วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๓๘๖ - ๓๙๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 386)



นิพพานอันหานิมิตมิได้เป็นอารมณืจึงเป็นญาณมีชื่อว่าไม่มีนิมิต แล้วตนเองก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปฏิปทาที่มา แล้วให้ชื่อเรียกแก่มรรค” ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกมรรคว่าไม่มีนิมิต

แต่คำกล่าวที่ว่า “ผลก็มีชื่อว่าไม่มีนิมิตโดยที่มาคือมรรค” ดังนี้ ก็สมควรอยู่เหมือนกัน ทุกขานุปัสสนา มีชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะมาทำให้ปณิธิในสังขารทั้งหลายเหือดแห้งไป มรรคของอัปปณิหิตวิปัสสนา ชื่อว่าอัปปณิหิตะ ผลของอัปปณิหิตมรรค ก็มีชื่อว่าอัปปณิหิตวิปัสสนาให้ชื่อของตนแก่มรรค (และ) มรรคให้ชื่อแก่ผลอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยประการฉะนี้ นี้ได้ชื่อโดยอาคมนะ
สังขารุเปกขาญาณนี้กำหนดความแตกต่างของวิโมกข์ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ด้วยประการฉะนี้

จบ สังขารุเปกขาญาณ


[๑๒. อนุโลมญาณ]

เมื่อโยคีนั้นเสพเนืองๆ ทำให้เกิดขึ้น ทำให้มากขึ้น ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้นอยู่ศรัทธา คืออธิโมกข์ ก็เกิดมีกำลังเข้แข็งขึ้น ความเพียรก็ได้รับประคับประคองดี สติก็เข้าตั้งอยู่เป็นอย่างดี จิตก็เป็นสมาธิดีขึ้น สังขารุเปกขาก็บังเกิดแก่กล้ายิ่งขึ้น ครั้นโยคีนั้นเกิดความคิดว่า “มรรค (ญาณ) จักเกิด ณ บัดนี้ แน่” สังขารุเปกขาก็กำหนรู้สังขารทั้งหลายว่าไม่เที่ยง หรือว่าเป็นทุกข์ หรือว่าเป็นอนัตตา แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ ในลำดับแห่งภวังค์ มโนทวาราวัชชนจิตก็เกิดขึ้น ทำสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์ว่าไม่เที่ยง หรือว่าเป็นทุกข์ หรือว่าเป็นอนัตตา โดยนัยเดียวกับที่สังขารุเปกขาญาณทำมาแล้วนั่นแหละ ในลำดับแห่งกิริยาจิตที่เกิดขึ้น หันเหภวังคจิตไปจากมโนทวารวัชชนะนั้น ชวนจิตดวงที่ ๑ (คืออนุโลมญาณ ที่ ๑) ซึ่งท่านเรียกว่า “บริกรรม” ก็เกิดขึ้นสืบต่อตามติดไม่มีช่องว่าง ทำสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์อย่างนั้นเหมือนกัน ในลำดับนั้น ชวนจิตดวงที่ ๒ (อนุโลมญาณ ที่ ๒) ซึ่งท่านเรียกว่า “อุปจาร” ก็เกิดขึ้นทำสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์อย่างนั้นเหมือนกัน แม้ในลำดับต่อจากนั้น ชวนจิตดวงที่ ๓ ซึ่งท่านเรียกว่า “อนุโลม” (คืออนุโลมญาณ ที่ ๓) ก็เกิดขึ้นทำสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์อย่างนั้นเหมือนกัน



(หน้าที่ 387)



ชื่อ (ที่เรียก) นี้เป็นชื่อเฉพาะของชวนจิต ๓ ดวงเหล่านั้น แต่จิตทั้ง ๓ อย่างนี้ จะเรียกว่า “อาเสวนะ” บ้าง ว่า “บริกรรม” บ้าง ว่า “อุปจาร” บ้าง ว่า “อนุโลม” บ้าง โดยไม่แตกต่างกัน ก็สมควร
(ถามว่า) เป็นอนุโลมของอะไร ?
(ตอบ) เป็นอนุโลมของญาณทั้งหลายที่เป็นส่วนเบื้องหน้าและของธรรมทั้งหลายที่เป็นส่วนเบื้องหลัง เพราะว่าอนุโลมญาณนั้นคล้อยตามวิปัสสนาญาณ ๘ เบื้องหน้า เพราะมีกิจเหมือนกัน และคล้อยตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเบื้องบน (เบื้องหลัง) จริงอยู่ อนุโลมญาณนั้น เพราะเหตุปรารภสังขารทั้งหลายแล้วดำเนินไปโดยลักษณะมีอนิจจลักษณะ เป็นต้น จึงอนุโลมคล้อยตามญาณทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ เพราะกิจ (กำหนดพิจารณาพระไตรลักษณ์) เหมือนกัน ประหนึ่งจะพูดโดยความว่า
๔. อุทยพยญาณ ได้เห็นแล้วซึ่งความเกิดและดับไปของธรรมทั้งหลาย ที่มีความเกิดและความดับอยู่เป็นปรกตินั่นแลหนอ” และว่า
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ ได้เห็นความดับของธรรมทั้งหลาย ที่มีแต่ความดับอยู่อย่างเดียว แล้วละหนอ” และว่า
๖. สิ่งซึ่งมีแต่ความน่ากลัวแต่อย่างเดียวหนอ ปรากฏโดยเป็นที่น่ากลัวแก่ ภยตุปัฏฐานญาณแล้ว” และว่า
๗. อาทีนวานุปัสสนญาณ ได้เห็นโทษเลวร้ายในธรรมที่มีแต่โทษเลวร้ายอย่างเดียวแล้วละหนอ” และว่า
๘. นิพพิทาญาณ ก็เบื่อหน่ายแล้ว ในธรรมที่น่าเบื่อหน่ายเสียจริงๆ ละหนอ และว่า
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ก็เกิดปรารถนาเพื่อจะพ้นไปเสียจากธรรมที่ควรจะพ้นไปโดยแท้จริง แล้วละหนอ” และว่า
๑๐. สิ่งที่ควรทบทวนกำหนดรู้นั่นแลหนอ ข้า ฯ ได้ทบทวนกำหนดรู้ด้วย ปฏิสังขาญาณ แล้ว” และว่า
๑๑ สิ่งที่ควรวางเฉยนั่นแลหนอ ข้า ฯ ได้วางเฉยด้วย สังขารุเปกขาญาณ แล้ว” ดังนี้



(หน้าที่ 388)



และอนุโลมแก่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการในเบื้องบน เพราะต้องบรรลุด้วยการปฏิบัติ (วิปัสสนาญาณทั้งหลาย) นั้น


[อุปมาอนุโลมญาณ ด้วยพระราชาผู้ทรงธรรม]

อุปมาเหมือนพระราชาผู้ทรงธรรม ประทับนั่งในสถานวินิจฉัย ทรงสดับคำวินิจฉัยของท่านมหาอำมาตย์ผู้ว่าคดี ๘ ท่านแล้ว ทรงละการถึงอคติเสีย ทรงตั้งพระองค์เป็นกลาง มีพระราชดำรัสอำนวยตามว่า “จงเป็นอย่างนั้นเถิด” ชื่อว่าทรงอนุโลมแก่คำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์เหล่านั้นด้วย และทรงอนุโลมแก่โบราณราชธรรมด้วย ฉันใด ข้อเปรียบนี้ ก็พึงทราบฉันนั้น เพราะว่า อนุโลมญาณ เปรียบเหมือนพระราชา ญาณทั้งหลาย ๘ เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ว่าคดี ๘ ท่าน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เปรียบเหมือนโบราณราชธรรมในอุปมานั้น พระราชา เมื่อทรงมีพระราชดำรัสว่า “จงเป็นอย่างนั้นเถิด” ชื่อว่าทรงอนุโลมแก่คำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์ทั้งหลายผู้ว่าคดีด้วย ทรงอนุโลมแก่ราชธรรมด้วย ฉันใด อนุโลมญาณนี้ก็ฉันนั้น เมื่อเกิดขึ้นปรารภสังขารทั้งหลายโดยพระไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยง เป็นต้น ชื่อว่าอนุโลมแก่ญาณทั้งหลาย ๘ เพราะมีกิจเหมือนกันด้วย และอนุโลมแก่โพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ๓๗ ในเบื้องต้น (ในขณะมรรคญาณ) ด้วย เพราะเหตุนั้นแหละท่านจึงเรียกว่า สัจจานุโลมมิกญาณ ด้วยประการฉะนี้
ก็และ อนุโลมญาณ นี้ เป็นญาณสุดท้ายของวุฏฐานคามินีวิปัสสนา ซึ่งมีสังขารเป็นอารมณ์ แต่ทว่า โคตรภูญาณ เป็นปริโยสานของวุฏฐานคามินีวิปัสสนาทั้งหมด โดยประการทั้งปวง

จบ อนุโลมญาณ

[วุฏฐานคามินีวิปัสสนา ในชื่ออื่น]

เพื่อไม่หลงสับสนใน วุฏฐานคามินีวิปัสสนา (ที่กล่าวมา) นั้นนั่นแล ณ บัดนี้ ควรทราบการเปรียบเทียบทางพระสูตรไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อนี้เป็นอย่างไร ? คือว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า



(หน้าที่ 389)



๑. ตรัสเรียกไว้ใน สฬายตนวิภังคสูตร ว่า “อตัมมยตา ความไม่มีตัณหา

เกิดขึ้นจากโลกียสังขาร” ด้วยพรดำรัสอย่างนี้ว่า “อตมฺมยตํ ภิกฺขเว นิสฺสาย อตมฺมยตํ อาคมฺม. ยายํ อุเปกฺขา เอกตฺตา เอกตฺ ตสิตา, ตํ ปชหถ ตํ สมติกฺกมถ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอาศัย อตัมมยตา (หมายถึง วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) มาถึง อตัมมยตา แล้ว จงละอุเบกขาซึ่งมีความเป็นสภาวะเดียวอาศัยความมีอารมณ์เดียวนี้นั้นเสีย จงก้าวข้ามอุเบกขาซึ่งมีความเป็นสภาวะเดียว อาศัยความมีอารมณ์เดียวนี้นั้นไปเสีย” ดังนี้

๒. ตรัสเรียกไว้ใน อลคัททูปมสูตร ว่า “นิพพิทา” ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ว่า

“นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ, วิราคา วิมุจฺจติ” แปลว่า “เมื่อเบื่อหน่าย ก็คลายกำหนัด เพราะปราศจากกำหนัด ก็หลุดพ้นไป” ดังนี้

๓. ตรัสเรียกไว้ใน สุสิมสูตร ว่า “ธัมมฐิติญาณ” ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ว่า “ปุพฺเพ โข สุสิม ธมฺมฏฺฐิติญาณํ, ปจฺฉา นิพฺพาเน ญิณํ” แปลว่า “ดูก่อนสุสิมะ ธัมมฐิติญาณ เกิดก่อนแล ญาณในพระนิพพานเกิดในภายหลัง” ดังนี้

๔. ตรัสเรียกไว้ใน โปฏฐปาทสูตร ว่า “สัญญัคคะ” ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ว่า “สญฺญา โข โปฏฺฐปาท ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ปจฺฉา ญาณํ” แปลว่า “ดูก่อนโปฏฐปาทะ สัญญา (สัญญคคะ) แลเกิดก่อน ญาณภายเกิดหลัง” ดังนี้

๕. พระสารีบุตรเรียกไว้ใน ทสุตตสูตร ว่า “ปาริสุทธิปธานิยังคะ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์” ด้วยคำอย่างนี้ว่า “ปฏิปทาญาณ ทสฺสนวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ แปลว่า “ปาริสุทธิปธานิยังคะ คือปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” ดังนี้



(หน้าที่ 390)



๖. กล่าวไว้ใน ปฏิสัมภิทามรรค โดย ๓ ชื่ออย่างนี้ “มุญจิตุกัมยตาใด ๑ ปฏิสังขานุปัสสนาใด ๑ และสังขารุเปกขาใด ๑ ธรรม(๓ อย่าง) นี้ มีความหมายอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน” ดังนี้

๗. ตรัสไว้ในคัมภีร์ ปัฏฐาน โดยชื่อ ๓ ชื่อ ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ว่า “อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส” แปลว่า “อนุโลม (ญาณ) เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่ โคตรภู (ญาณ) อนุโลม(ญาณ) เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่โวทาน” ดังนี้

๘. ท่านพระสารีบุตรเถระเรียกไว้ใน รถวินีตสูตร ว่า “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ์” ด้วยคำอย่างนี้ว่า “กี ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ” แปลว่า อาวุโส แต่ว่าท่านอยู่พรหมจรรย์ในพระผู้มี พระภาคเจ้า เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ” ดังนี้


อิติเนเกหิ นาเมหิ กิตฺติตา ยา มเหสินา
วุฏฐานคามินี สนฺตา ปริสุทฺธา วิปสฺสนา.
วุฏฐาตุกาโม สํสาร- ทุกฺขปงฺกา มหพฺภยา
กเรยฺย สสตํ ตติถ โยคํ ปณฺฑิตชาติโก.


แปลว่า


วุฏฐานคามินีวิปัสสนาใด ซึ่งสงบ บริสุทธิ์ พระมหาฤษี
ทรงตรัสประกาศไว้โดยชื่อหลายดังกล่าวฉะนี้ท่านผู้มีชาติบัณฑิต
ผู้ปรารถนาเพื่อออกไปจากทะเลตมคือสังสารทุกข์ซึ่งมีภัยใหญ่
หลวง พึงทำโยคะเนืองๆ ในวุฏฐานคามินีวิปัสสนานั้นแล


ปริจเฉทที่ ๒๑ ชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทส

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค
อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]