วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๖๑ - ๓๖๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 361)



[สุญญตา โดยอาการ ๑๐]

โยคาวจรนั้น ครั้นกำหนดรู้สุญญตาโดยอาการ ๘ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๑๐ ต่อไปอีก
(ถาม) กำหนดรู้อย่างไร ?
(ตอบ) โยคาวจรผู้นั้นเห็นอยู่ซึ่งรูปโดยความเป็นของว่าง ๑ เห็นอยู่โดยความเป็นของว่างเปล่า ๑.....โดยความเป็นของสุญ ๑....โดยความเป็นอนัตตา ๑....โดยความไมมีผู้เป็นใหญ่ ๑.....โดยความไม่เป็นของพึงกระทำได้ตามความปรารถนา ๑....โดยความเป็นของอันบุคคลไม่พึงบรรลุถึง ๑.....โดยเป็นของไม่เป็นไปในอำนาจ ๑....โดยความเป็นปรปักษ์ ๑....โดยความเป็นของว่าง ๑
เห็นอยู่ซึ่งเวทนา....วิญญาณโดยความเป็นของว่าง....ฯลฯ....เห็นอยู่....โดยความเป็นของว่าง ดังนี้

[สุญญตา โดยอาการ ๑๒]

ครั้นกำหนดรู้สุญญตาโดยอาการ ๑๐ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๑๒ ต่อไปอีก คือ กำหนดรู้ดังนี้อย่างไรล่ะ
รูปมิใช่สัตว์ ๑ มิใช่ชีวะ ๑ มิใช่คน ๑ มิใช่มาณพ ๑ มิใช่สตรี ๑ มิใช่บุรุษ ๑ มิใช่อัตตา ๑ มิใช่ของเนื่องด้วยอัตตา ๑ มิใช่ฉัน ๑ มิใช่ของฉัน ๑ มิใช่ของบุคคลอื่น ๑ มิใช่ของใครๆ ๑
เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ....มิใช่ของใครๆ....ดังนี้


[สุญญตา โดยอาการ ๔๒]

ครั้นกำหนดรู้สุญญตาโดยอาการ ๑๒ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้สุญญตาโดยอาการ ๔๒ ด้วยตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยความไตรตรอง) ต่อไปอีก กล่าวคือ เห็นอยู่ซึ่งรูป)



(หน้าที่ 362)



๑. อนิจจโต โดยความไม่เที่ยง
๒. ทุกขโต โดยความเป็นทุกข์
๓. โรคโต โดยความเป็นโรค
๔. คัณฑโต โดยความเป็นหัวฝี
๕. สัลลโต โดยความเป็นลูกศรเสียบ
๖. อฆโต โดยความชั่วร้าย
๗. อาพาธโต โดยความป่วยไข้
๘. ปรโต โดยเป็นปรปักษ์
๙. ปโลกโต โดยความแตกทำลาย
๑๐. อีติโต โดยความหายนะ (จัญไร)
๑๑. อุปัททวโต โดยเป็นอุปัทวะ
๑๒. ภยโต โดยเป็นภัย
๑๓. อุปสัคคโต โดยเป็นอุปสรรค
๑๔. จลโต โดยความหวั่นไหว
๑๕. ปภังคุโต โดยความผุพัง
๑๖. อัทธุวโต โดยความไม่ยั่งยืน
๑๗. อตาณโต โดยไม่เป็นที่ต้านทาน
๑๘. อเลณโต โดยไม่เป็นที่หลบลี้
๑๙. อสรณโต โดยไม่เป็นที่พึ่ง
๒๐. อสรณีภูตโต โดยเป็นสิ่งที่ถือเป็นที่พึ่งมิได้
๒๑. ริตตโต โดยเป็นของเปล่า
๒๒. ตุจฉโต โดยเป็นของว่าง
๒๓. สุญญโต โดยเป็นของสูญ



(หน้าที่ 363)



๒๔. อนัตตโต โดยไม่มีอัตตา
๒๕. อนัสสาทโต โดยหาความอบอุ่นใจมิได้
๒๖. อาทีนวโต โดยเป็นโทษร้าย
๒๗. วิปริณามธัมมโต โดยมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา
๒๘. อสารกโต โดยหาแก่นสรมิได้
๒๙. อฆมูลโต โดยเป็นมูลแห่งความชั่วร้าย
๓๐. วธกโต โดยเป็นฆาตกร
๓๑. วิภวโต โดยปราศจากความเจริญ
๓๒. สาสวโต โดยมีอาสวะ
๓๓. สังขตโต โดยเป็นของถูปรุงแต่งไว้
๓๔. มารามิสโต โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร
๓๕. ชาติธัมมโต โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา
๓๖. ชราธัมมโต โดยมีความแก่เป็นธรรมดา
๓๗. พยาธิธัมมโต โดยมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา
๓๘. มรณธัมมโต โดยมีความตายเป็นธรรมดา
๓๙. โสกปริเทวทุกข- โดยมีความโศก มีความคร่ำครวญ มีทุกข์
โทมนัสสุปายาสธมฺมโต มีความโทมนัส มีความคับแค้นใจ เป็น
ธรรมดา
๔๐. สมุทยโต โดยเป็นแดนเกิด
๔๑. อัตถังคมโต โดยการถึงความดับสูญ
๔๒. นิสสรณโต โดยเป็นของควรหลีกหนีไป


เห็นอยู่ซึ่งเวทนา....ซึ่งสัญญา....ซึ่งสังขาร.....ซึ่งวิญญาณ โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ โดยเป็นของควรหลีกหนีไป



(หน้าที่ 364)



อนึ่ง ท่านกล่าวคำต่อไปนี้ว่า “เมื่อเห็นรูปโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ โดยเป็นของควรหลีกหนีไป ชื่อว่าเห็นโลกโดยความเป็นของวางเปล่า เมื่อเห็นเวทนา....ฯลฯ....วิญญาณ โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ โดยเป็นของควรหลีกหนีไป ชื่อว่าเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า (สมด้วยพระพุทธดำรัสที่ทรงตรัสแก่ท่านโมฆราชว่า)


สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต
อตฺตานุทิฏฐึ โอหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา
เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ.


แปลความว่า

ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติตลอดเวลา มองเห็น
โลกโดยความเป็นของว่างเปล่า พึงถอนอัตตานุทิฏฐิ (คือ
ความเห็นเนืองๆว่ามีอัตตา) เสีย จึงจะเป็นผู้ข้ามพ้นมฤตยู
ด้วยอาการอย่างนั้น มัจจุราช (มองหา) ไม่เห็นบุคคลผู้มอง
เห็นโลกอย่างนี้


[วิโมกขกถา]

ครั้นโยคาวจรเห็น (โลก) โดยความเป็นของว่างเปล่าอย่างนั้นแล้ว ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ กำหนดรู้สังขารทั้งหลายอยู่ ก็ละความกลัวและความพึงพอใจเสียได้ เป็นผู้มีตนเป็นกลาง วางเฉยในสังขารทั้งหลายไม่ถือว่า “เป็นฉัน” หรือว่า “เป็นของฉัน” เป็นเหมือนบุรุษผู้หย่าขาดภรรยาแล้ว

[สังขารุเปกขาญาณเปรียบด้วยบรุษผู้หย่าขาดภรรยา]

เล่ากันว่า บุรุษผู้มีภรรยาเป็นที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพึงพอใจ ปราศจากภรรยานั้นเสียแล้ว เขามิสามารถทนอยู่ได้แม้แต่ครู่เดียว เขารักภรรยานั้นเสียเหลือเกิน บุรุษผู้นั้นเห็นสตรีผู้เป็นภรรยานั้น ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี (หรือนอนอยู่ก็ดี) พูดอยู่ก็ดี หัวเราะอยู่ก็ดี



(หน้าที่ 365)



กับบุรุษอื่น (เขาก็โกรธ ขัดเคืองใจ ประสบโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง ครั้นกาลต่อมา บุรุษผู้นั้นได้เห็นโทษชั่วร้ายของสตรีผู้นั้น ก็มีความปรารถนาที่จะพ้น (จากเธอ) จึงอย่าขาดเธอ ไม่ถือหญิงนั้นว่า “เป็นของฉัน” จำเดิมแต่นั้นมา แม้เขาจะเห็นเธอ ทำอะไรๆ อยู่กับใครๆก็ไม่โกรธเคือง ไม่ถึงความโทมนัส มีตนเป็นกลางวางเฉยได้โดยแท้ ชื่อฉันใด โยคาวจรผู้นี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เป็นผู้มีความปรารถนาเพื่อพ้นไปเสียจากสังขารทั้งปวง กำหนดรู้สังขารทั้งหลายอยู่ด้วย ปฏิสังขานุปัสสนา ไม่เห็นความที่สังขารทั้งหลายเป็นของที่พึงถือเอาได้ว่า “เป็นฉัน เป็นของฉัน” จึงละความกลัวและความพึงพอใจเสียได้ เป็นผู้มีตนเป็นกลางวางเฉยในสังขารทั้งปวง เมื่อโยคาวจรผู้นั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็ถอยกลับ หวนกลับวกกลับ ไม่แพร่กระจายไปในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ วางเฉยอยู่ หรือถอยกลับมา ตั้งมั่นอยู่ เปรียบเหมือนหยดน้ำในใบบัวซึ่งขอบใบงอนิดๆ กลิ้งกลับอยู่ วกกลับอยู่ กลอกกลับอยู่ ไม่แผ่กระจายไป ชื่อแม้ฉันใด (จิตของโยคาวจร) ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เปรียบเหมือนขนไก่และสายเอ็น ที่เขาใส่เผาในไฟ ก็งอกลับ งอนกลับ วกกลับ ไม่เหยียดยึดออก ชื่อแม้ฉันใด จิต (ของโยคาวจร) ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ ไม่แพร่กระจายไปในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ วางเฉยอยู่ หรือ ถอยกลับ ตั้งมั่นอยู่

เป็นอันว่า ญาณชื่อ สังขารุเปกขาญาณ บังเกิดขึ้นแล้วแก่โยคีท่านนั้นด้วยประการฉะนี้

[อุปมาด้วยนกการู้ทิศ]

แต่ว่า สังขารุเปกขาญาณที่บังเกิดขึ้นแล้วนี้นั้น ถ้าเห็นพระนิพพาน อันเป็นทางสันติ โดยความสงบ ก็จะสลัดทิ้งความเป็นไปของสังขารทั้งปวงแล้วแล่นเข้าสู่พระนิพพานเลยทีเดียว หากว่า ยังไม่เห็นพระนิพพาน โดยความสงบ (สังขารุเปกขาญาณ) ก็มีสังขารเป็นอารมณ์อย่างเดียว แล้วดำเนินไปอยู่ แล้วๆ เล่าๆ เปรียบเหมือนนกกาของพวกพ่อค้าเดินเรือทะเล



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]