วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๘ ทิฎฐิวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๒๓๗ - ๒๔๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 237)


ปริจเฉทที่ ๑๘ ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ[แก้ไข]

แสดงบรรยายความเห็นบริสุทธิ์

………………..


วิสุทธิใดที่ท่านกล่าวไว้แล้วว่า "ครั้นโยคาวจรทำการบ่มญาณ (ของตน) โดยวิธีท่องจำอุทเทสและฟังอรรถกถา(คำอธิบาย) ในธรรมทั้งหลาย ที่เป็นภูมิ (แห่งวิปัสสนาปัญญา) เหล่านี้แล้ว ควรทำวิสุทธิที่เป็นรากเหง้า ๒ ประการ คือ สีลวิสุทธิ' (ความบริสุทธิ์ของศีล) และ จิตตวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ของจิต) ให้สมบูรณ์" นั้น ศีล ๔ อย่างมีความสำรวมในพระปาติโมกข์เป็นต้น ซึ่ง (รักษา) บริสุทธิ์ดีแล้ว เรียกว่า สีลวิสุทธิ และศีล ๔ อย่างนั้น ได้กล่าวไว้พิสดารแล้วใน สีลนิเทศ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจารสมาธิ เรียกว่า จิตตวิสุทธิ' แม้จิตตวิสุทธินั้นก็กล่าวไว้โดยพิสดารในอาการทุกอย่างแล้วเช่นกัน ใน สมาธินิเทศ ซึ่งกล่าวไว้ด้วยคำว่า “จิตตะ (คือ จิตตํ ปญฺญฺญจ ภาวยํ - พึงทำสมาธิจิตและอริยปัญญาให้เกิด)” เป็นหลัก เพราะฉะนั้น พึงทราบ จิตตวิสุทธิ นั้น โดยนัยซึ่งกล่าวไว้พิสดารแล้วใน สมาธินิเทศ นั้นเช่นกัน
แต่ที่กล่าวไว้ว่า “วิสุทธิ ๕ เหล่านี้ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ (ความเห็นบริสุทธิ์) ๑ กังขาวิตรวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย) ๑ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติถูกและทางปฏิบัติไม่ถูก) ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นในทางปฏิบัติถูก) ๑ ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ของความรู้ความเห็น) ๑ เป็นสรีระ (ร่างกาย)” นั้น
ณ บัดนี้ (พึงทราบว่า) ความเห็นนามและรูป ตามเป็นจริงเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ


(๑. สังขารปริเฉทและนามรูปววัฏฐาน)

โยคาวจรผู้ปรารถนาจะบรรลุ ทิฏฐิวิสุทธิ นั้น จะกล่าว สมถะยานิกะ (ผู้มีสมถะเป็นทางดำเนิน) ก่อน, ครั้นออกจากรูปาวจรฌาน ฌานใดฌานหนึ่ง เว้นแต่เนวสัญญา-


คือ นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณอันดับที่ ๑ ในญาณ ๑๖


(หน้าที่ 238)



นาสัญญายตนะแล้ว พึงแยกองค์ฌานทั้งหลายมีวิตกเป็นต้น และธรรมทั้งหลายที่ประกอบด้วยองค์ของฌานนั้น (เช่น เวทนา สัญญา เป็นต้น) โดยลักษณะและรส (หน้าที่) เป็นต้น (ของธรรมนั้น ๆ) ครั้นแล้ว พึงแต่งตั้งแม้ทั้งหมด (ดังกล่าวมา) นั้นว่า “นาม” โดยความหมายว่า “น้อมไป” เพราะมุ่งหน้าน้อมไปสู่อารมณ์ แต่นั้นเมื่อโยคาวจรผู้นี้แหละจะพิจารณาดู นาม นั้นให้ใกล้ชิดเข้าไป จึงติดตามดูว่า นาม นี้อาศัยอะไร จึงเป็นไป? ก็เห็นหทยรูป (หัวใจ) เป็นที่อาศัยของนาม เปรียบเหมือนบุรุษเห็นงูภายในเรือน จึงติดตามมันไป ก็พบที่อาศัยของมัน ฉะนั้น ครั้นแล้ว โยคาวจรผู้นั้นก็แยก รูป ว่า ภูตรูปทั้งหลายเป็นที่อาศัยของหทยรูป และอุปาทายรูปทั้งหลายนอกนั้นก็อาศัยภูตรูป ท่านโยคาวจรนั้นแต่งตั้งแม้ทั้งหมดนั้นว่า “รูป” เพราะ (มัน) เสื่อมสลาย แต่นั้น ก็แต่งตั้งนามและรูปโดยสังเขปว่า นาม มีการน้อมไปเป็นลักษณะ รูป มีการเสื่อมสลายเป็นลักษณะดังนี้

(ฏีกาอธิบายคำว่า "ปริคฺคห[แยก]" ไว้เป็น ฉท ธาตุ เหมือนในการกำหนดสภาคปริจเฉทและวิสภาคปริจเฉทในจตุธาตุววัตถาน ซึ่งในที่นั้น ฉบับแปลไทยเองก็ยังแปลว่า "กำหนดตัดตอน" ซึ่งมีความสอดคล้องกับที่ข้าพเจ้าเลือกใช้คำว่า "แยก" ในที่นี้, ส่วน "ววตฺถาน[แต่งตั้ง]" ท่านอธิบายโดยใช้ ฐปนะ ซึ่งเป็นศัพท์เดียวกับเรื่องนามบัญญัติในธัมมสังคณี. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เกลาสำนวนจึงได้แปลตรงตัวตามฏีกา ต่างจากของเดิมที่แปลเหมือนกันไปหมดว่า "กำหนด" ซึ่งมีความหมายกำกวม ขัดกับที่ท่านแยกความหมายไว้อย่างชัดเจนในตัวบาลีเดิม.)

(๑. กำหนดนามและรูปทางธาตุ ๔)

ส่วนโยคาวจรผู้เป็น วิปัสสนายานิกะ (ผู้มีวิปัสสนาเป็นทางดำเนิน) ล้วน ๆ หรือผู้เป็นสมถยานิกะนั้นก็ได้ แยกธาตุ ๔ โดยสังเขปหรือโดยพิสดาร ด้วยวิธีแยกธาตุเหล่านั้นๆ ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วใน จตุธาตุววัฏฐานกถา(เทสนากรรมฐานที่ว่าด้วยการแต่งตั้งธาตุ 4) วิธีใดวิธีหนึ่ง ต่อจากนั้น ในบรรดาธาตุทั้งหลายที่ปรากฏชัดเจนแก่โยคาวจรผู้นั้นโดยรสะและโดยลักษณะของมันตามเป็นจริงแล้วเหล่านั้น พระโยคาวจรพึงเริ่มต้นแยกอาการ ๓๒ โกฏฐาสก่อนอย่างนี้:

เส้นผมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานมีอยู่ ๑๐ รูปที่เป็นกายทสกะ อย่างนี้: "ธาตุ ๔ สี ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โอชา ๑ ชีวิต ๑ กายปสาทะ ๑" ดังนี้ และมีอีก ๑๐ รูปที่เป็นภาวทสกะ เพราะมีภาวะ (เพศ) อยู่ในเส้นผมเหมือนกัน (เปลี่ยน กายปสาทะ เป็น ภาวะรูป ที่เหลือ ๙ รูปเหมือนกัน) และรูปอีก ๒๔ คือ โอชัฏฐมกะ (อวินิพโภครูป ๘) ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ๑ โอชัฏฐมกะที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ๑ โอชัฏฐมกะที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ๑ (๘ x ๓ = ๒๔) ก็มีอยู่ในเส้นผมด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น รูปอย่างละ ๔๔ จึงปรากฏชัดเจนอยู่ในโกฏฐาส ๒๔ ที่มี ๔ สมุฏฐาน ดังกล่าวมานี้.


กัมมัฏฐานที่ใช้อารมณ์กำหนด มีหลายอย่าง ตามหัวข้อ ๑ - ๕ สุดแต่โยคาวจร จะเลือกหัวข้อใดให้ถูกแก่จริตของตน - ดูต่อไป



(หน้าที่ 239)



แต่ว่า รูปอย่างละ ๑๖ คือ ที่เป็นโอชัฏฐมกะ ๒ กลุ่ม (๒ x ๘ = ๑๖) ปรากฎชัดเจนอยู่ใน ๔ โกฏฐาสที่มีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐาน คือ น้ำเหงื่อ ๑ น้ำตา ๑ น้ำลาย ๑ น้ำมูก ๑ ดังนี้. ส่วนรูปอย่างละ ๘ คือ โอชัฏฐมกะที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเพียง ๑ อย่างเท่านั้น (๑ x ๘=๘) ปรากฎชัดเจนอยู่ในโกฏฐาส ๔ เหล่านี้ คือ "อาหารใหม่ ๑ อุจจาระ ๑ น้ำเหลือง ๑ น้ำมูตร ๑" ดังนี้.
วิธีแยกอาการ ๓๒ เพียงเท่านี้ก่อน.
ก็เมื่ออาการ ๓๒ นี้แจ่มชัดแล้ว อาการอีก ๑๐ อย่างก็ย่อมแจ่มชัด. ในอาการ ๑๐ อย่างนั้น มีรูป ๙ อย่าง คือ โอชัฏฐมกะ (๘) และ ชีวิต (๑) ปรากฎชัดเจนอยู่ใน "ไฟสำหรับย่อยอาหารที่กินดื่มเคี้ยวลิ้มเข้าไป" ที่เป็นโกสฐาสกลุ่มเตโช (ไฟ) อันเกิดแต่กรรม. ในโกฎฐาสที่เป็นลมอัสสาสะปัสสาสะ อันเกิดแต่จิต ก็มี ๙ รูป คือ โอชัฏฐมกะ (๘) และเสียง (๑) ปรากฎชัดอยู่เช่นเดียวกัน. แต่ในโกฏฐาสที่เหลืออีก ๘ ที่มีสมุฏฐาน ๔ มีรูป คือ ชีวิตนวกะ (๙) และโอชัฏฐมกะ (๘) อีก ๓ (๙ + ๒๔ = ๓๓) ปรากฎชัดเจนอยู่. เมื่อภูตรูปและอุปาทายรูปทั้งหลายเหล่านี้เกิดปรากฎชัดเจนแก่เขาด้วยอาการ ๔๒ อย่างละเอียดพิศดารแล้ว รูปทั้งหลายอีก ๖๐ ที่เป็นวัตถุและทวาร คือ "จักขุทสกะ เป็นต้น (๕๐) และหทยวัตถุทสกะ (๑๐)" ดังนี้ ก็ย่อมปรากฎชัดเจนด้วย.
โยคาวจรผู้นั้น ครั้นรวมรูปแม้ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นอันเดียวกันโดยลักษณะคือความเสื่อมสลาย (รุปฺปนลกฺขณ) ย่อมเห็นว่า "นี้คือรูป". เมื่อโยคาวจรนั้นกำหนดเห็นรูปอย่างนี้แล้ว อรูปธรรมทั้งหลายก็ย่อมปรากฏชัดเจนทางทวาร. อรูปธรรมนี้คืออะไรบ้าง ? คือ โลกียจิต ๘๑ ได้แก่ ปัญจวิญญาณ ๒ (๕ + ๕ = ๑๐) มโนธาตุ ๓ (และ) มโนวิญญาณธาตุ ๖๘ (รวม ๘๑) และเจตสิก ๗ เหล่านี้คือ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ ชีวิต ๑ จิตตัฏฐิติ ๑ และมนสิการ ๑ ซึ่งเกิดร่วมกับจิตเหล่านั้นด้วยเหมือนกันหมดทุกดวงจิต แต่ทั้งโยคาวจรผู้เป็น สุทธวิปัสสกะ (ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน) และทั้งโยคาวจรผู้เป็น สมถยานิกะ ล้วนไม่ต้องนำโลกุตตรจิตทั้งหลายไปแยก เพราะยังมิได้บรรลุ (โลกุตตรจิตเหล่านั้น)
โยคาวจรผู้นั้น ครั้นรวมอรูปธรรมแม้ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นอันเดียวกันโดยลักษณะคือความน้อมไป (นมนลกฺขณ) ย่อมเห็นว่า "นี้คือนาม"


๒๔ คือ โอชัฏฐมกรูป ๘ x ๓ = ๒๔


(หน้าที่ 240)



โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนด นาม และ รูป โดยละเอียดพิสดาร ด้วยวิธีกำหนดธาตุ ๔ (จตุธาตุววัตถาน) ด้วยอาการดังกล่าวมานี้


(๒. กำหนดนามและรูปทางธาตุ ๑๘)

โยคาวจรอีกผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยธาตุ ๑๘ กำหนดอย่างไร ? คือ ภิกษุในพระศาสนานี้คำนึงถึงธาตุทั้งหลายว่า “ในอัตภาพนี้ มีจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ มี โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ มีมโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ” ดังนี้แล้วไม่ยึดถือก้อนเนื้อที่สายเอ็นรึงรัดไว้ในเบ้าตา รูปยาวและกว้าง วิจิตรด้วยวงสีขาวสีดำและสีดำมาก ซึ่งชาวโลกหมายรู้กันว่า “จักขุ” แต่กำหนดเอาจักขุประสาทมีประการดังกล่าวแล้วในอุปาทายรูปทั้งหลายในขันธนิเทศว่า “จักขุธาตุ” ส่วนรูป ๕๓ นอกนั้น ซึ่งมีอยู่ดังนี้ คือ สหชาตรูป ๙ ได้แก่ธาตุ ๔ อันเป็นที่อาศัยของจักขุประสาทนั้น กับรูปคือ สี กลิ่น รสและ โอชา รวมอีก ๔ อันเป็นรูปบริวาร และชีวิตินทรีย์เป็นรูปอนุบาล (อีก ๑) กัมมชรูป ๒๐ โดยเป็นกายทสกะ (๑๐) และภาวทสกะ (๑๐) ซึ่งอยู่ในจักขุประสาทนั้นนั่นเอง (กับทั้ง) อนุปาทินนรูป ๒๔ โดยเป็นโอชัฏฐมกรูป (๘) ทั้ง ๓ มีโอชัฏฐมกะซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้น (จึงเป็น ๙ + ๒๐ + ๒๔ = ๕๓) โยคาวจรก็ไม่กำหนดเอารูป ๕๓ เหล่านั้นว่า “จักขุธาตุ”
ถึงแม้ในธาตุทั้งหลายมีโสตธาตุเป็นต้น ก็มีนัยนี้ ส่วนในกายธาตุมีเหลืออยู่ ๔๓ รูป แต่เกจิอาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า มี ๔๕ เพราะทำรูปซึ่งมีฤดู และจิตเป็นสมุฏฐานให้เป็นหมวดละ ๙ ด้วยการเพิ่ม สัททะ เข้าอีก (หมวดละ ๑) รูป ๑๐ ได้แก่ ประสาท ๕ เหล่านี้ และรูป ๑ เสียง ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โผฏฐัพพะ ๑ รวม ๕ อันเป็นวิสัยของประสาทเหล่านั้น เป็นธาตุ ๑๐ (ในธาตุ ๑๘) รูปทั้งหลายนอกนั้นเป็นธรรมธาตุอย่างเดียว ส่วนปัญจวิญญาณ ๒ เช่นที่กล่าวอย่างนี้ว่า “ จิตซึ่งอาศัยจักขุแล้วปรารภรูปเป็นไปเรียกว่า “จักขุวิญญาณธาตุ” ดังนี้ เป็นวิญญาณธาตุ ๕ มโนธาตุจิต ๓ เป็นมโนธาตุอันเดียว มโนวิญญาณธาตุจิต ๖๘ เป็นมโนวิญญาณธาตุอย่างเดียว (รวมทั้งหมดเป็นธาตุ ๑๘) ด้วยประการฉะนี้
โลกียจิตแม้ทั้งหมด ๘๑ เป็นวิญญาณธาตุ ๗ ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ซึ่งสัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุ ๗ นั้น เป็นธรรมธาตุ ฉะนี้ ในธาตุ ๑๘ นี้ ธาตุ ๑๐ กับครึ่ง เป็นรูป ธาตุอีก ๗ กับครึ่ง เป็นนาม (รวมเป็นธาตุ ๑๘) ฉะนี้แล
โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยธาตุ ๑๘ ด้วยอาการดังกล่าวนี้


>>

ดูเพิ่ม[แก้ไข]