วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๔๑ - ๓๔๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 341)



คำว่า “อธิปัญญาวิปัสสนา” ท่านกล่าวว่า ความกำหนดรู้อารมณ์ ๑ การเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ ๑ การปรากฏโดยความว่างเปล่า ๑ (๓ อย่าง) นี้ ชื่อว่า อธิปัญญาวิปัสสนา (ความเห็นแจ้งด้วยปัญญารู้ยิ่ง) คำว่า “ผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓” คือว่า พระภิกษุผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓ มีอนิจจานุปัสสนา เป็นต้น คำว่า “และในวิปัสสนา ๔” ได้แก่ ในวิปัสสนา ๔ มีนิพพิทานุปัสสนาเป็นต้น คำว่า “เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุปัฏฐาน ๓” ความว่าเพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุปัฏฐาน คือ ความปรากฏ ๓ อย่างนี้ด้วย คือ (ความปรากฏ) โดยความสิ้นไป ๑ โดยความเสื่อมไป ๑ โดยความว่างเปล่า ๑ คำว่า “ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่าง ๆ” ความว่า ไม่ส่ายไปในทิฏฐิทั้งหลายมีประการต่าง ๆ มีสัสวตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) เป็นต้น
เมื่อโยคาวจรนั้นไม่ส่ายมาอย่างนี้ เป็นผู้มีมนสิการดำเนินไปว่า “สิ่งที่ยังไม่ดับนั่นแลดับอยู่ สิ่งที่ยังไม่แตกนั่นแลแตกอยู่” ละความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความเป็นไปและนิมิตของสังขารทั้งหลายทั้งปวงเสีย เห็นแต่ความแตกดับอย่างเดียว ประดุจบุคคลเห็นการแตกของภาชนะบอบบางกำลังแตกอยู่ เห็นการแตกกระจายของฝุ่นละอองที่กำลังปลิวว่อนอยู่ เห็นการแตกของเมล็ดงาที่กำลังถูกคั่วอยู่ โยคาวจรนั้นเห็นอยู่ว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง กำลังแตกดับอยู่ เหมือนบุรุษผู้มีดวงตา ยืนอยู่ ณ ริมฝั่งสระโบกขรณี หรือ ณ ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อฝนเมล็ดหนากำลังตกอยู่ เขาพึงเห็นต่อมน้ำใหญ่ ๆ เกิดขึ้น ๆ บนผิวน้ำ แล้วแตกไปทันทีทันใด ฉะนั้น แน่ละ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงโยคาวจรเช่นกล่าวนี้ จึงตรัสว่า
ยถา ปุพฺพุฬกํ ปสฺเส ยถา ปสฺเส มรีจิกํ
เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ.

แปลความว่า

มัจจุราช มองไม่เห็นบุคคลผู้กำหนดเห็นโลก (คือ
ขันธ์ ๕) เหมือนเห็นต่อมน้ำ (และ) เหมือนเห็นพยับแดด



(หน้าที่ 342)



[อานิสงส์ภังคานุปัสสนาญาณ]

เมื่อโยคาวจรผู้นั้น เห็นอยู่เนือง ๆ ว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงแตกดับไป แตกดับไปอยู่อย่างนั้น” ภังคานุปัสสนาญาณ ซึ่งมีอานิสงส์ ๘ ประการเป็นบริวาร ก็ถึงความมีกำลังแก่กล้า อานิสงส์ ๘ ประการในภังคานุปัสสนาญาณนั้น คืออานิสงส์เหล่านี้
๑. ละภวทิฏฐิ (คือความเห็นในความมีและไม่มีแห่งภพ)
๒. สละความอาลัยรักรักใคร่ในชีวิต
๓. ประกอบความเพียรมั่นคงในความเพียรที่ควรประกอบอยู่ทุกเมื่อ
๔. มีอาชีพบริสุทธ์
๕. ละความทะเยอทะยาน
๖. ปราศจากความกลัว
๗. ประกอบด้วยขันติและโสรัจจะ
๘. อดกลั้นต่อสิ่งไม่พอใจและในความกำหนัดยินดี
เพราะฉะนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวไว้ว่า
อิมานิ อฏฐงฺคุณมุตฺตมานิ
ทิสฺวา ตหึ สมฺมสตี ปุนปฺปุนํ
อาทิตฺตเจลสฺสิรสูปโม มุนิ
ภงฺคานุปสฺสี อมตสฺส ปตฺติยา.

แปลความว่า

มุนี ผู้มีปรกติเห็นเนือง ๆ ซึ่งความแตกดับ ครั้น
เห็นคุณอันยอดเยี่ยม ๘ ประการ เหล่านี้แล้ว เป็นเสมือน
บุคคลผู้มีผ้าโพกบนศีรษะถูกไฟไหม้ กำหนดพิจารณาเห็น
แล้วเห็นเล่า อยู่ในภังคานุปัสสนาญาณนั้น เพื่อบรรลุ
อมตนิพพาน.



(หน้าที่ 343)



[๖. ภยตุปัฏฐานญาณ]

เมื่อโยคีนั้น เสพอยู่เนือง ๆ ทำให้เกิดขึ้น ทำให้มาก ๆ ซึ่งภังคานุปัสสนา มีนิโรธ คือความสิ้นไป ความเสื่อมไป และความแตกดับของสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์อยู่อย่างนี้ สังขารทั้งหลายซึ่งมีความแตกดับ (บรรดามีอยู่) ในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) วิญญาณฐิติ (๗) สัตตาวาส (๙) ทุกหนทุกแห่ง ก็ปรากฏเป็นที่น่ากลัวมาก เช่นเดียวกับสีหะ พยัคฆะ เสือเหลือง หมี เสือดาว ยักษ์ รากษส โคดุ สุนัขดุ ช้างดุตกมัน อสรพิษร้าย สายฟ้า ป่าช้า สนามรบ และหลุมถ่านเพลิงที่ลุกโชติช่วงเป็นต้น ปรากฏเป็นที่น่ากลัวมากแก่บุรุษขลาด ผู้ปรากรถนาดำรงชีวิตอยู่โดยสุขสบาย เมื่อโยคีนั้นเห็นอยู่ว่า “สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีตก็ดับไปแล้ว ที่เป็นปัจจุบันก็กำลังดับอยู่ ถึงแม้สังขารทั้งหลายที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะดับไป” ดังนี้ ณ ที่ตรงนี้ ญาณชื่อว่า ภยตุปัฏฐานญาณ บังเกิดขึ้น


[อุปมาภยตุปัฏฐานญาณ ด้วยสตรีมีลูก ๓ และสตรีมีลูก ๑๑)
ในการที่ภยตุปัฏฐานญาณ บังเกิดขึ้นนั้น มีอุปมาดังต่อไปนี้
สมมุติว่า สตรีผู้หนึ่ง มีบุตรชาย ๓ คน เป็นผู้มีความผิดในพระราชา พระราชาตรัสสั่งให้ (ลงโทษ) ตัดศีรษะของบุตรชายทั้งสามนั้น สตรีผู้นั้นได้ไปยังตะแลงแกงพร้อมกับบุตรชายทั้ง ๓ ด้วย ทันใดนั้น เขาก็ตัดศีรษะของบุตรชายคนโตของเธอ แล้วเตรียมการ เพื่อตัดศีรษะของบุตรชายคนกลาง สตรีนั้นเห็นศีรษะของบุตรชายคนโตถูกตัดไปแล้ว และเห็นศีรษะบุตรชายคนกลางกำลังถูกตัดอยู่ ก็ทอดอาลัยในบุตรชายคนเล็กเสียได้ว่า “แม้พ่อคนเล็กนี้ก็จักเป็นเช่นเดียวกับบุตรชายทั้ง ๒ นั้นนั่นแล”
ในอุปมานั้น การที่โยคีเห็นความดับของสังขารที่เป็นอดีต ก็เปรียบเหมือนการที่สตรีผู้นั้นเห็นศีรษะของบุตรชายคนโตถูกตัดไปแล้ว การที่โยคีเห็นความดับของสังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ก็เปรียบเหมือนการที่สตรีนั้นเห็นศีรษะของบุตรชายคนกลางกำลังถูกเขาตัดอยู่ การที่โยคีเห็นความดับของสังขารทั้งหลายที่จะบังเกิดขึ้นแม้ในอนาคต ก็เปรียบเหมือนการที่สตรีผู้นั้นทอดอาลัยในบุตรชายคนเล็กว่า” ถึงแม้พ่อคนเล็กนี้ก็จักเป็นเช่นเดียวกับบุตรชายทั้ง ๒ คนนั้นนั่นแล” เมื่อโยคีนั้นเห็นอยู่อย่างนี้ ณ ที่ตรงนี้ เกิด ภยตุปัฏฐานญาณ



(หน้าที่ 344)



มีอีกอุปมาหนึ่ง ซึ่งเล่าว่า สตรีผู้มีปรกติเป็นคนมีลูกบูดเน่า คลอดลูกมาแล้ว ๑๐ คน ใน ๑๐ คนนั้น ตายไปแล้ว ๙ คน คนหนึ่งกำลังจะตายอยู่ในอ้อมแขน อีกคนหนึ่ง (คนที่ ๑๑) ยังอยู่ในท้อง สตรีนั้นเห็นลูก ๙ คนตายไปแล้ว และคนที่ ๑๐ ก็กำลังจะตาย จึงทอดอาลัยในลูกคนที่อยู่ในท้องได้ว่า “ถึงแม้เจ้าคนที่อยู่ในท้องนี้ ก็จะเป็นเหมือนลูกทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ”
ในอุปมานั้น การที่โยคีเห็นความดับของสังขารทั้งหลายที่เป็นอดีต ก็เปรียบเหมือนการที่สตรีนั้นรำลึกถึงความตายของลูกทั้ง ๙ คน การที่โยคีเห็นความดับของสังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เปรียบเหมือนการที่สตรีนั้นเห็นความที่ลูกตนอยู่ในอ้อมแขนกำลังจะตายอยู่ การที่โยคีเห็นความดับของสังขารทั้งหลายที่เป็นอนาคต เปรียบเหมือนการทอดอาลัยในลูกคนที่อยู่ในท้อง (ของสตรีผู้นั้น) เมื่อโยคีนั้นเห็นอยู่อย่างนี้ ในขณะนี้ กำลังเกิด ภยตุปัฏฐานญาณ
(ถามว่า) แต่ - ภยตุปัฏฐานญาณ กลัว หรือ ไม่กลัว ?
(ตอบว่า) ไม่กลัว เพราะว่า ภยตุปัฏฐานญาณนั้นเป็นแต่เพียงไตร่ตรองอยู่ว่า “สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีต ก็ดับไปแล้ว สังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ก็กำลังดับไป สังขารทั้งหลายที่เป็นอนาคต ก็จะดับไป” ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงเปรียบเสมือนบุรุษผู้มีดวงตา แลดูหลุมถ่านเพลิง ๓ หลุม ที่ใกล้ประตูเมือง ตัวเขาเองไม่กลัว เขาเป็นแต่เพียงเกิดความไตร่ตรอง (รู้สึกเสียว) อยู่ว่า คนทั้งหลายใด ๆ จักตกลงไปในหลุมทั้ง ๓ นี้ ทุกคนจักได้รับทุกข์ไม่น้อยเป็นแน่” ดังนี้เท่านั้น ฉันใด ก็หรือว่าเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีดวงตา แลดูหลาว ๓ เล่ม คือ หลาวไม้ตะเคียน ๑ หลาวเหล็ก ๑ หลาวทอง ๑ เขาปักไว้เรียงกันอยู่ตัวเองมิได้กลัว เป็นแต่เพียงบุรุษนั้นไตร่ตรอง (รู้สึกเสียว) อยู่ว่า “คนทั้งหลายใด ๆ จักตกลงไปบนหลาวทั้งหลายนี้ ทุกคนจักเสวยทุกข์หาน้อยไม่” ดังนี้อย่างเดียวเท่านั้น ฉันใดภยตุปัฏฐานญาณ ก็ฉันนั้นเช่นกัน ญาณเองมิได้กล่าว เพราะว่าญาณนั้นเป็นแต่เพียงไตร่ตรองอยู่ว่า “สังขารทั้งหลายในภพนั้น ๓ ซึ่งเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ๓ หลุม และเปรียบด้วยหลาว ๓ เล่ม ที่เป็นอดีต ก็ดับไปแล้ว ที่เป็นปัจจุบัน ก็กำลังดับไป ที่เป็นอนาคตก็จักดับเป็นแน่” ดังนี้แต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะสังขารทั้งหลายที่ดำเนินไปอยู่ในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) วิญญาณฐิติ (๗) และสัตตาวาส (๙) ทุกหนทุกแห่ง เป็นสังขารถึง



(หน้าที่ 345)



แล้วซึ่งความพินาศไป เป็นของที่มีภัยอยู่เฉพาะหน้า ปรากฏแก่ญาณนั้น โดยความน่ากลัวแต่อย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงเรียกญาณนั้นว่า ภยตุปัฏฐานญาณ

อนึ่ง ในความปรากฏโดยความน่ากลัวของญาณนั้น ดังกล่าวมานี้ มีบาลี (แปลความได้) ดังต่อไปนี้ “(ถามว่า) เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความมาเที่ยง อะไรปรากฏโดยความน่ากลัว ? เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์.....โดยความเป็นอนัตตา อะไรปรากฏโดยความน่ากลัว ? (ตอบว่า) เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง นิมิตปรากฏโดยความน่ากลัว เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไป (ของสังขาร) ปรากฏโดยความน่ากลัว เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความเป็นไป ปรากฏโดยความน่ากลัว” ดังนี้
คำว่า “นิมิต” ในบาลีนั้น หมายถึง นิมิตคือสังขาร คำว่า “นิมิต” นี้ เป็นชื่อเรียกสังขารทั้งหลายโดยเฉพาะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เพราะว่า เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง ก็เห็นแต่มรณะ (คือ ความร้อน) อย่างเดียวของสังขารทั้งหลาย เพราะการเห็นแต่ความดับนั้น นิมิตจึงปรากฏแก่โยคีนั้นโดยความน่ากลัว คำว่า “ความเป็นไป” หมายความว่า ความเป็นไปในรูปภพและอรูปภพ เพราะว่า เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ก็เห็นแต่ความบีบคั้นเฉพาะหน้าเนือง ๆ อย่างเดียวของความเป็นไป แม้ที่ยกย่องกันว่าเป็นความสุข เพราะเหตุนั้น ความเป็นไป (ของสังขารทั้งหลาย) จึงปรากฏแก่โยคีนั้นโดยความน่ากลัว แต่เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความเป็นอนัตตา ก็เห็นแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น (คือทั้งนิมิตและความเป็นไปของสังขาร) เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีผู้นำ เป็นประดุจบ้านร้าง และเป็นประดุจพยับแดด และคนธรรพนคร (วิมานในอากาศ) เป็นต้น เพราะเหตุนั้น นิมิตและความเป็นไปทั้ง ๒ จึงปรากฏแก่โยคีนั้นโดยความน่ากลัวด้วยประการฉะนี้

จบ ภยตุปัฏฐานญาณ


[๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ]

เมื่อโยคีนั้น เสพอยู่เนือง ๆ ทำให้เกิดอยู่ ทำให้มาก ๆ อยู่ ซึ่งภยตุปัฏฐานญาณนั้นก็ปรากฏว่า ในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) สัตตาวาส (๙) ทั่วทุกหนทุกแห่ง




>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]