วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๒๖๑ - ๒๖๗

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 261)


แปลความว่า

เพราะกรรม วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจาก
กรรม ภพใหม่ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้


เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนือง ๆ อย่างนี้ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖ ประการซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล) เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ? ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก (ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็นผู้เสวยผลจึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้มันว่า “มีผู้สร้าง” เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก ก็กล่าวว่า “มีผู้เสวย” ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า


กมฺมสฺส การโก นตฺถิ วิปากสฺส จ เวทโก
สุทฺธธมฺมา ปวตฺตนฺติ เอเวตํ สมฺมทสฺสนํ.


แปลความว่า

ผู้สร้างกรรมไม่มี และผู้เสวยผล (ของกรรม) ก็ไม่มี
ธรรมล้วน ๆ เป็นไปอย่างเดียว นี้เป็นสัมมาทัสสนะ (คือ
ความเห็นโดยชอบ)


เอวํ กมฺเม วิปาเก จ วตฺตมาเน สเหตุเก
พีชรุกฺขาทิกานํว ปุพฺพา โกฏิ น นายติ.


แปลความว่า

เมื่อกรรมและวิบากพร้อมทั้งเหตุเป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็
ไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลาย ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น
(และ) เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น ฉะนั้น


อนาคเตปิ สํสาเร อปฺปวตฺตํ น ทิสฺสติ
เอตมตฺถํ อนญฺญาย ติตฺถิยา อสยํวสี.



(หน้าที่ 262)



สตฺตสญฺญํ คเหตฺวาน สสฺสตุจฺเฉททสฺสิโน
ทฺวาสฏฐิทิฏฐิํ คณฺหนฺติ อญฺญมญฺญํ วิโรธิตา.


แปลความว่า

แม้ในอนาคตกาล ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่
ปรากฏ พวกเดียรถีย์ทั้งหลายไม่รู้ความข้อนี้ ทั้งตนเองก็ไม่มี
ความเชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา (ความสำคัญหมายว่ามี
สัตว์ มีบุคคล) แล้วมีความเห็นว่าเที่ยง ว่าขาดสูญ ยึดถือทิฏฐิ
๖๒ ประการ ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่


ทิฏฺฐิพนฺธนพนฺธา เต ตณฺหาโสเตน วุยฺหเร
ตณฺหาโสเตน วุยฺหนฺตา น เต ทุกฺขา ปมุจฺจเร.


แปลความว่า

พวกเดียรถีย์เหล่านั้นซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพัน
ไว้ จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป เมื่อถูกกระแสตัณหา
พัดพาอยู่ พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์


เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก
คมฺภีรํ นิปุณํ สุญฺญํ ปจฺจยํ ปฏิวิชฺฌติ.


แปลความว่า

พระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ความนี้ด้วย
ปัญญารู้ยิ่งดังกล่าวมานี้ จึงเห็นชัดซึ่งปัจจัย (ของนามและ
รูป) อันลึกซึ้ง ละเอียด ว่างเปล่า


กมฺมํ นตฺถิ วิปากมฺหิ ปาโก กมฺเม น วิชฺชติ
อญฺญมญฺญํ อุโภ สุญญา น จ กมฺมํ วินา ผลํ.



(หน้าที่ 263)



แปลความว่า

กรรมไม่มีอยู่ในวิบาก วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม กรรม
และวิบากทั้งสอง ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน แต่ปราศจาก
กรรมเสียแล้ว ผลก็หามีไม่


ยถา น สูริเย อคฺคิ น มณิมฺหิ น โคมเย
น เตสํ พหิ โส อตฺถิ สมฺภาเรหิ จ ชายติ.
ตถา น อนฺโต กมฺมสฺส วิปาโก อุปลพฺภติ
พหิทฺธาปิ น กมฺมสฺส น กมฺมํ ตตฺถ วิชฺชติ.


แปลความว่า

ไฟไม่มีในดวงอาทิตย์ ไม่มีในแก้วมณี (ที่ใช้ส่อง) ไม่
มีในมูลโค ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓ เหล่านั้น แต่
มันเกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใด วิบาก
ก็ฉันนั้น หาไม่ได้ภายในกรรม แม้ภายนอกกรรมก็ไม่ได้
(เพราะ) กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น


ผเลน สุญฺญํ ตํ กมฺมํ ผลํ กมฺเม น วิชฺชติ
กมฺมญฺจ โข อุปาทาย ตโต นิพฺพตฺตี ผลํ


แปลความว่า

กรรมนั้นว่างเปล่าจากผล ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม แต่
เพราะอาศัยกรรมแล ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น


น เหตถ เทโว พรหมมา วา สํสารสฺสตฺถิ การโก
สุทธธมมา ปวตตนติ เหตุสมภารปจจยา.


แปลความว่า

ความจริง ในโลกนี้ ไม่มีเทพเจ้า หรือพระพรหม
ผู้สร้างสังสารวัฏฏ์ ธรรมแท้ ๆ เป็นไปเอง เพราะการ
ประกอบกันของเหตุเป็นปัจจัย



(หน้าที่ 264)



เมื่อพระภิกษุนั้นทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฏฏ์แล้วละความสงสัยใน ๓ กาลได้ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็เป็นอันได้รู้ธรรมทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน สิ้นทั้งปวงแล้ว โดยทางจุติและปฏิสนธิ ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้นเป็น ญาตปริญญา คือ การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว


พระภิกษุนั้นรู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า “ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดเกิดแล้วในอดีต เพราะกรรม (ในอดีต) เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดในภพนี้ เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้ เพราะกรรมเป็นปัจจัยก็จักดับ ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า ก็เป็นพวกอื่น หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้ามิได้


อีกประการหนึ่งแล เปรียบเหมือนการสาธยาย (การท่องบ่น) จากปากของอาจารย์ หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่ แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น จะไม่มีดำเนินไปเพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย ก็หามิได้ (อุปมา ๑) เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่มมิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค แต่โรคของคนเป็นโรคนั้นจะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น หามิได้ (อุปมา ๒) วิธีประดับตกแต่งใบหน้า ไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย หามิได้ (อุปมา ๓) เปลวประทีปของไส้ (ตะเกียง) ไส้หนึ่ง จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง แต่เปลวประทีปในไส้ (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง) นั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะไส้ (ตะเกียงอันก่อน) นั้นเป็นปัจจัยหามิได้ (อุปมา ๔) ฉันใด ธรรมอะไร ๆ จากภพในอดีต มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้ หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้า เหมือนกันฉันนั้นนั่นแล แต่ขันธ์ อายตนะและธาตุทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้ หรือว่าขันธ์ อาตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัยหามิได้ ฉะนี้แล


ยเถว จกขุวิญญาณํ มโนธาตุอนนตรํ
น เจว อาคตํ นาปิ น นิพฺพตฺตํ อนนฺตรํ.



(หน้าที่ 265)



ตเถว ปฏิสนฺธิมฺหิ วตฺตเต จิตฺตสนฺตติ
ปุริมํ ภิชฺชตี จิตฺตํ ปจฺฉิมํ ชายตี ตโต.
เตสํ อนฺตริกา นตฺถิ วีจิ เตสํ น วิชฺชติ
น จิโต คจฺฉติ กิญฺจิ ปฏิสนฺธิ จ ชายติ.


แปลความว่า

จักขุวิญญาณมาในลำดับของมโนธาตุ และมิได้มาอีก
ทั้งมิได้เกิดในลำดับ (แห่งมโนธาตุ) หามิได้ ฉันใด ความสืบ
เนื่องของจิตเป็นไปใน (ลำดับของ) ปฏิสนธิ ฉันนั้นเช่นกัน
จิตดวงก่อนแตกดับไป จิตดวงหลังก็เกิด (ต่อ) จากนั้น ไม่มี
ระหว่างคั่นของจิต ๒ ดวงนั้น จิต ๒ ดวงนั้นมีช่องว่างหา
มิได้ ทั้งจิตไร ๆ ก็มิได้ (จุติ) ไปจากจิตดวงนี้ และปฏิสนธิ
(จิต) ก็เกิดขึ้น ดังนี้


(ปัจจยปริคคหญาณ ในชื่ออื่น)

ปัจจยปริคคหญาณ (ญาณกำหนดรู้ปัจจัย) ของนามและรูป ของพระภิกษุผู้รู้แล้วซึ่งธรรมทุกอย่างโดยทางจุติและปฏิสนธิด้วยประการดังกล่าวมานี้ เป็นญาณถึงการมีกำลังโดยอาการทั้งปวง พระภิกษุนั้นก็ละความสงสัย ๑๖ อย่างได้ดียิ่ง และมิใช่ละได้แต่ความสงสัย ๑๖ อย่างเท่านั้น ถึงความสงสัย ๘ อย่างซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “สงสัยในพระบรมศาสดา” ดังนี้ เธอก็ละได้ด้วยเหมือนกัน ทิฏฐิ ๖๒ ประการก็ระงับไปด้วย


ญาณข้ามพ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓ (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยนัยต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่าเป็น “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คำว่า “ธัมมฐิติญาณ - ญาณกำหนดรู้การตั้งอยู่ด้วยธรรมเป็นปัจจัย” ก็ดี คำว่า ยถาภูตญาณ



(หน้าที่ 266)



ญาณกำหนดรู้ตามเป็นจริง” ก็ดี คำว่า “สัมมาทัสสนะ- ความเห็นโดยชอบ” ก็ดี เป็นไวพจน์ของคำว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” นี้นั่นเอง


ความจริง ท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า “ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัยว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารทั้งหลาย (และ) สังขารทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากปัจจัย ถึงแม้ธรรมทั้งสอง (ทั้งอวิชชาและสังขาร) เหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัย” ดังนี้เป็น ธัมมฐิติญาณ” ดังนี้


ถามว่า (พระภิกษุนั้น)


(๑) เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยงอยู่ จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน
ตามความเป็นจริง ? มี สัมมาทัสสนะ (ความเห็นโดยชอบ) อย่างไร ? เป็นอัน
เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงด้วยการดำเนินไปตามสัมมา
ทัสสนะนั้นอย่างไร ? ละความสงสัยในสิ่งที่เห็นเสียได้ ?


(๒) เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์อยู่….


(๓) เมื่อมนสิการโดยความไม่มีอัตตาอยู่ จะรู้เองเห็นเองซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่าไหน
ตามความเป็นจริง ? ฯลฯ ละความสงสัยในที่ไหนเสียได้ ?


ตอบว่า
(๑) เมื่อพระภิกษุนั้นมนสิการโดยความไม่เที่ยง ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตร (คือสังขาร)
ตามเป็นจริง


เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาทัสสนะ พระภิกษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดี ซึ่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง ด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะนั้น ละความสงสัยในสังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้


(๒) เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ก็รู้เองเห็นเอง ซึ่งความเป็นไป (ของสังขาร)
ตามเป็นจริง…..



(หน้าที่ 267)



(๓) เมื่อนมสิการโดยความไม่มีอัตตา ก็รู้เองเห็นเองซึ่งนิมิตและความเป็นไปตาม
เป็นจริง……


เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาทัสสนะ พระภิษุนั้นเป็นอันเห็นแล้วด้วยดีซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยความไม่มีอัตตาด้วยการดำเนินไปตามสัมมาทัสสนะ ละความสงสัยในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้เสียได้ด้วยประการฉะนี้


ถามว่า “ธรรมทั้งหลาย คือ ยถาภูตญาณ ๑ สัมมาทัสสนะ ๑ กังขาวิตรณะ (การข้ามพ้นความสงสัย) ๑ เหล่านี้ มีเนื้อความต่างกันมีพยัญชนะต่างกัน หรือว่ามีเนื้อความอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน”


ตอบว่า “ธรรมทั้งหลาย คือ ยถาภูตญาณ ๑ สัมมาทัสสนะ ๑ กังขาวิตรณะ ๑ เหล่านี้มีเนื้อความอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน”


อนึ่ง ท่านผู้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสก) ซึ่งประกอบด้วยญาณ (ดังกล่าวมา) นี้ เป็นผู้ได้ความเบาใจแล้ว ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นผู้มีคติ (ภูมิที่ดำเนินไปภายหน้า) แน่นอน มีนามว่า พระจูฬโสดาบัน


ตสมา ภิกฺขุ สทา สโต นามรูปสฺส สพฺพโส
ปจฺจเย ปริคฺคณฺเหยฺย กงฺขาวิตรณตฺถิโก.


เพราะฉะนั้น พระภิกษุผู้มีความประสงค์จะข้ามพ้น
ความสงสัย พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป
โดยประการทั้งปวงทุกเมื่อแล



ปริจเฉทที่ ๑๙ ชื่อว่ากังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]