วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๓๖ - ๓๔๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 336)



“จิตมีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วดับไป โยคีกำหนดรู้อารมณ์นั้นแล้วเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งความดับของจิตนั้น ที่ว่า “เห็นเนือง ๆ” คือ เห็นเนือง ๆ อย่างไร คือ เห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยง มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นของเที่ยง เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นทุกข์ มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นสุข เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นอนัตตา มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นอัตตา เบื่อหน่ายอยู่ มิใช่เพลิงเพลินยินดี ปราศจากความกำหนด มิใช่กำหนดอยู่ ดับไปมิใช่ให้เกิดขึ้น สลัดทิ้งไป มิใช่ยึดถือไว้ เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยง ก็ละนิจจสัญญา (คือความสำคัญว่าเที่ยง) เสียได้ เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยความเป็นทุกข์ ก็ละสุขสัญญา (คือความสำคัญว่าเป็นสุข) เสียได้ เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยเป็นอนัตตา ก็ละอัตตสัญญา (คือความสำคัญว่ามีอัตตา) เสียได้ เมื่อเบื่อหน่าย ก็ละความเพลิงเพลินยินดี เมื่อปราศจากความกำหนัดก็ละความกำหนัด เมื่อดับ ก็ละสิ่งเป็นแดนเกิด เมื่อสลัดทิ้งไป ก็ละความยึดถือไว้
“จิตมีเวทนาเป็นอารมณ์.........
“จิตมีสัญญาเป็นอารมณ์........
“จิตมีสังขารเป็นอารมณ์........
“จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์.......
“จิตมีจักษุเป็นอารมณ์.........
ฯลฯ
“จิตมีชราและมรณะเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป......ฯลฯ.......เมื่อโยคีสลัดทิ้งไปก็ละความยึดถือไว้”
การย้ายไปสู่วัตถุที่ตั้ง การคงที่อยู่ในสัญญาและมีกำลังเข็มแข็งในการนึกคิด ชื่อว่า ปฏิสังขาวิปัสสนา ความเห็นแจ้งด้วยการกำหนดรู้) การกำหนดรู้อารมณ์ทั้ง ๒ โดยสภาวะอันเดียวกันโดยดำเนินไปตามอารมณ์นั่นแล คือความน้อมจิตไปมรนิโรธ ชื่อว่า วยลักขณวิปัสสนา (คือความเห็นแจ้งลักษณะของความดับ)
ภิกษุกำหนดรู้อารมณ์ ๑ และเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ ๑ ความปรากฏโดยความว่างเปล่า ๑ ชื่อว่าอธิปัญญาวิปัสสนา (คือความเห็นแจ้งด้วยปัญญารู้ยิ่ง)



(หน้าที่ 337)



ภิกษุผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓ และในวิปัสสนา ๔ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิ
ต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุปัฏฐาน ๓
“การกำหนดรู้ ชื่อว่า ญาณ โดยความหมายว่า รู้แล้ว ชื่อว่า ปัญญา โดยความหมายว่า รู้ทั่ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดรู้อารมณ์แล้วเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งความดับ ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ”


[อธิบายความในบาลีปฏิสัมภิทามรรค]

ในบาลีนั้น คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์” ความว่า กำหนดแล้วรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหมายความว่า เห็นอารมณ์ไร ๆ โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป คำว่า “ปัญญาในการ.......เห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ” ความว่า ปัญญาใดในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งความดับของญาณที่เกิดขึ้น กำหนดรู้อารมณ์โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไปนั้น นี้ท่านกล่าวว่า ญาณในวิปัสสนา คำถามด้วยมุ่งหมายเพื่อจะกล่าวตอบ (กเถตุกัมยตาปุจฉา) ว่า วิปัสสนาญาณนั้นเป็นอย่างไร มีเนื้อความดัง (กล่าวมา) นี้ก่อน
จากนั้น เพื่อแสดงอาการที่ญาณนั้นเป็นไป ท่านจึงกล่าวคำบาลีว่า “รูปารมฺมณตา มีรูปเป็นอารมณ์” ดังนี้เป็นต้น ในบาลีนั้น คำว่า “จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป หมายความว่า จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็แตกสลายไป อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่าจิตเกิดขึ้นในความมีรูปเป็นอารมณ์แล้วแตกดับไป คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์นั้น” หมายความว่า กำหนดรู้อารมณ์คือรูปนั้น อธิบายว่า เห็นอารมณ์คือรูปนั้นโดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป คำว่า “เห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งความดับของจิตนั้น” อธิบายว่า เห็นอารมณ์คือรูปนั้น โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป ด้วยจิตดวงใดแล้ว โยคาวจรเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับของจิตดวงนั้นด้วยจิตดวงอื่น เพราะฉะนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า “โยคาวจรเห็นแจ้งอยู่ซึ่งอารมณ์ที่รู้แล้วด้วย ซึ่งญาณด้วย แม้ทั้ง ๒ อย่าง”



(หน้าที่ 338)



[ความหมายของคำว่า “เห็นเนือง ๆ”]

อนึ่ง คำว่า “อนุปสฺสติ - เห็นเนือง ๆ” ในบาลีนี้ หมายความว่า ตามเห็นเนือง ๆ อธิบายว่าเห็นแล้วเห็นอีก โดยอาการหลายอย่าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ”ที่ว่าเห็นเนือง ๆ คือ เห็นเนือง ๆ อย่างไร ? คือเห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยง” ดังนี้เป็นต้น ในอาการหลายอย่างนั้น เพราะเหตุที่ที่สุดของความไม่เที่ยง ชื่อว่าภังคะ (คือความดับ) ฉะนั้นโยคาวจรผู้เห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ ผู้นั้นจึงเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเที่ยง แต่นั้น ก็เห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่งสังขารทั้งปวงนั้นนั่นแล โดยความเป็นทุกข์มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นสุข เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นอนัตตา มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นอนัตตา เพราะความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเพราะความเป็นทุกข์ เป็นอัตตา อนึ่ง เพราะเหตุที่สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอัตตา ไม่พึงยินดีพอใจสิ่งนั้น และสิ่งใดที่ไม่พึงยินดีพอใจ ไม่พึงกำหนดในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น โยคาวจรจึงเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลินยินดีปราศจากกำหนัด ไม่กำหนัดในสังขารที่ตนเองเห็นแล้วว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี้ โดยการรำลึกตามการเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ เมื่อโยคาวจรนั้นไม่กำหนัดอยู่อย่างนี้ ก็ทำความกำหนัด (ราคะ) ให้ดับไป มิให้เกิดขึ้น อธิบายว่า กระทำมิให้เกิดขึ้น ด้วยญาณชั้นโลกีย์เท่านั้นเอง อีกประการหนึ่ง โยคาวจรนั้นเป็นผู้ปราศจากกำหนัดอย่างนี้แล้ว ทำสังขารที่ตนเห็นแล้ว ให้ดับไป มิให้เกิดขึ้น ฉันใด ก็ทำสังขารแม้ที่มิได้เห็นให้ดับไป มิให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจญาณโดยลำดับ เหมือนกันฉันนั้น อธิบายว่า มนสิการโดยความดับอย่างเดียว คือว่าเห็นแต่ความดับอย่างเดียวของสังขารนั้น ไม่เห็นความเกิด เมื่อโยคาวจรผู้นั้น ปฏิบัติถึงอย่างนี้แล้ว ก็สลัดทิ้งไป ไม่ยึดถือไว้
(ถามว่า) คำที่กล่าวมานั้น หมายความอย่างไร ?
(ตอบว่า) อนุปัสสนา (คือความเห็นเนือง ๆ) มี อนิจจานุปัสสนา (คือความเห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยง) เป็นต้น แม้นี้ ท่านเรียกไว้ (๒ อย่างคือ) ว่า “ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค - การสลัดทิ้งไปด้วยการสละ” เพราะสละกิเลสทั้งหลายพร้อมทั้งขันธ์และอภิสังขารทั้งหลายด้วยตทังคปหาน (ละชั่วคราว) อย่าง ๑ เรียกว่า “ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค - การสลัดทิ้งไปด้วยการแล่นเข้าไป” เพราะแล่นเข้าไปในพระนิพพานอันตรงข้ามกับสังขตธรรมนั้น โดยความน้อมไปในพระนิพพานนั้น ด้วยการเห็นโทษของสังขตธรรมอย่าง ๑ เพราะฉะนั้น



(หน้าที่ 339)



พระภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนามีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นนั้น จึงสละกิเลสทั้งหลายได้ด้วยและแล่นเข้าไปในพระนิพพานด้วย โดยนัยดังกล่าวแล้ว อีกทั้งไม่ยึดถือกิเลสทั้งหลายไว้ด้วยการทำให้เกิด ไม่ยึดถืออารมณ์แห่งสังขตธรรม ด้วยความเป็นผู้ไม่เห็นโทษ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “สลัดทิ้งไป ไม่ยึดถือไว้”

ณ บัดนี้ เพื่อจะแสดงการละธรรมทั้งหลายที่เหลือ ซึ่งละได้ด้วยญาณทั้งหลายของพระภิกษุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า “เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยง ก็ละนิจจสัญญาเสียได้” ดังนี้เป็นต้น คำว่า “นันทิ – ความเพลิดเพลินยินดี” ในบาลีนั้น ได้แก่ ตัณหาประกอบด้วยปีติคำนอกนั้นมีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล
ส่วนในคาถา (บาลี) ทั้งหลาย คำว่า “การย้ายไปสู่วัตถุที่ตั้ง” หมายความว่า เห็นความดับของรูปแล้ว ความดับ (นั้น) เห็นด้วยจิตดวงใด ย้ายไปสู่วัตถุที่ตั้งอื่น จากวัตถุที่ตั้งเดิม ด้วยการเห็นความดับของจิตแม้ดวงนั้นต่อไปอีก คำว่า “คงที่อยู่ในสัญญา” หมายความว่า ละความเกิดเสีย และตั้งแน่วแน่อยู่แต่ในความดับ คำว่า “มีกำลังเข็มแข็งในการนึกคิด” หมายความว่า มีความสามารถในความนึกคิดติดต่อกันไปไม่มีหยุดคั่นเลย เพื่อเห็นความดับของรูปแล้ว จะได้เห็นความดับของจิต ซึ่งมีความดับ (ของรูปนั้น) เป็นอารมณ์ต่อไปอีก คำว่า “ปฏิสังขารวิปัสสนา” หมายความว่า การกำหนดรู้อารมณ์ (ดังกล่าว) นี้ ชื่อว่า ภังคานุปัสสนา คำว่า “การกำหนดรู้อารมณ์ทั้งสองโดยสภาวะอันเดียวกันโดยดำเนินไปตามอารมณ์นั่นแล” อธิบายว่า กำหนดรู้อารมณ์ทั้งสองโดยสภาวะอย่างเดียวกันนั่นแล อย่างนี้ว่า “สังขาร (ในปัจจุบัน) นี้ แตกดับอยู่ ฉันใด สังขารแม้ในอดีต ก็แตกกับไปแล้ว สังขารแม้ในอนาคต ก็จักแตกดับไปฉันนั้น” ดังนี้ โดยการดำเนินไป คือ โดยลำดับของอารมณ์ที่ตนเห็นโดยประจักษ์ เรื่องนี้ แม้ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายก็กล่าวไว้แล้วว่า


สํวิชฺชมานมฺหิ วิสุทฺธทสฺสโน

ตทนฺวยํ เนติ อตีตนาคเต
สพฺเพปิ สงฺขารคตา ปโลกิใน
อุสฺสาวพินฺทู สุริเยว อุคฺคเต.



(หน้าที่ 340)



แปลความว่า

พระภิกษุผู้มีทัสสนะบริสุทธิ์ในสังขารซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน
ผู้นี้ นำเอาทัสสนะอันบริสุทธิ์นั้นแลไปในสังขาร ซึ่งเป็นอดีต
และอนาคตด้วยสังขารทั้งหลายแม้ทั่วทั้งปวงมีปรกติแตกสลายไป
เหมือนหยดน้ำค้าง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมาก็สลายไป ฉะนั้น
คำว่า “ความน้อมจิตไปในนิโรธ” หมายความว่า ทำการกำหนดรู้อารมณ์ทั้งสองโดยสภาวะอย่างเดียวกัน ด้วยความดับอย่างนั้นแล้ว น้อมจิตไปในนิโรธกล่าวคือความดับนั้นแต่อย่างเดียว อธิบายว่า ความเป็นผู้หนักไปในความดับนั้น น้อมไปในความดับนั้น โอนไปในความดับนั้น โน้มเอียงไปในความดับนั้น คำว่า “วยลักขณวิปัสสนา” ท่านกล่าวว่า การกำหนดรู้ (ดังกล่าว) นี้ ชื่อว่า ยลักขณวิปัสสนา (คือความเห็นแจ้งลักษณะของความดับ) คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์ ๑” หมายความว่า รู้อารมณ์มีรูปเป็นต้นที่มีอยู่ก่อน ๑ คำว่า “เห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ ๑” หมายความว่า เห็นความดับของอารมณ์นั้นแล้ว ยังเห็นเนือง ๐ ซึ่งความดับของจิตซึ่งมีความดับนั้นเป็นอารมณ์ด้วย คำว่า “ความปรากฏโดยความว่างเปล่า ๑” หมายความว่า เมื่อโยคาวจรนั้นเห็นอยู่เนือง ๐ ซึ่งความดับอย่างนั้น ความปรากฏโดยความว่างเปล่า ก็ปรากฏชัดแจ้งว่า “สังขารทั้งหลายนั่นเอง แตกดับไป การแตกดับของสังขารทั้งหลายนั้นเป็นความตาย ไม่มีใคร ๆ อื่น” ดังนี้ เพราะฉะนี้ ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
ขนฺธา นิรุชฺฌนฺติ น จตฺถิ อญฺโญ
ขนฺธาน เภโท มรณนฺติ วุจฺจติ
เตสํ ขยํ ปสฺสติ อปฺปมตฺโต
อณึว วิชฺฌํ วชิเรน โยนิโส.

แปลความว่า

ขันธ์ทั้งหลายดับไป ไม่มีใครอื่น ความแตกดับของขันธ์
ทั้งหลาย เขาเรียกว่าความตาย โยคีผู้ไม่ประมาท เห็นอยู่ซึ่ง
ความแตกดับของขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยอุบายที่แยบคาย
เหมือนช่างเจียระไน เห็นแก้วมณีที่ตนเจาะอยู่ด้วยเพชร ฉะนั้น



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]