วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๘ ทิฎฐิวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๒๕๑ - ๒๕๓

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 251)


เดชของตนเอง เพราะรูปนั้นไม่มีความต้องการที่จะกิน อีกทั้งไม่มีความต้องการที่จะดื่ม ไม่มีความต้องการที่จะพูด ไม่มีความปรารถนาที่จะสำเร็จอิริยาบถ รูปเป็นไปได้ก็เพราะอาศัยนาม (และ) นามก็เป็นไปได้เพราะอาศัยรูปโดยแท้แล แต่ทว่าเมื่อนามนั้นมีความปรารถนาที่จะกิน มีความปรารถนาที่จะดื่ม มีความปรารถนาที่จะพูด มีความปรารถนาที่จะสำเร็จอิริยาบถ รูปจึงกิน จึงดื่ม จึงพูด จึงสำเร็จอิริยาบถ
อนึ่ง เพื่อต้องการให้เข้าใจเนื้อความนี้ชัดแจ้ง พระอาจารย์ทั้งหลายจึงยกข้ออุปมาขึ้นเป็นอุทาหรณ์ ดังต่อไปนี้ –
อันว่าชายตาบอดแต่กำเนิด ๑ และชายเปลี้ย ๑ ต่างปรารถนาจะไปยัง (สถานที่โน้น) ทิศทั้งหลาย ชายตาบอดแต่กำเนิดจึงพูดกะชายเปลี้ยอย่างนี้ว่า “นี่แน่ะเพื่อน ข้า ฯ สามารถทำกิจที่พึงทำด้วยเท้าได้ แต่ข้าฯ ไม่มีตาที่จะใช้ดูทางราบ ทางลุ่ม” ชายเปลี้ยก็พูดกะชายตาบอดแต่กำเนิดอย่างนี้ว่า “นี่แน่ะเพื่อน ข้าฯ สามารถทำกิจที่พึงทำด้วยตาได้ แต่ข้าฯ ไม่มีเท้าที่จะใช้เดินไปข้างหน้า หรือเดินกลับ” ชายตาบอดแต่กำเนิดนั้นก็ดีใจ ชอบใจ ยกชายเปลี้ยขึ้นจะงอยบ่า ชายเปลี้ยก็นั่งอยู่บนจะงอยบ่าของชายตาบอดแต่กำเนิดแล้วบอกอย่างนี้ว่า “อย่าไปซ้าย จงไปขวา อย่าไปขวา จงไปซ้าย” ชาย ๒ คนนั้น ถึงแม้ชายตาบอดแต่กำเนิดก็ไม่มีเดช เป็นทุพพลภาพ ไม่ไปได้ด้วยเดชของตนเอง ด้วยกำลังของตนเอง ถึงแม้ชายเปลี้ยก็ไม่มีเดช ทุพพลภาพ ไม่ไปได้ด้วยเดชของตนเอง ด้วยกำลังของตนเอง แต่เพราะชายทั้งสองนั้นอาศัยกันและกันแล้ว ก็ไปไหนไปได้ ฉันใด ถึงแม้นามก็ไม่มีเดช มิได้เกิดขึ้นมาด้วยเดชของตนเอง มิได้เป็นไปในกิริยานั้น ๆ (ด้วยเดชของตนเอง) ถึงแม้รูปก็ไม่มีเดช มิได้เกิดขึ้นมาด้วยเดชของตนเอง มิได้เป็นไปในกิริยานั้น ๆ (ด้วยเดชของตนเอง) แต่การเกิดขึ้นมาหรือการเป็นไปของนามและรูปนั้น มีขึ้นเพราะอาศัยกันและกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า


น สเกน พเลน ชายเร โนปิ สเกน พเลน ติฏฺฐเร
ปรธมฺมวสานุวตฺติโน ชายเร สงฺขตา อตฺตทุพฺพลา.
ปรปจฺจยโต จ ชายเร ปรอารมฺมณโต สมุฏฐิตา
อารมฺมณปจจเยหิ จ ปรธมฺเมหิ จิเม ปภาวิตา.



(หน้าที่ 252)


แปลความว่า

สภาวธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตะ) ทั้งหลาย
ทุพพลภาพอยู่ในตัวเอง หาเกิดขึ้นด้วยกำลังของตนเอง
ได้ไม่ อีกทั้งธำรงอยู่ด้วยกำลังของตนเอง ก็หาได้ไม่ ดำเนิน
ไปด้วยอำนาจของสภาวธรรมอย่างอื่น สภาวธรรมที่ปัจจัย
ปรุงแต่งเหล่านี้ เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่น ตั้งขึ้นจากอารมณ์อื่น
เกิดขึ้นด้วยอารมณ์และปัจจัยและด้วยธรรมอื่นด้วย



ยถาปิ นาวํ นิสฺสาย มนุสฺสา ยนฺติ อณฺณเว
เอวเมว รูปํ นิสฺสาย นามกาโย ปวตฺตติ.


ยถา มนุสฺเส นิสฺสาย นาวา คจฺฉติ อณฺณเว
เอวเมว นามํ นิสฺสาย รูปกาโย ปวตฺตติ.


แปลความว่า

มนุษย์ทั้งหลายเดินทางไปในห้วงน้ำ เพราะอาศัยเรือ
แม้ฉันใด นามกายเป็นไปได้เพราะอาศัยรูป ก็เช่นกันฉันนั้น
เรือแล่นไปในห้วงน้ำเพราะอาศัยมนุษย์ ฉันใด รูปกายเป็น
ไปได้เพราะอาศัยนามก็เช่นกันฉันนั้น


อุโภ นิสฺสาย คจฺฉนฺติ มนุสฺสา นาวา จ อณฺณเว
เอวํ นามญฺจ รูปญฺจ อุโภ อญฺโญญฺญนิสฺสิตา.


แปลความว่า

มนุษย์และเรือทั้งสองต่างอาศัยกัน จึงเดินทางไปใน
ห้วงน้ำได้ นามและรูปก็ฉันนั้น ทั้งสองต่างอาศัยกันและกัน
ด้วยประการฉะนี้


การเห็นนามและรูปตามเป็นจริง ซึ่งครอบงำสัตตสัญญา (คือ ความสำคัญหมายถึงรู้ว่า มีสัตว์) เสียได้ แล้วตั้งอยู่ในภูมิที่ไม่ลุ่มหลง ของโยคาวจรผู้กำหนดรู้นามและรูปโดยนัย



(หน้าที่ 253)


ต่าง ๆดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่าเป็น “ทิฏฐิวิสุทธิ (คือ ความเห็นบริสุทธิ์)” แม้คำว่า “นามรูปววัฏฐาน การกำหนดรู้นามและรูป” ก็ดี คำว่า “สังขารปริจเฉท - การกำหนดรู้สังขาร” ก็ดี เป็นชื่อของการเห็นนามและรูปตามเป็นจริงนี้เหมือนกัน



ปริจเฉทที่ ๑๘ ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


นามรูปววัฏฐาน และ สังขารปริจเฉท นี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณอันดับแรก หรือ ญาณที่ ๑ ใน ญาณ ๑๖


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]