วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๓๒ - ๓๓๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 332)



ปริจเฉทที่ ๒๑

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ

แสดงบรรยาย

ความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นในทางปฏิบัติถูก

..............................

แต่ทว่า วิปัสสนาที่บรรลุถึงยอดด้วยญาณ ๘ และสัจจานุโลมิกญาณ อันดับที่ (๙) นี้ เรียกชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นในทางปฏิบัติถูก และในคำว่า “ญาณ ๘” นี้ พึงทราบไว้ว่า หมายถึงญาณ ๘ เหล่านี้คือ
๔. อุทยพยานุปัสสนาญาณ (อย่างแก่) ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาที่พ้นจาก อุปกิ
เลสดำเนินไปตามวิถี (ของวิปัสสนา) (๑)
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ(๒)
๖. ภยตุปัฏฐานญาณ ญาณกำหนดรู้โดยปรากฏเป็นของน่ากลัว (๓)
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนือง ๆ ซึ่งโทษชั่ว
ร้าย (๔)
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนือง ๆ ด้วยความ
เบื่อหน่าย (๕)
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยความปรารถนาจะพ้นไป (๖)



(หน้าที่ 333)



๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนือง ๆ โดยพิจาร
ณาทบทวน (๗)
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการวางเฉยในสังขาร (๘)

คำว่า “สัจจานุโมลิกญาณ อันดับที่ (๙)” นั้นเป็นคำเรียก อนุโลมญาณ เพราะฉะนั้นโยคาวจรผู้ปรารถนาบรรลุอนุโลมญาณนั้น จะต้องกระทำโยคะในญาณทั้งหลายดังกล่าวนี้ตั้งแต่ อุทยพยญาณ (อย่างแก่) ซึ่งพ้นแล้วจากอุปกิเลส เป็นต้นไป

[๔. (ข) พลวอุทยพยญาณ หรือ อุทยพยญาณอย่างแก่]
หากมีคำถามว่า กระทำโยคะในอุทยพยญาณต่อไปอีก มีประโยชน์อะไร ?
(ตอบ) มีประโยชน์ในการกำหนดรู้ (พระไตร) ลักษณ์ เพราะว่า อุทยพยญาณในตอนต้น ๆ (อย่างอ่อน) เป็นญาณที่ถูกอุปกิเลส ๑๐ ทำให้มัวหมอง ไม่สามารถกำหนดรู้พระไตรลักษณ์โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริงได้ แต่อุทยพยญาณ (อย่างแก่) ที่พ้นจากอุปกิเลสแล้ว สามารถกำหนดรู้ (พระไตรลักษณ์) ได้เพราะฉะนั้น โยคาวจรจึงต้องทำโยคะในอุทยพยญาณนี้ต่อไปอีก เพื่อกำหนดรู้ (พระไตร) ลักษณ์
(ถามว่า) แต่ทว่า พระไตรลักษณ์ทั้งหลาย ก็ยังมิปรากฏ เพราะอะไรปิดบังไว้ ? เพราะไม่มนสิการอะไร ?
(ตอบว่า) ก่อนอื่น อนิจจลักษณะไม่ปรากฏเพราะสันตติปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเกิดและความดับ ทุกขลักษณะไม่ปรากฏเพราะอิริยาบถทั้งหลายปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนือง ๆ อนัตตลักษณะไม่ปรากฏเพราะแท่ง (หรือก้อน) ปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการถึงความสลายตัวของธาตุต่าง ๆ
แต่ว่า เมื่อโยคาวจร กำหนดรู้ความเกิดและความดับแล้วเพิกถอนสันตติออกไป อนิจจลักษณะก็ปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง เมื่อมนสิการความเบียดเบียนเฉพาะ



(หน้าที่ 334)



หน้าเนือง ๆ แล้วเพิกถอนอิริยาบถ ทุกขลักษณะก็ปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง เมื่อกระจายธาตุต่าง ๆ ออกไป แล้วทำการกระจายความเป็นก้อน (เป็นแท่ง เป็นกลุ่ม) ออกไป อนัตตลักษณะก็ปรากฏ


[วิภาค ๖]

อนึ่ง โยคี ควรทราบวิภาค (คือ การจำแนก) ในลักษณะทั้ง ๓ นี้ไว้ ดังนี้คือ

๑. อนิจจะ ความไม่เที่ยง
๒. อนิจจลักษณะ ลักษณะของความไม่เที่ยง
๓. ทุกขะ ความเป็นทุกข์
๔. ทุกขลักษณะ ลักษณะของความเป็นทุกข์
๕. อนัตตา ความไม่มีอัตตา
๖. อนัตตลักษณะ ลักษณะของความไม่มีอัตตา

ในวิภาคนั้น

๑. ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจะ (ถาม) เพราะเหตุไร ? (ตอบ) เพราะเกิดขึ้น
ดับไปและมีความเป็นอย่างอื่น หรือว่า เพราะมีแล้วหามีไม่ (ได้แก่
เพราะเกิดแล้วดับไป)
๒. ความเกิดขึ้น ดับไป และความเป็นอย่างอื่น เป็น อนิจจลักษณะ หรือว่า
อาการและพิการ กล่าวคือ ความมีแล้วหามีไม่ (เกิดแล้วดับไป) เป็น
อนิจจลักษณะ
๓. แต่ขันธ์ ๕ นั้นนั่นแลเป็น ทุกขะ เพราะมีพระพุทธดำรัสอยู่ว่า “ยทนิจฺ
จํ ตํทุกฺขํ - สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์” เพราะเหตุไร ? เพราะเบียด
เบียนเฉพาะหน้าเนือง ๆ



(หน้าที่ 335)



๒๐. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ

๔. อาการเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนือง ๆ เป็น ทุกขลักษณะ
๕. และขันธ์ ๕ นั้นนั่นเอง ชื่อว่าเป็น อนัตตา เพราะมีพระพุทธดำรัสอยู่
ว่า “ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา - สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา” เพราะ
เหตุไร ? เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ
๖. อาการไม่เป็นไปในอำนาจ เป็น อนัตตลักษณะ
โยคาวจรนี้กำหนดรู้วิภาคนี้นั้นอยู่แม้ทั้งหมด ด้วย อุทยพยญาณ (อย่างแก่) ที่ท่านเรียกว่า วิปัสสนาซึ่งพ้นไปแล้วจากอุปกิเลส ดำเนินไปตามวิถี โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง

จบ อุทยพยานุปัสสนาญาณ


[๕. ภังคานุปัสสนาญาณ]

เมื่อโยคาวจรนั้นกำหนดรู้อย่างนี้แล้วชั่งใจ ไตร่ตรองรูปธรรมและอรูปธรรม (รูปและนาม) ทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ ญาณนั้นกำดำเนินไปแก่กล้า สังขารทั้งหลายก็ปรากฏรวดเร็ว เมื่อญาณดำเนินไปแก่กล้า เมื่อสังขารทั้งหลายปรากฏรวดเร็ว ญาณก็ตามไม่ทันความเกิดขึ้น หรือความตั้งอยู่ หรือความเป็นไป หรือนิมิต (ของสังขารทั้งหลาย) สติ (คือญาณ) ก็ตั้งมั่นอยู่ในนิโรธคือความสิ้นไป ความเสื่อมไปและความแตกทำลายไปแต่อย่างเดียว


[บาลีอธิบายความภังคานุปัสสนาญาณ]

เมื่อโยคาวจรนั้นเห็นอยู่ว่า “สังขารเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วดับไปอย่างนี้ เป็นธรรมดา” ดังนี้ วิปัสสนาญาณชื่อ ภังคานุปัสสนา ก็เกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้ ซึ่งท่านกล่าวระบุถึงไว้ (ในบาลีปฏิสัมภิทามรรค) แปลความว่า “ปัญญาในการกำหนดรู้อารมณ์แล้วเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ คือ วิปัสสนาญาณ”



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]