วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๕๖ - ๓๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 356)



สุญญโต โดยเป็นของสูญ
อัสสามิกโต โดยไม่มีเจ้าของ
อนิสสรโต โดยไม่มีผู้เป็นใหญ่
อวสวัตติโต โดยไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ


โยคีท่านนี้ ผู้เห็นอยู่ด้วยประการดังกล่าวมานี้แหละ เป็นอันเรียกได้ว่า ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ กำหนดรู้สังขารทั้งหลายอยู่


[อุปมาด้วยบุรุษจับปลา]

(ถามว่า) แต่โยคาวจรผู้นี้กำหนดรู้สังขารทั้งหลายเหล่านี้อยู่อย่างนั้น เพื่ออะไร ?
(ตอบว่า) เพื่อให้บรรลุถึงอุบายแห่งการพ้นไป (จากสังขารทั้งหลาย) ในการบรรลุอุบาย แห่งการพ้นไปนั้น มีอุปมาดังต่อไปนี้
สมมุติว่า บุรุษผู้หนึ่ง คิดจักจับปลา คว้าเอาสุ่มจับปลาไปสุ่มลงในน้ำ บุรุษผู้นั้นหย่อนมือลงไปทางปากสุ่ม จับเอางูไว้ที่คอใน (ใต้) น้ำ ก็ดีใจว่า ข้าจับปลาได้แล้ว เขานึกอยู่ว่า “ข้าได้ปลาตัวใหญ่จริงๆ” จึงยกขึ้นมาดู พอเห็นสวัสติกะ (ดอกจันทน์) ๓ อัน ก็รู้ได้ว่าเป็นงู จึงกลัวเห็นโทษร้าย ท้อใจในการจับ (งู) ไว้ ปรารถนาเพื่อที่จะพ้นไป จึงทำอุบายเพื่อพ้นไป (จากงู) แกะปลดมือออก (จากงู) ตั้งแต่ปลายหาง แล้วยกแขนขึ้นแกว่ง (งู) เหนือศีรษะ ๒ -๓ รอบทำให้งูเปลี้ย แล้วเหวี่ยง (งู) ไปด้วยคำว่า “ไป ! เจ้างูร้าย” แล้วรีบขึ้นขอบหนอง ยืนมองดูทางที่ตนมา โดยรำพึงอยู่ว่า “เอาละ เป็นอันว่าเรารอดพ้นจากปากของเจ้างูใหญ่มาได้แล้ว”
ในอุปมานั้น กาลเวลาที่โยคีแม้นี้ได้อัตตภาพ (เกิดเป็นมนุษย์) แล้ว ยินดีพอใจมาตั้งแต่แรก (รู้ความ) นั่นเลย เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษผู้นั้นจับงูที่คอมันไว้แล้วดีใจว่าเป็นปลา การที่โยคีผู้นี้ทำการย่อยความเป็นก้อน (ของสังขาร) ออกไป แล้วเห็นพระไตรลักษณ์ในสังขารทั้งหลาย เปรียบความเหมือนการที่บุรุษผู้นั้นนำเอาหัว (งู) ออกมาจากปากสุ่ม แล้วเห็นสวัสติกะ ๓ อัน ภยตุปัฏฐานญาณ (ญาณกำหนดรู้ในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัว) ของโยคีท่านนี้ เปรียบเหมือนการที่บุรุษผู้นั้นกลัว (งู) อาทีนวานุปัสสนาญาณ (ญาณกำหนดรู้โดยการเห็นเนืองๆ ซึ่งโทษร้าย) เปรียบเหมือนการเห็นโทษร้ายจากการจับงูนั้น,



(หน้าที่ 357)



นิพพิทานุปัสสนาญาณ (ญาณกำหนดรู้โดยการเห็นเนืองๆด้วยความเบื่อหน่าย) เปรียบความท้อใจในการจับ (งู) ไว้ มุญจิตุกัมยตาญาณ (ญาณกำหนดรู้ด้วยความปรารถนาที่จะพ้นไป) เปรียบเหมือนความมุ่งหมายที่จะพ้นงู การยกพระไตรลักษณ์เข้าในสังขารทั้งหลาย ด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ เปรียบเหมือนการทำอุบายแห่งการพ้นไป (จากงู)

ความจริง บุรุษผู้นั้นผู้แกว่งงูทำให้มันเปลี้ย ทำให้มันไม่สามารถวกมากัดได้ แล้วปล่อยมันไปเป็นการปล่อยอย่างดี ฉันใด โยคาวจรท่านนี้ก็ฉันนั้น เวียนกำหนดสังขารทั้งหลายด้วยการยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ทำให้ทุพลภาพ ทำให้ถึงความไม่สามารถปรากฏโดยอาการเที่ยงเป็นสุข เป็นของงดงาม และเป็นอัตตาได้อีกต่อไป ชื่อว่าพ้นไป เป็นการพ้นไปอย่างดี เพราะฉะนั้นจึงกล่าวไว้ว่า (ข้างต้น) ว่า “กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น เพื่อให้บรรลุถึงอุบายแห่งการพ้นไป” เป็นอันว่าปฏิสังขาญาณ บังเกิดขึ้นแล้วแก่โยคาวจรท่านนั้น ด้วยการกำหนดเพียงเท่านี้ ซึ่งเป็นญาณที่ท่านกล่าวระบุถึงไว้ (ในปฏิสัมภิทามรรค) ว่า
(ถามว่า) เมื่อพระภิกษุมนสิการโดยความไม่เที่ยง ญาณกำหนดรู้ทบทวน (ปฏิสังขาญาณ) อะไรบังเกิดขึ้น ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์......เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณกำหนดรู้ทบทวนอะไรบังเกิดขึ้น”
(ตอบว่า) เมื่อพระภิกษุมนสิการโดยความไม่เที่ยง ญาณกำหนดทบทวนซึ่งนิมิตบังเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณกำหนดรู้ทบทวนความเป็นไป (ของสังขารทั้งหลาย) บังเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณกำหนดรู้ทบทวนทั้งนิมิตและความเป็นไปบังเกิดขึ้น” ดังนี้
และคำว่า “กำหนดรู้ทบทวนซึ่งนิมิต” ในบาลีนั้น หมายความว่า รู้นิมิตคือสังขารโดยอนิจจลักษณะว่า “ไม่ยั่งยืนเป็นไปชั่วคราว” ก็และเป็นความจริงว่า รู้ก่อนแล้ว ญาณบังเกิดขึ้นภายหลัง ถึงกระนั้น ท่านก็กล่าวอย่างนั้น ถึงกระนั้น ท่านก็กล่าวอย่างนั้น ด้วยโวหาร ดุจดังคำว่า “อาศัยใจและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณบังเกิดขึ้น” ดังนี้เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วอย่างนั้น เพราะทำคำหน้า (ปฏิสังขา = รู้ทบทวน) และคำหลัง (อุปฺปชฺชติ = บังเกิดขึ้น) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดย เอกัตตนัย ถึงแม้ในอีก ๒ บท ก็พึงทราบความหมายโดยนัยนี้ด้วยประการฉะนี้


จบ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ



(หน้าที่ 358)



[ ๑๑. สังขารุเปกขาญาณ]

[ สุญญตานุปัสสนา การเห็นเนืองๆ โดยความว่างเปล่ามีเงื่อน ๒]

โยคาวจรนั้นครั้นกำหนดรู้ว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นของว่างเปล่า” ด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ดังกล่าวมาแล้วนั้น จึงกำหนดสุญญตา (ความว่างเปล่า) มีเงื่อน ๒ ต่อไปอีกว่า “สังขารนี้ ว่างเปล่าจากอัตตา ๑ หรือ ว่างเปล่าที่เนื่องด้วยอัตตา ๑”


[สุญญตา มีเงื่อน ๔]

โยคาวจรนั้นไม่เห็นอัตตา ไม่เห็นอะไร ๆ อื่นที่ตั้งอยู่ในภาวะเป็นบริขารของอัตตา ก็กำหนดรู้ สุญญตา มีเงื่อน ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอธิการแห่ง สุญญตานุปัสสนา นี้ต่อไปอีกว่า
๑. นาหํ กฺวจนิ - ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหน ๆ
๒. กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมี - ในความเป็นอะไรๆของใครๆ
๓. น จ มม กฺวจนิ - และไม่มีอยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน
๔. กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนตตฺถิ - ไม่มีความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ


[อธิบายความสุญญตา มีเงื่อน ๔]

(ถามว่า) กำหนดรู้อย่างไร ? (ตอบว่า)
๑. ที่จริง คำว่า “นาหํ กฺวจนิ - ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหน ๆ” หมายความว่า โยคาวจรผู้นี้ ไม่เห็นอัตตา ณ ที่ไหน ๆ
๒. คำว่า “กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมี – ในความเป็นอะไร ๆ ของใคร ๆ” หมายความว่า “ไม่เห็นอัตตาของตนเอง ที่พึงนำเข้าไปในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ อื่น” อธิบายว่า ไม่เห็นอัตตาที่เป็นพี่ชายน้องชาย ที่พึงมั่นหมายนำเข้ามาในฐานะเป็นพี่ชายน้องชาย หรือว่า



(หน้าที่ 359)



ไม่เป็นอัตตาที่เป็นสหาย ที่พึงมั่นหมายนำเข้ามาในฐานะเป็นสหาย หรือว่า ไม่เป็นอัตตาที่เป็นบริขาร ที่พึงมั่นหมายนำเข้ามาในฐานะเป็นบริขาร

๓. ในคำว่า “น จ มม กฺวจนิ - และไม่มีอยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน” นั้น ยกเอาศัพท์ว่า “มม – ของฉัน” ออกเสียก่อน (เหลือเพียง) ว่า “น จ กฺวจนิ-และไม่มี ณ ที่ไหนๆ” มีอธิบายอย่างนี้ว่า “และไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่น ณ ที่ไหนๆ”
๔. คราวนี้นำเอาศัพท์ว่า “มม – ของฉัน” มา (ไว้ในประโยคหลัง) ว่า “มม กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนตตฺถิ ไม่มีความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆของฉัน” หมายความว่า “ม่เห็นว่า อัตตาของบุคคลอื่นนั้นมีอยู่ในความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน” อธิบายว่า ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นที่พึงนำเข้ามาโดยความเป็นอะไรๆ นี้ ในฐานะอะไรๆ คือว่าเป็นพี่ชายน้องชายในฐานะที่เป็นพี่ชายน้องชายของตน หรือว่าเป็นสหายในฐานะเป็นสหาย (ของตน) หรือว่า เป็นบริขารในฐานะเป็นบริขาร (ของตน)
(รวมความ) โยคาวจรท่านนี้ เพราะเหตุที่
๑. ไม่เห็นเลยซึ่งอัตตา ณ ที่ไหนๆ
๒. ไม่เห็นอัตตานั้นที่พึงนำเข้ามาในความเป็นอะไรๆ ของบุคคลอื่น
๓. ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่น
๔. ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นที่พึงนำเข้ามาในความเป็นอะไรๆ ของตน
เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า โยคาวจรท่านนี้กำหนดรู้ สุญญตา มีเงื่อน ๔ แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

[สุญญตา โดยอาการ ๖]

ครั้นกำหนดรู้สุญญตามีเงื่อน ๔ อย่างนี้แล้ว โยคาวจรจึงกำหนดรู้สุญญตา โดยอาการ ๖ ต่อไปอีก
(ถามว่า) กำหนดรู้สุญญตา โดยอาการ ๖ อย่างไร ?



(หน้าที่ 360)



(ตอบว่า) กำหนดรู้ว่า จักขุเป็นของว่างจากอัตตา ๑ หรือจาสิ่งเนื่องด้วยอัตตา ๑ หรือจาความเป็นของเที่ยง ๑ หรือจากความเป็นของยั่งยืน ๑ หรือจากความเป็นของคงทน ๑ หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑
โสตะ....ฆานะ.....ชิวหา.....กาย....ใจ.....รูปเป็นของว่างเปล่า.....เสียง.....กลิ่น.....รส....โผฏฐัพพะ....ธรรมารมณ์เป็นของว่างเปล่า....จักขุวิญญาณ....ฯลฯ....มโนวิญญาณ....จักขุสัมผัส.....
พึงนำนัยโดยประการดังกล่าวนี้ไปจนถึงชรามรณะ ด้วยประการฉะนี้


[สุญญตา โดยอาการ ๘]

ครั้นกำหนดรู้สุญญตาโดยอาการ ๖ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๘ ต่อไปอีก คือ กำหนดรู้ดังนี้อย่างไรล่ะ รูปไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่ายั่งยืน ๑หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นสุข ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นอัตตา ๑ หรือโดยเป็นของเที่ยง ๑ หรือโดยเป็นของยั่งยืน ๑ หรือโดยเป็นของคงทน ๑ หรือโดยความเป็นของไม่แปรผัน เป็นธรรมดา ๑
เวทนา....สัญญา....สังขาร.....วิญญาณ....จักขุ....โสตะ....ฯลฯ ชรามรณะไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่าเที่ยง ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระยั่งยืน ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นสุข ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นอัตตา ๑ หรือโดยเป็นของเที่ยง ๑ หรือโดยเป็นของยั่งยืน ๑ หรือโดยเป็นของคงทน ๑ หรือโดยความเป็นของไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑ เปรียบเหมือนต้นอ้อไม่มีแก่น หาแก่นมิได้ปราศจากแก่น ฉันใด เปรียบเหมือนต้นละหุ่งไม่มีแก่น หาแก่นมิได้ ปราศจากแก่น เปรียบเหมือต้นมะเดื่อ....ฉันใด เปรียบเหมือนต้นกุ่ม....ฉันใด เปรียบเหมือนต้นทองกวาว....ฉันใด เปรียบเหมือนฟองน้ำ....ฉันใด เปรียบเหมือนต่อมน้ำ.... ฉันใด เปรียบเหมือนพยับแดด....ฉันใด เปรียบเหมือนต้นกล้วย....ฉันใด เปรียบเหมือนยามา ไม่มีแก่น หาแก่นมิได้ ปราศจากแก่น ฉันใด รูป....ฯลฯ....ชรามรณะ ก็ฉันนั้นนั่นแล ไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่าเที่ยง ๑ หรือว่า....ฯลฯ....โดยความเป็นของไม่แปรผันธรรมดา ๑ ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]