วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๒๓๑ - ๒๓๖

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 231)


โดยเป็นเครื่องกั้น

อีกข้อหนึ่ง เหตุใด ในบทเหล่านี้ บทว่า “สังขารมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา” นี้เป็นเครื่องกั้น (คือปฏิเสธ) ความเห็นว่ามีผู้สร้าง บทว่า “วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขาร” เป็นเครื่องกั้นความเห็นว่า อัตตาเคลื่อนที่ได้ บทว่า “นามรูปมีเพราะวิญญาณ” เป็นเครื่องกั้นฆนสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นก้อน) เพราะแสดงความแตกได้แห่งวัตถุที่คนเขลากำหนดเอา (เอง) ว่าเป็นอัตตา บทว่า “สฬายตนะมีเพราะปัจจัยคือนามรูป” เป็นต้น เป็นเครื่องกั้นความเห็น (ผิดต่าง ๆ) มีเห็นว่า อัตตาเห็นนี้ ฯลฯ อัตตารู้สึก อัตตาสัมผัส อัตตาเสวย (เวทนา) อัตตาอยาก อัตตาถือมั่น อัตตาเป็น อัตตาเกิด อัตตาแก่ อัตตาตาย ดังนี้เป็นต้น เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตพึงทราบแม้โดยเป็นเครื่องกั้นความเห็นผิดตามควร


โดยอุปมา

อีกข้อหนึ่ง เหตุใด ในองค์เหล่านี้ อวิชชาอุปมาเหมือนคนบอดเพราะไม่เห้นธรรมทั้งหลายทั้งโดยลักษณะประจำตัว (ของธรรมนั้น ๆ) ทั้งโดยสามัญญลักษณะ สังขารอันมีเพราะปัจจัยคือวิชชา เหมือนการก้าวพลาดของคนตาบอด วิญญาณอันมีเพราะปัจจัยคือสังขารเหมือนการหกล้มของคนก้าวพลาด นามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ เหมือนความเกิดเป็นแผลฝีขึ้นแห่งคนหกล้ม สฬายตนะอันมีเพราะปัจจัยคือนามรูป เหมือนต่อม (หัวฝีอันเกิดขึ้นเพื่อให้) ฝีแตก ผัสสะอันมีเพราะปัจจัยคือสฬายตนะ เหมือน (อะไร) กระทบต่อมฝีเข้าเวทนาอันมีเพราะปัจจัยคือผัสสะ เหมือนความทุกข์ (เจ็บปวด) เกิดแต่การกระทบ ตัณหาอันมีเพราะปัจจัยคือเวทนา เหมือนความปรารถนาจะแก้ทุกข์ อุปาทานอันมีเพราะปัจจัยคือตัณหาเหมือนการควาเอายาแสลงด้วยมุ่งแต่จะแก้ (ทุกข์) ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน เหมือนการทายาแสลงที่ตนนับถือ ชาติอันมีเพราะปัจจัยคือภพ เหมือนเกิดเป็นฝีกลายเพราะทายาแสลงเข้า ชรามรณะอันมีเพราะชาติ เหมือนความแตกแห่งฝีเพราะฝีกลาย
หรือนัยหนึ่ง เหตุใด ในองค์เหล่านี้ อวิชชาย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลายไว้ โดยทำให้ไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิด เหมือนเฝ้างำดวงตา (ทั้งสองข้าง) ไว้ คนโง่ที่ถูกอวิชชานั้นครอบงำไว้แล้วย่อมห่อตัวไว้ด้วยสังขารทั้งหลายอันนำไปสู่ภพใหม่ เหมือนตัวไหมห่อตัวได้ด้วยส่วน ๆ หนึ่ง



(หน้าที่ 232)



แห่งฝักไหม วิญญาณที่สังขารครอบครองแล้วย่อมได้ที่อาศัยในคติทั้งหลาย เหมือนพระราชกุมารที่ปริณายกปกป้องแล้วย่อมได้ความสนับสนุนในราชสมบัติ วิญญาณย่อมยังนามรูปมากประการให้เกิดในปฏิสนธิเพราะตรึกไปในอารมณ์อันเป็นนิมิตแห่งอุปบัติ (มีกรรมนิมิตเป็นต้น) เหมือนนักเล่นกลทำกลให้เกิดได้หลายประการ สฬายตนะที่ตั้งมั่นอยู่ในนามรูปแล้วย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ เหมือนพุ่มไม้ในป่าที่ตั้งมั่นอยู่ในพื้นดินดีย่อมถึงความเติบโตงอกงามแผ่กว้าง ผัสสะย่อมเกิดเพราะความกระทบกันแห่งอายตนะ เหมือนไฟเกิดเพราะการสีแห่งไม้สีไฟอันบน เวทนาย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ถูกผัสสะกระทบ เหมือนความร้อนเกิดแก่คนที่ไฟถูกเอา ตัณหาย่อมเจริญมากแก่คนที่เสวยเวทนาอยู่ เหมือนความกระหายเพิ่มมากขึ้นแก่คนที่ดื่มน้ำเกลือเข้าไป ผู้ทะเยอทะยาน (ด้วยตัณหา) แล้วย่อมทำความปรารถนาในภพทั้งหลาย เหมือนคนกระหายปรารถนาในน้ำดื่ม การทำความปรารถนานั้นนับเป็นอุปาทานของเขา เขาย่อมมั่นด้วยอุปาทาน เหมือนปลายึดเอาเบ็ดไว้มั่นด้วยความโลภในเหยื่อ เมื่อภพมีอยู่ ชาติก็ย่อมมี เหมือนเมื่อพืชมีอยู่ หน่อก็ย่อมมี ชรามรณะก็ย่อมมีแก่ผู้เกิดมาแล้วแน่แท้ เหมือนการล้มย่อมมีแก่ต้นไม้ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นแน่ เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตพึงทราบแม้โดยอุปมาทั้งหลายดังกล่าวมาฉะนี้ ตามควร


โดยต่างความลึก

อีกข้อหนึ่ง เหตุใดคำบาลีว่า “ดูกรอานนท์ ก็แลปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกด้วย (เค้าที่ปรากฏออกมา) ก็ลึกด้วย” ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาความที่ปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นธรรมลึกทั้งโดยอรรถ (คือผล) ทั้งโดยธรรม (คือเหตุ) ทั้งโดยการแสดง ทั้งโดยปฏิเวธเหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตพึงทราบแม้โดยต่างความลึกตามควร


ลึกโดยผล

ในความลึกเหล่านั้น เหตุใด อรรถคือความที่ชรามรณะเกิดขึ้นเป็นไปพร้อมปัจจัยคือชาติ ชื่อว่าเป็นธรรมลึก เพราะอรรถคือความชรามรณะเป็นไปพร้อมเพราะปัจจัยคือชาติอย่างนี้ว่า “ชรามรณะย่อมมีแต่ชาติหามิได้ และเว้นชาติเสีย มันจะมีเหตุอื่นก็หามิได้ และมันย่อมเป็นไปพร้อมแต่ชาติด้วยประการอย่างนี้” ดังนี้ เป็นธรรมที่รู้ได้ยาก นัยเดียวกันนั้น



(หน้าที่ 233)



อรรถคือความที่ชาติเกิดขึ้นเป็นไปพร้อมเพราะปัจจัยคือภพ ฯลฯอรรถคือความที่สังขารเกิดขึ้นไปพร้อมเพราะปัจจัยคืออวิชชา (ล้วน) เป็นธรรมลึก เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยอรรถแล นี่เป็นความลึกโดยอรรถ (คือผล) ในภวจักรนี้เป็นอันดับแรก แท้จริง ผลที่เกิดแต่เหตุ ท่านเรียกว่าอรรถ ดังบาลีว่า “ความรู้ในผลอันเกิดแก่เหตุ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา”


ลึกโดยเหตุ

ประการหนึ่ง เหตุใด อรรถคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นธรรมลึก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนั้น ๆโดยอาการใดและโดยสถานะใด อาการนั้นและสถานะนั้นเป็นกรณีที่รู้ได้ยาก นัยเดียวกันนั้น อรรถคือความทีสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ ฯลฯ อรรถคือความที่ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ (ล้วน) เป็นธรรมลึก เหตุนั้นภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยธรรม (คือเหตุ) ในภวจักรนี้ แท้จริงคำว่า “ธรรม” เป็นชื่อแห่งเหตุ ดังบาลีว่า “ความรู้ในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา”


ลึกโดยการแสดง

ประการหนึ่ง เหตุใด แม้การแสดงปฏิจจสมุปบาทนั้นก็ลึก เพราะเป็นการแสดงที่พึงให้ดำเนินไปโดยเหตุนั้น ๆ โดยประการนั้น ๆ ญาณอื่นแต่พระสัพพัญญุตญาณย่อมไม่ได้ที่ตั้งในปฏิจจสมุปบาทนั้น จริงอย่างนั้น ภวจักรนั่น ในบางสูตรทรงแสดงอนุโลม บางสูตรทรงแสดงโดยปฏิโลม บางสูตรทรงแสดงทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม บางสูตรทรงแสดงตั้งแต่ตอนกลางไปอนุโลมบ้าง บางสูตรทรงแสดงทั้ง ๓ สนธิ ๔ สังเขป บางสูตรทรงแสดง ๒ สนธิ ๓ สังเขป บางสูตรทรงแสดงแต่สนธิเดียว ๒ สังเขป เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยการแสดงผล นี่เป็นความลึกโดยการแสดง


ลึกโดยปฏิเวธ

ประการหนึ่ง เหตุใด ในปฏิจจสมุปบาทธรรมนี้ สภาวะแห่งธรรมมีอวิชชาเป็นต้นนั้นใด อนึ่ง เพราะสภาวะใดที่พระโยคาวจรแทงตลอดแล้ว ธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นก็เป็นอันได้แทงตลอดโดยลักษณะประจำตัว (ของธรรมนั้น ๆ) อย่างถูกต้องด้วย สภาวะนั้นจัดว่าลึกเพราะหยั่งได้ยาก เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยปฏิเวธ



(หน้าที่ 234)



นัยเดียวกันนั้นแล เหตุใด ในปฏิจจสมุปบาทธรรมนี้ อรรถคือความไม่รู้ ความไม่เห็นความไม่แทงตลอดด้วยดีซึ่งสัจจะแห่งอวิชชาก็ลึก อรรถคือความปรุงแต่ง ความพอกพูนขึ้น ความเป็นไปกับราคะ ความแย้งต่อราคะแห่งสังขารทั้งหลายก็ลึก อรรถคือความว่างเปล่าความไม่ขวนขวาย (คือไม่มีความคิด) ความไม่เคลื่อนที่ไป (แต่) ปรากฏโดยปฏิสนธิได้ แห่งวิญญาณก็ลึก อรรถคือความเกิดขึ้นพร้อมกัน ความแยกกัน ความแยกกันไม่ได้ ความน้อมไปได้ ความสลายได้แห่งนามรูปก็ลึก อรรถคือความเป็นอธิบดี ความเป็นโลก ความเป็นทวาร ความเป็นเขต ความเป็นวิสยี (คือเป็นอินทรีย์) แห่งฬายตนะก็ลึก อรรถคือความต้องกันเข้า ความเบียดกันเข้า ความถึงกันเข้า ความประชุมกันเข้าแห่งผัสสะก็ลึก อรรถคือความเสวยรสอารมณ์ ความเป็นสุข เป็นทุกข์ และกลาง ๆ ความเสวยอย่างนิชชีวะ (คือไม่มีอัตตาผู้เสวย) แห่งเวทนาก็ลึก อรรถคือความเพลิดเพลิน ความจอด ความปรารถนา (ที่ไหลรุด) ดุจลำธาร (แผ่คลุม) ดุจเครือเถา (แผ่กว้าง) ดุจแม่น้ำ และไม่รู้จักเต็มดุจทะเลแห่งตัณหาก็ลึก อรรถคือความยึด ความถือ ความจับใจ ความก้าวล่วงยากแห่ง อุปาทานก็ลึก อรรถคือความประมวลไว้ ความปรุงแต่งไว้ และความซัดไปในกำเนิดในคติใน (วิญญาณ) ฐิติ และใน (สัตต) นิวาสแห่งภพก็ลึก อรรถคือความเกิด ความได้กำเนิด ความหยั่งลง (ในครรภ์) ความผลิตขึ้น ความปรากฏขึ้นแห่งชาติก็ลึก อรรถคือความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความตกไป ความแปรไปแห่งชรามรณะก็ลึก เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยปฏิเวธแล
นี้เป็นความลึกโดยปฏิเวธในปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้


โดยต่างนัย

ประการหนึ่ง เหตุใด ในปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ มีนัยแห่งอรรถอยู่ ๔ เอกัตตนัย (นัยแห่งอรรถเป็นอันเดียว) นานัตตนัย (นัยแห่งอรรถต่าง ๆกัน) อัพยาปารนัย (นัยแห่งอรรถว่าไม่มีความขวนขวาย) เอวังธัมมตานัย (นัยแห่งอรรถว่าเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง) เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตจึงควรทราบแม้โดยความต่างนัยอีกตามควร



(หน้าที่ 235)



เอกัตตนัย

ใน ๔ นัยนั้น ความไม่ขาดสายแห่งความสืบต่อดังนี้คือ สังขารมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขารเป็นต้น ดุจความที่พืชถึงความเป็นต้นไม้เพราะความมีขึ้นแห่งอวัยวะของต้นไม้มีหน่อเป็นต้น (สืบต่อกันมา) ฉะนั้น ชื่อว่าเอกัตตนัย ซึ่งเป็นนัยที่เมื่อ พระโยคาวจรเห็นโดยถูกต้อง ย่อมละอุจเฉททิฏฐิได้ เพราะหยั่งรู้ความไม่ขาดสายแห่งความสืบต่ออันเป็นไปอยู่โดยความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผล เมื่อเห็นผิดไป ย่อมจะยึดมั่น สัสสตทิฏฐิ เพราะถือเอาความไม่ขาดสายแห่งความสืบต่ออันเป็นไปอยู่โดยความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผลว่า เป็นอันเดียวไปเสีย


นานัตตนัย

ส่วนการกำหนดลักษณะของใครของมันแห่งธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ชื่อว่า นานัตตนัย ซึ่งเป็นนัยเมื่อเห็นโดยถูกต้องย่อมละสัสสตทิฏฐิได้ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งสิ่งใหม่ ๆ เมื่อเห็นผิดไปย่อมจะยึดมั่นอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือเอาเหตุผลอันตกอยู่ในสันดานเดียวกัน (คือมีสันตติเดียวกันดังกล่าวแล้ว) สันดานมาแตกลง (คือตาย) นั่นเองว่าต่างกัน (คือเป็นคนละอัน ไม่สืบต่อกัน) ไปเสีย


อัพยาปารนัย

ความที่อวิชชาไม่มีความขวนขวาย (คือไม่มีความคิดว่า) “สังขารทั้งหลายข้าทำให้เกิดขึ้น” หรือว่าสังขารไม่มีความขวนขวาย (คือไม่มีความคิด) ว่า “วิญญาณเข้าทำให้เกิดขึ้น” ดังนี้เป็นอาทิ ชื่อว่าอัพยาปารนัย ซึ่งเป็นนัยที่เมื่อเห็นโดยถูกต้อง ย่อมละอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีอัตตา) ได้ เพราะหยั่งรู้ความไม่มีผู้สร้าง เมื่อเห็นผิดไปย่อมจะยึดเอาอกิริยทิฏฐิเพราะไม่ถือเอาความเป็นเหตุแห่งธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ซึ่งแม้เมื่อความขวนขวายไม่มี ก็มิได้โดยสภาวะนิยม


เอวังธัมมตานัย

ส่วนนัยว่า “ความเกิดขึ้นแห่งผลมีสังขารเป็นต้น ย่อมมีแต่เหตุมีอวิชชาเป็นต้นเท่านั้น ดุจความเกิดขึ้นแห่งนมส้มเป็นต้น ย่อมมีแต่นมสดเป็นต้นฉะนั้น มิใช่อื่น” (ดัง) นี้ ชื่อว่า



(หน้าที่ 236)



เอวังธัมมตานัย ซึ่งเป็นนัยโดยเมื่อเห็นโดยถูกต้องย่อมละอเหตุกทิฏฐิและอกิริยทิฏฐิได้เพราะหยั่งรู้ผลโดยสมควรแก่ปัจจัย เมื่อเห็นผิดไปย่อมจะยึดมั่นอเหตุกทิฏฐิและนิยตวาทะ เพราะไม่ถือเอาความเป็นไปแห่งผลตามควรแก่ปัจจัยแล้ว ยังถือว่าสิ่งอะไร ๆ มิได้เกิดแต่เหตุอะไร ๆ (ถือว่าสุดแต่โชคเคราะห์ต่างหาก) แล
ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยว่า (องค์ไหน) เกิด
แต่สัจจะ (ไหน) ๑ โดยกิจ ๑ โดยเป็นเครื่องกั้น ๑ โดย
อุปมาทั้งหลาย ๑ โดยต่างความลึก ๑ โดยต่างนัย ๑
ตามควรด้วยประการฉะนี้
เพราะเหตุที่บุคคลผู้ยังมิได้ทำลายภวจักร อันหยั่งไม่ถึงเพราะเป็นธรรมลึก อันต่อต้านยากเพราะถือเอาได้โดยนัยต่าง ๆ นี้เสียด้วยดาบคือญาณอันลับดีที่หินอย่างประเสริฐคือสมาธิแล้ว แลล่วงสังสารภัยอันเป็นขั้นอยู่เป็นนิตย์ ดุจอสนีวิจักร (คือสายฟ้า) ไปได้ ไม่มีสักคนแม้ในฝัน จริงอยู่ ข้อนี้แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า “ดูกรอานนท์ ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกด้วย เค้า (ที่ปรากฎออกมา) ก็ลึกด้วยดูกรอานนท์ ก็เพราะไม่เข้าใจไม่รู้ตามธรรมนั่น หมู่สัตว์นี้จึงเกิดเป็นผู้ (ยุ่งเหยิง) ดุจด้ายยุ่ง เกิดเป็นผู้ (ซับซ้อน) ดุจรังนกคุณิ เกิดเป็นผู้ (สับสน) ดุจหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ล่วงอบาย ทุคติ วินิบาตสงสารไปได้” ดังนี้ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลและเพื่อความสุขแก่ตนก็ดี แก่ผู้อื่นก็ดี พึงละกิจเศษ ๆ เสียแล้ว
จะได้ความหยั่งลงมั่น ในประเภทปัจจยาการ
อันลึกนี้ ด้วยประการใด ก็พึงเป็นผู้แสดงประกอบ
เนือง ๆ ด้วยประการนั้นเทอญ



ปริเฉทที่ ๑๗ ชื่อปัญญามินิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนาในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]