วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๕๑ - ๓๕๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 351)



เป็นวัตถุ คำว่า “ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในญาณ ๒” ความว่า ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในญาณ ๒ เหล่านี้ คือ อาทีนวญาณ ๑ และ สันติปทญาณ ๑ คำว่า “ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่าง ๆ” ความว่า ไม่ส่ายไปส่ายมาในทิฏฐิทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปด้วยความเห็นผิดว่า พระนิพพานเป็นบรมทิฏฐธรรม เป็นต้น คำที่ยังเหลืออยู่ในพระบาลีนี้ เป็นคำมีความหมายง่าย ๆ ทั้งนั้นแหละ

จบ อาทีนวานุปัสสนาญาณ



[๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ]


เมื่อโยคีนั้นเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นโทษอยู่อย่างนี้ ก็เบื่อหน่าย เอือมระอา ไม่อภิรมย์ในสังขารอันมีการแตกดับ ซึ่งดำเนินอยู่ในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) วิญญาณฐิติ (๗) สัตตาวาส (๙) ทั่วทุกหนทุกแห่ง เปรียบเหมือนพญาหงส์ทอง ผู้อภิรมย์ยินดีอยู่ ณ เชิงภูเขาจิตรกูฏ ไม่อภิรมย์ยินดีในบ่อน้ำสกปรกใกล้ประตูบ้านคนจัณฑาล อภิรมย์ยินดีอยู่แต่ในสระใหญ่ทั้ง ๗ (ในป่าหิมพานต์) เท่านั้น ชื่อแม้ฉันใด พญาหงส์ คือโยคีแม้นี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่อภิรมย์ยินดีในสังขารซึ่งมีแต่การแตกดับ มีโทษร้าย ซึ่งตนได้กำหนดเห็นมาอย่างดีแล้ว แต่ทว่า ยินดีอยู่ในอนุปัสสนาทั้งหลาย ๗ เท่านั้น เพราะเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่ยินดี (และ) ด้วยความยินดีในภาวนา อนึ่ง เปรียบเหมือนสีหะมฤคราชที่ถูกเขาขังไว้แม้ในกรงทอง ก็ไม่อภิรมย์ยินดี แต่ทว่า ยินดีพอใจอยู่แต่ในป่าหิมพานต์กว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์เท่านั้น ฉันใด สีหะมฤคราช คือโยคีนี้ ก็ฉันนั้น ไม่อภิรมย์ยินดีแม้ในสุคติภพทั้ง ๓ อย่าง แต่ทว่ายินดีอยู่แต่ในอนุปัสสนา ๓ เท่านั้น อนึ่ง เปรียบเหมือนพญาช้างฉัททันต์ เผือกทั่วสรรพางค์ มีอวัยวะ ๗ จรดถึงพื้น มีฤทธิ์ เหาะไปได้ในเวหาสก็ไม่อภิรมย์ยินดีอยู่ในท่ามกลางพระนคร อภิรมย์ยินดีอยู่แต่ในป่าชัฏริมสระฉัททันต์ ในป่าหิมพานต์เท่านั้น ฉันใด พญาช้างตัวประเสริฐคือโยคีผู้นี้ ก็ฉันนั้น ไม่อภิรมย์ยินดีในสังขารแม้ทั้งปวง อภิรมย์ยินดีอยู่แต่ในพระนิพพาน อันเป็นสันติบทที่ตนเห็นแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า “ความไม่เกิดขึ้นเป็นแดนเกษม” เป็นผู้มีใจน้อมไปในพระนิพพานนั้น



(หน้าที่ 352)



โน้มไปในพระนิพพานนั้น โอนเอียงไปในพระนิพพานอันเป็นสันติบทนั้น ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง นิพพิทาญาณนี้นั้น โดยความหมายก็เป็นญาณเดียวกันกับ ๒ ญาณข้างต้น (คือ ภยตุปัฎฐานญาณและอาทีนวญาณ) เพราะเหตุนั้น ท่านพระโบราณจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า “ภยตุปัฎฐานญาณเดียวนั่นแล ได้ชื่อ ๓ ชื่อ คือ ชื่อว่าภยตุปัฎฐาน เพราะเห็นสังขารทั้งปวงโดยความน่ากลัว ๑ ชื่อว่าอาทีนวานุปัสสนา เพราะให้เกิด (ความเห็น) โทษร้ายขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง ๑ ชื่อว่านิพพิทานุปัสสนา เพราะบังเกิดเบื่อหน่าย ขึ้นแล้วในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแล ๑” แม้ในพระบาลี ท่านก็กล่าวไว้ว่า “ปัญญาใด ในภยตุปัฎฐาน ๑ ญาณใดในอาทีนวะ ๑ นิพพิทาใด ๑ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้มีความหมายอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน”

จบ นิพพิทานุปัสสนาญาณ


(๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ)

แต่เมื่อกุลบุตรผู้นี้ เบื่อหน่ายอยู่ เอือมระอาอยู่ ไม่ภิรมย์ยินดีอยู่ด้วยนิพพิทาญาณนี้ จิตก็ไม่ข้อง ไม่เกาะ ไม่ติดอยู่ ในสังขารทั้งหลาย ซึ่งมีความแตกดับ ที่ดำเนินไปอยู่ในภพ (๓) กำเนิด (๔) วิญญาณฐิติ (๗) และ สัตตาวาส (๙) ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่สังขารเดียวเป็นจิตที่ใคร่จะพ้นไป ปรารถนาจะออกไปเสียจากสังขารทั้งปวง
(ถามว่า) เปรียบเหมือนอะไร ?
(ตอบว่า) เปรียบเหมือนสัตว์และบุคคลเป็นต้นว่าแบบนี้ คือ

๑. ปลาติดอยู่ในอวน (หรือแห)

๒. กบอยู่ในปากงู

๓. ไก่ป่าถูกขังไว้ในกรง

๔. เนื้ออยู่ในบ่วงบาสอันเหนียวแน่น

๕. งูอยู่ในเอื้อมมือของหมองู

๖. ช้างกุญชรตกอยู่ในหลุมลึก

๗. พญานาคอยู่ในปากครุฑ

๘. พระจันทร์เข้าไปอยู่ในปากราหู



(หน้าที่ 353)



๙. บุรุษถูกศัตรูล้อมไว้

เป็นผู้มีความปรารถนาจะพ้นไป มีความมุ่งมั่นจะออกไปเสียจากที่นั้น ๆ ชื่อฉันใด จิตของโยคีผู้นั้น ก็ฉันนั้น เป็นจิตปรารถนาจะพ้นไป ประสงค์จะออกไปเสียจากสังขารทั้งปวง ทันใดนั้น ครั้นโยคีท่านนั้น ผู้ปราศจากความอาลัยในสังขารทั้งปวงแล้ว ผู้ปรารถนาจะพ้นไปจากสังขารทั้งปวงอยู่อย่างนี้ มุญจิตุกัมยตาญาณก็บังเกิดขึ้น ด้วยประการฉะนี้

จบ มุญจิตุกัมยตาญาณ


(๑๐. ปฎิสังขานุปัสสนาญาณ)


โยคีผู้นั้น เป็นผู้มีความปรารถนาเพื่อจะพ้นไปเสียจากสังขารทั้งหลาย ซึ่งมีแต่ความแตกดับ อันดำเนินไปอยู่ในภพ ในกำเนิด ในคติ ในฐิติ และในนิวาส ทุกหนทุกแห่งดังกล่าวนั้น จึงยกเอาสังขารทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละขึ้นสู่พระไตรลักณ์แล้วกำหนดรู้ด้วยปฎิสังขานุปัสสนาญาณต่อไปอีก เพื่อพ้นไปเสียจากสังขารทั้งปวง
โยคีนั้นก็เห็นอยู่ซึ่งสังขารทั้งปวงว่า “ไม่เที่ยง ด้วยเหตุทั้งหลาย เช่นเป็นต้นว่า
อนัจจันติกโต โดยไม่เป็นไปเลยที่สุด
ตาวกาลิกโต โดยเป็นไปชั่วคราว
อุปปาทวยปริจฉินนโต โดยกำเนิดได้ด้วยความเกิดและความดับ
ปโลกโต โดยแตกทำลาย
ขณิกโต โดยเป็นไปชั่วขณะ
จลโต โดยความหวั่นไหว
ปภังคุโต โดยผุพัง
อัทธุวโต โดยไม่ยั่งยืน
วิปริณามธัมมโต โดยมีความแปรผันอยู่เป็นธรรมดา



(หน้าที่ 354)



อสารกโต โดยไม่มีสาระ
วิภวโต โดยปราศจากความเจริญ
สังขตโต โดยเป็นเป็นของถูกปรุงแต่งขึ้นไว้
มรณธัมมโต โดยมีความตายเป็นธรรมดา

เห็นอยู่ (ซึ่งสังขารทั้งปวง) ว่า “เป็นทุกข์ ด้วยเหตุทั้งหลาย เช่นเป็นต้นว่า

อภิณหปฎิปีฬนโต โดยเบียดเบียนเฉพาะหน้าอยู่เนืองๆ
ทุกขมโต โดยทนได้ยาก
ทุกขวัตถุโต โดยเป็นที่ตั้งของทุกข์
โรคโต โดยเป็นโรค
คัณฑโต โดยเป็นแผลฝี
สัลลโต โดยเป็นลูกศรเสียบ
อฆโต โดยความชั่วร้าย
อาพาธโต โดยความป่วยไข้
อีติโต โดยความหายนะ
อุปัททวโต โดยเป็นอุปัทวะ
ภยโต โดยเป็นภัย
อุปสัคคโต โดยเป็นอุปสรรค
อตาณโต โดยไม่เป็นที่ต้านทาน
อเลณโต โดยไม่เป็นที่หลบลี้
อสรณโต โดยไม่เป็นที่พึ่ง
อาทีนวโต โดยเป็นโทษร้าย
อฆมูลโต โดยเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย
วธกโต โดยเป็นฆาตกร



(หน้าที่ 355)



สาสวโต โดยมีอาสวะ
มารามิสโต โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร
ชาติธัมมโต โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา
ชราธัมมโต โดยมีความแก่เป็นธรรมดา
พยาธิธัมมโต โดยมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา
มรณธัมมโต โดยมีความตายเป็นธรรมดา
โสกธัมมโต โดยมีความโศกเป็นธรรมดา
ปริเทวธัมมโต โดยมีความคร่ำครวญเป็นธรรมดา
อุปายาสธัมมโต โดยมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา
สังกิเลสิกธัมมโต โดยมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา


เห็นอยู่ (ซึ่งสังขารทั้งปวง) โดยอสุภะ (ความไม่งาม) โดยเป็นบริวารของทุกขลักขณะ ด้วยเหตุทั้งหลาย เช่นเป็นต้นว่า


อธัญญโต โดยเป็นของไม่งาม
ทุคคันธโต โดยมีกลิ่นชั่ว
เชคุจฉโต โดยเป็นของน่าเกลียด
ปฏิกูลโต โดยเป็นของปฏิกูล
อมัณฑนโต โดย (ปรากฏชัดด้วย) การไม่ตบแต่ง
วิรูปโต โดยเป็นรูปพิการ
วิภัจฉโต โดยเป็นของควรสลัดทิ้งไป


เห็นอยู่ (ซึ่งสังขารทั้งปวง) โดยความเป็นอนัตตา ด้วยเหตุทั้งหลาย เช่นเป็นต้นว่า


ปรโต โดยเป็นปรปักษ์
ริตตโต โดยเป็นของเปล่า
ตุจฉโต โดยเป็นของว่าง



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]