณหา ความข้องแวะในปุริมกรรมภพเป็นอุปาทาน เจตนาในปุริมกรรมภพเป็นภพ ผลธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ ในปุริมกรรมภพ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ ปฏิสนธิในภพนี้”
อรรถ (แห่งบาลีนั้น) พึงทราบดังนี้ว่า ในบทเหล่านั้น บทว่า “ในปุริมกรรมภพ” คือในกรรมภพที่มีมาก่อน หมายความว่า ในกรรมภพที่ได้ทำมาในชาติที่ล่วงแล้ว



(หน้าที่ 227)



คำว่า “ความหลงเป็นอวิชชา” ความว่า ความหลงในธรรมเกป็นที่ตั้งแห่งความหลงทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้นในกาลนั้นอันใด บุคคลผู้หลงแล้วทำกรรมด้วยความหลงอันใด ความหลงอันนั้นเป้นอวิชชา
คำว่า “เจตนาอันประมวลไว้เป็นสังขาร” ไดแก่เจตนาดวงแรกๆ ของบุคคลผู้ทำกรรมนั้น ดังเช่นเจตนาดวงแรกๆ ที่เปิดขึ้นแก่ทายกผู้ยังจิตให้เกิดขึ้นว่าเราจักให้ทาน แล้วตระเตรียมเครื่องอุปกรณ์แห่งทานทั้งหลายอยู่เดือนหนึ่งก็ดี ปีหนึ่งก็ดี ส่วนเจตนาของทายกนั้นผุ้วางทักษิณลงในมือของปฏิคาหกทั้งหลาย เรียกว่าภพ นัยหนึ่งเจตนาในชวนะ ๖ ที่เป็นจิตมีอาวัชชนะเดียว ชื่อว่าเจตนาอันประมวลไว้ นับเป้นสังขาร เจตนาในชวนะที่ ๗ เป็นภพ หรือมิฉะนั้น เจตนาทุกดวงเป็นภพ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต (กับเจตนาเหล่านั้น) ชื่อว่า เจตนาอันประมวลไว้เป็นสังขาร
คำว่า “ความใคร่เป็นตัณหา” ความว่า เมื่อบุคคลทำกรรมอยู่ ความใคร่คือความ ปรารถนาในอุปปัตติภพ อันเป็นผลของกรรมนั้นอันใดความใคร่อันนั้นชื่อว่าตัณหา
คำว่า “ความข้องแวะเป็นอุปาทาน” ความว่า การที่ทำกรรมอันเป็นปัจจัยแก่กรรมภพนี้แล้วข้องแวะคือถือเอายึดเอาอันเป็นไปโดยนัยว่า “เราจัก (ไปเกิด) เสพกามทั้งหลายในที่ชื่อโน้น (หรือว่า) เราจักขาดสูญ (คือไม่เกิด)” ดังนี้เป็นต้นอันใด ความข้องแวะอันนี้ชื่อว่า อุปาทาน
คำว่า “เจตนาเป็นภพ” คือเจตนาที่กล่าวแล้วในที่สุดแห่งเจตนาอันประมวลไว้เป็นภพ


ปัจจุบันผล

ข้อว่า “ผลในกาลบัดนี้ ๕“ ได้แก่ องค์มีวิญญาณเป็นต้นมีเวทนาเป็นที่สุดอันมาในบาลีนั่นเอง ดังบาลีว่า “ปฏิสนธิในปัจจุบันภพนี้เป็นวิญญาณ ความก้าวลง (ในครรภ์) ในปัจจุบันภพนี้เป็นผัสสะ ความเสวย (วิบาก) ในปัจจุบันภพนี้ เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้มีในอุปปัตติภพนี้ เพราะกรรมที่ทำไว้ในภพก่อนเป็นปัจจัย”



(หน้าที่ 228)



อรรถ (แห่งบาลีนั้น) พึงทราบดังนี้ว่า ในคำเหล่านั้น คำว่า ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ หมายความว่าสิ่งใดท่านเรียกว่าปฏิสนธิ เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจการเชื่อมต่อภพอื่น (กับปัจจุบันภพนี้) สิ่งนั้นเป็นวิญญาณ
คำว่า “ความก้าวลงเป็นนามรูป” ความว่าความก้าวลงสู่รูปธรรมและอรูปธรรมในครรภ์ ราวกะว่ามา (แต่ที่อื่น) แล้วเข้าไป (ในครรภ์) อันใด อันนี้เป็นนามรูป
คำว่า “ประสาทเป็นอายตนะ” นี่ท่านกล่าวด้วยอำนาจอายตนะ ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น
คำว่า “ความเสวยเป็นเวทนา” ความว่า ความเสวยวิบากอันเกิดขึ้นร่วมกับ ปฏิสนธิวิญญาณ ก็ดี กับผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นปัจจัย ก็ดี ความเสวยวิบากนั้นเป็นเวทนา


ปัจจุบันเหตุ ๕

ข้อว่า “เหตุในกาลบัดนี้ ๕“ ได้แก่ ปัจจยธรรมมีตัณหาที่มาในบาลี ก็ตัณหาอุปาทานและภพ แต่เมื่อภพถูกถือเอาแล้ว สังขารอันเป็นบุพภาคของภพนั้น หรือว่าที่สัมปยุตกับภพนั้น ก็เป็นอันถือเอาด้วยและด้วยการถือเอาตัณหาอุปาทาน อวิชชาอันสัมปยุตกับตัณหาอุปาทานนั้น หรือว่าที่ทำเป็นเหตุทำกรรแห่งคนหลงก็เป็นอันถือเอาด้วยดังนี้แหละ ปัจจุบันเหตุจึงเป็น ๕ เหตุนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า “เพราะความที่อายตนะทั้งหลายงอมแล้วในภพนี้ ความหลงเป้นอวิชชา เจตนาอันพยายามเป็นสังขาร ความใครเป็นตัณหา ความข้องแวะเป็นอุปาทาน เจตนาเป็นภพธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ในกรรมนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพต่อไป
ในคำเหล่านั้น คำว่า “เพราะความที่อายตนะทั้งหลายงอมแล้วในภพนี้” ท่านแสดงความลุ่มหลงในเวลาทำกรรมแห่งบุคคลผู้มีอายตนะงอมแล้ว คำที่เหลือมีเนื้อความชัดเจนแล้ว


อนาคตผล ๕

ข้อว่า “ผลในกาลต่อไป ๕“ ได้แก่ องค์ ๕ มีวิญญาณเป็นต้น ธรรม ๕ นั้น ท่านกล่าวโดยถือเอาว่า เป็นชาติ ส่วนชรามรณะก็คือชรามรณะแห่งธรรมเหล่านั้นนั่นเอง เหตุนั้น



(หน้าที่ 229)



พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า “ปฏิสนธิในภพต่อไปเป็นวิญญาณ ความก้าวลง (ในครรภ์) ในภพต่อไปเป็นนามรูป ประสาทในภพต่อไปเป็นอายตนะ ภาวะที่กระทบ (อารมณ์) ในภพต่อไปเป็น ผัสสะ ความเสวย (ผล) ในภพต่อไปเป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ มีอุปปัตติภพต่อไป เพราะกรรมที่ทำในภพนี้เป็นปัจจัย”
ภวจักรนี้นี้มีซี่กำคืออาการ ๒๐ ดังกล่าวมาฉะนี้


วัฏฏะ ๓

ส่วนในข้อว่า “ภวจักรมีวัฏฏะ ๓ หมุนไปไม่หยุด” นี้มีอรรถาธิบายว่า ภวจักรนี้มีวัฏฏะ ๓ โดยวัฏฏะ ๓ นี้ คือ สังขารและภพเป็นกรรมวัฏ อวิชชาตัณหาและอุปาทานเป็น กิเลสวัฏ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ และเวทนาเป็นวิปากวัฏ พึงทราบเถิดว่า กิเลสวัฏยังไม่ขาดลงตราบใด ก็ชื่อว่า หมุน เพราะเป็นไปรอบแล้วรอบเล่า ชื่อว่าไม่หยุด เพราะมีปัจจัยยังไม่ขาดลงตราบนั้นอยู่นั่นเอง


ความรู้เบ็ดเตล็ดในภวจักร

ภวจักรนั้นอันหมุนอยู่อย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบ
โดยว่า (องค์ไหน) เกิดแก่สัจจะ (ไหนและองค์ไหนเป็น
สัจจะอะไร) ๑ โดยกิจ ๑ โดยเป็นเครื่องกั้น ๑ โดย
อุปมาทั้งหลาย ๑ โดยต่อความลึก ๑ โดยต่างนัย ๑
(อีก) ตามควร


ขยายความ

โดยว่าองค์ไหนเกิดแต่สัจจะไหน

ในข้อหาเหล่านั้น เพราะเหตุที่กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ท่านกล่าวไว้ในสัจจวิภังค์ว่าเป็นสมุทยสัจโดยไม่แปลกกัน ในธรรมทั้งหลาย ในบทว่า อวิชชาปจจยา สงขารา เป็นต้น สังขารอันมีเพราะอวิชชา จึงเป็นทุติยสัจเกิดแต่ทุติยสัจ (ด้วยกัน) วิญญาณอันมีเพราะสังขาร



(หน้าที่ 230)



เป็นปฐมสัจเกิดแก่ทุติยสัจ องค์มีนามรูปเป็นต้นมีเวทนาที่เป็นวิบากเป็นที่สุด อันมีเพราะวิญญาณเป็นต้นเป็นปฐมสัจ เกิดแต่ปฐมสัจ (ด้วยกัน) ตัณหาอันมีเพราะเวทนาเป็นทุติยสัจ เกิดแต่ปฐมสัจ อุปาทานอันมีเพราะตัณหาเป็นทุติยสัจ เกิดแต่ทุติยสัจ (ด้วยกัน) ภพอันมีเพราะอุปาทานเป็นปฐมสัจและทุติยสัจทั้งสองเกิดแต่ทุติยสัจ ชาติอันมีเพราะภพเป็นปฐมสัจเกิดแต่ทุติยสัจ ชรามรณะอันมีเพราะชาติเป็นปฐมสัจ เกิดแต่ปฐมสัจ (ด้วยกัน)
ภวจักรนี้บัณฑิตพึงทราบโดย (ว่าองค์ไหน) เกิดแต่สัจจะ (ไหน) ตามควร โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก


โดยกิจ

อีกข้อหนึ่ง เหตุใดในองค์เหล่านี้ อวิชชาย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ลุ่มหลงในวัตถุ (คืออารมณ์) ทั้งหลายและเป็นปัจจัยเพื่อความปรากฏขึ้นแห่งสังขารทั้งหลายด้วย นัยเดียวกันนั้นสังขารก็ปรุงแต่งสังขตธรรมและเป็นปัจจัยแก่วิญญาณด้วย ฝ่ายวิญญาณก็รับรู้วัตถุ (คืออารมณ์) และเป็นปัจจัยแก่นามรูปด้วย ข้างนามรูปก็ค้ำจูนกันและกันและเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะด้วย สฬายตนะเล่าก็เป็นไปในวิสัยของตน ๆ มีรูปเป็นต้น) และเป็นปัจจัยแก่ผัสสะด้วย ผัสสะเล่าก็สัมผัสอารมณ์ เป็นปัจจัยแก่เวทนาด้วย เวทนาเล่าก็เสวยรสอารมณ์และเป็นปัจจัยแก่ตัณหาด้วย ตัณหาเล่าก็กำหนัดยินดีในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดีและเป็นปัจจัยแก่อุปาทานด้วย อุปาทานเล่าก็ถือมั่นในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความถือมั่นและเป็นปัจจัยแก่ภพด้วย ภพเล่าก็พล่านไปในคติต่าง ๆ และเป็นปัจจัยแก่ชาติด้วย ชาติเล่าก็ยังขันธ์ทั้งหลายให้เกิดและเพราะเป็นไปโดยอาการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายนั้นจึงเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะด้วย ชรามรณะเล่าก็ครอบเอาความงอมและความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายไว้ และเป็นปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นในภพอื่น เพราะเป็นที่ตั้ง (คือเป็นเหตุ) แห่งปกิณณกทุกข์มีโสกะเป็นต้น เหตุนั้นภวจักรนี้บัณฑิตพึงทราบแม้โดยกิจคือความเป็นไปโดยหน้าที่ ๒ ในบททั้งปวงตามควร


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]