วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๐๑ - ๔๐๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 401)



[อานุภาพของมรรคญาณ]

ณ บัดนี้ เพื่อทราบโดยแจ่มแจ้งถึงอานุภาพของ (มรรค) ญาณ ๔ คือ ญาณทัสสนวิสุทธิ นี้นั่นเอง (ท่านจึงกล่าวไว้ว่า)


ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาโว วุฏฐานพลสมาโยโค
เย เยน ปหาตพฺพา ธมฺมา เตสํ ปหานญฺจ.
กิจฺจานิ ปริญฺญาทีนิ ยานิ วุตฺตานิ อภิสมยกาเล
ตานิ จ ยถาสภาเวน ชานิตพฺพานิ สพฺพานีติ.


แปลความว่า


โยคีควรทราบ


๑. ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม (๓๗) บริบูรณ์

๒. วุฏฐานะ

๓. พลสมาโยคะ

๔. การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด และ

๕. กิจทั้งหลายใด มีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้

ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น ตามสภาวะ ทุกประการ ฉะนี้


[๑. ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ บริบูรณ์]

ในเรื่องที่โยคีควรทราบนั้น คำว่า “(๑) ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม (๓๗) บริบูรณ์” หมายถึง ความบริบูรณ์ของโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย เพราะว่า ธรรมทั้งหลาย ๓๗ คือ
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘



(หน้าที่ 402)



เหล่านี้ ชื่อว่า โพธิปักขิยะ เพราะอยู่ในฝ่ายของ อริยมรรค ซึ่งได้นามว่า “โพธะ” โดยความหมายว่า การตรัสรู้ คำว่า “เพราะอยู่ในฝ่าย” หมายความว่า เพราะตั้งอยู่ใน ความเป็นอุปการะ

[สติปัฏฐาน ๔]

ในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะรุดแล่นเข้าไปตั้งอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายสตินั่นแหละเป็นปัฏฐาน ชื่อ สติปัฏฐาน แต่ทว่า สติ นั้น จำแนกโดยส่วน ๔ เพราะดำเนินไปด้วยการถือโดยอาการว่า ไม่งาม เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และเป็นอนัตตา และด้วยการทำกิจให้สำเร็จในการละเสีย ซึ่งความสำคัญ ว่างาม ว่าเป็นสุข ว่าเที่ยง ว่ามีอัตตา ในการ ในเวทนา ในจิต และในธรรม เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔


[สัมมัปปธาน ๔]

ชื่อว่า ปธาน เพราะเป็นเหตุเริ่มตั้ง การเป็นเหตุเริ่มตั้ง อันงาม ชื่อว่า สัมมัปปธาน อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะเป็นเหตุเริ่มตั้งโดยชอบ หรืออีกอย่างหนึ่ง สัมมัปปธาน นั้น ชื่อว่า งาม เพราะเว้นจากการเป็นรูปพิการด้วยกิเลส และชื่อว่า ปธาน เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้ประเสริฐ และเพราะทำความเป็นประธาน โดยความหมายว่า ทำให้สำเร็จประโยชน์และความสุข เพราะเหตุนี้ จึงชื่อสัมมัปปธาน คำว่า “สัมมัปปธาน” นี้เป็นชื่อของความเพียร
ความเพียรนี้นั้น ทำให้สำเร็จกิจในการละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ กิจในการมิให้เกิดขึ้นแก่กุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น ๑ และทำให้สำเร็จกิจในการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น ๑ ทำให้สำเร็จกิจในการตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ ด้วยเหตุนี้ จึงมี ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สัมมัปปธาน ๔


[อิทธิบาท ๔]

ชื่อว่า อิทธิ โดยความหมายว่า ความสำเร็จผล ซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เรียกว่า อิทธิบาท เพราะเป็นทางแห่งความสำเร็จ โดยความหมายว่า เป็นหัวหน้าของสัมปยุตตธรรม



(หน้าที่ 403)



ชองอิทธินั้น และโดยความหมายว่า เป็นการกระทำภาคต้นของอิทธิซึ่งเป็นผล อิทธิบาทนั้น มี ๔ อย่าง โดยธรรมมีฉันทะเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อิทธิบาท ๔ ดังพระบาลี (แปลความว่า) ว่า “อิทธิบาท ๔ คืออิทธิบาทคือฉันทะ ๑ อิทธิบาทคือวิริยะ ๑ อิทธิบาท คือ จิตตะ ๑ อิทธิบาทคือวิมังสา ๑ ดังนี้ ธรรมทั้งหลาย (มีฉันทะเป็นต้น) เหล่านี้ เป็นโลกุตตระ โดยแท้ แต่ที่เป็นโลกิยะ แม้เป็นธรรมที่ได้โดยความเป็นอธิบดี มีฉันทะเป็นต้นก็เป็นอิทธิบาท เพราะมีพระพุทธดำรัส “หากว่า ภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ” ดังนี้เป็นต้น


[อินทรีย์ ๕ และพละ ๕]

ชื่อว่า อินทรีย์ โดยความหมายว่า เป็นอธิบดี (ความเป็นใหญ่) กล่าวคือการครอบงำเพราะครอบงำเสียซึ่งอัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ) โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ปมาทะ (ความประมาท) วิกเขปะ (ความฟุ้งซ่าน) และสัมโมหะ (ความหลง) และชื่อว่า พละ โดยความหมายว่า ไม่หวั่นไหว เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายมีอัสสัทธิยะเป็นต้นครอบงำไม่ได้ อินทรีย์ และ พละ แม้ทั้งสองนั้น มี ๕ อย่าง โดยธรรมมีศรัทธาเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕


[โพชฌงค์ ๗ และองค์มรรค ๘]

อนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๗ มีสติเป็นต้น ขื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของสัตว์ผู้ตรัสรู้ และธรรมทั้งหลาย ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็น องค์ของมรรค โดยความหมายว่า เป็นไปเพื่อการนำออก (จากสังสารวัฏ) เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘


[โพธิปักขิยธรรมเกิดในจิตต่างๆกัน]

โพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ๓๗ ดังกล่าวมานี้ เมื่อโลกียวิปัสสนายังดำเนินไปในภาคต้น (ๆ) ก็ได้ใน (ขณะ) จิตต่างๆกัน คือ



(หน้าที่ 404)



กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้กายด้วยอาการ ๑๔ อย่าง ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้เวทนาด้วยอาการ ๙ อย่าง ๑ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้จิตด้วยอาการ ๑๖ อย่าง ๑ และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ โยคีผู้กำหนดรู้ธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วยอาการ ๕ อย่าง ๑
สัมมัปปธานที่ ๑ ได้ในเวลาเห็นอกุศลที่ไม่เคยเกิดขึ้น (แก่ตน) ในอัตตภาพนี้ ซึ่งเกิดขึ้น แก่บุคคลอื่นจึงคิดอยู่ว่า “อกุศลนี้เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่นผู้ปฏิบัติอย่างใด ข้าพเจ้าจักไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ อกุศลนี้ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า” แล้วพยายามมิให้ อกุศลนั้นเกิดขึ้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๒ ได้ในเวลาเห็นอกุศลถึงความฟุ้งขึ้นแก่ตนเองแล้วพยายามละอกุศลนั้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๓ ได้แก่ โยคีผู้พยายามเพื่อให้ญาณหรือวิปัสสนาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในอัตตาภาพนี้ให้เกิดขึ้น ๑ สัมมัปปธานที่ ๔ ได้แก่ โยคีผู้ทำให้ญาณหรือวิปัสสนาที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยอาการที่ (ฌานหรือวิปัสสนานั้น) จะไม่เสื่อมหายไปเสีย ๑
อิทธิบาททั้งหลายมีฉันทิทธิบาทเป็นต้น ได้ในเวลาทำอิทธิบาททั้งหลายมีฉันทิทธิบาท เป็นต้นนั้นๆ ให้เป็นธุระ (หลัก) แล้วทำกุศลให้เกิดขึ้น.....วิรัติทั้งหลาย มีสัมมาวาจาเป็นต้น ได้ในเวลางดเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีมิจฉาวาจาเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้


[โพธิปักขิยธรรมเกิดพร้อมในจิตดวงเดียวกัน]

แต่ในเวลา (มรรค) ญาณทั้ง ๔ เหล่านี้ (แต่ละญาณ) เกิดขึ้น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เหล่านี้ ได้มี (พร้อมกัน) ในจิตดวงเดียวกัน ส่วนในขณะผลจิต ได้โพธิปักขิยธรรมที่เหลือ ๓๓ เว้นสัมมัปปธาน ๔ และในบรรดาโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเหล่านี้ที่ได้ในจิตดวงเดียวกัน ดังกล่าวนี้ สติซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวนั่นแหละ ท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ด้วยทำให้สำเร็จกิจในการละความหมายรู้ มีความหมายรู้ว่างามเป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลาย มีกาย เป็นต้น วิริยะอย่างเดียวนั่นแหละ ท่านเรียกว่า สัมมปปธาน ๔ ด้วยการทำให้สำเร็จกิจมีการมิให้เกิดขึ้นแห่งอกุศลทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นต้น



(หน้าที่ 405)



แม้ในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายที่เหลือ (อีก ๕หมวด มีอิทธิบาท ๔ เป็นต้น) ก็ไม่มีการลดและการเพิ่ม

[การจำแนกข้อธรรมในโพธิปักขยธรรม ๓๗]

อีกประการหนึ่ง ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เหล่านั้น (เพื่อจำง่ายมีคาถาจำแนกข้อธรรมดังนี้)
นว เอกวิธา เอโก ทฺวธาถ จตุปญฺจธา
อฏฺฐธา นวธา เจว อิติ ฉธา ภวนฺติ เต.


ธรรมทั้งหลายนั้น มีอยู่ ๖ หมวด ดังนี้ คือธรรม
ทั้งหลาย ๙ ข้อ เป็นธรรมมีอยู่โดยหมวดเดียว ธรรม ๑ ข้อ
มีโดย ๒ หมวด อนึ่ง ธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด (และ) โดย
๔ หมวด โดย ๘ และ ๙ หมวดด้วย


คำว่า “ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อ.....โดยหมวดเดียว” หมายความว่า ธรรมทั้ง ๙ ข้อ คือ ฉันทะ ๑ จิตตะ ๑ ปีติ ๑ ปัสสัทธิ ๑ อุเบกขา ๑ สังกัปปะ ๑ วาจา ๑ กัมมันตะ ๑ อาชีวะ ๑ เหล่านี้ มีอยู่โดยหมวดเดียวเท่านั้น เช่น (ฉันทะ) เป็นฉันทิทธิบาทเป็นต้น ไม่ผนวกหมวดอื่น
คำว่า “ธรรม ๑ ข้อมีโดย ๒ หมวด” หมายความว่า (เช่น) ศรัทธาตั้งอยู่โดย ๒ หมวด โดยเป็นอินทรีย์และพละ
คำว่า “อนึ่ง ธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด (และ) โดย ๕ หมวด” อธิบายความว่า อนึ่งธรรมอื่นธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด (และ) ธรรมอื่นอีกธรรมหนึ่ง มีโดย ๕ หมวด ในธรรมมีโดย ๔ หมวดและ ๕ หมวดนั้น สมาธิข้อเดียวตั้งอยู่โดยเป็นอินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑ ปัญญา (ข้อเดียว) ตั้งอยู่โดย ๕ หมวด โดยหมวดแห่งหมวดธรรม ๔ เหล่านั้น และโดยเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิบาท (วิมังสา) ด้วย
คำว่า “โดย ๘ และ ๙ หมวดด้วย” อธิบายว่า ธรรมอย่างเดียว อีกข้อหนึ่งตั้งอยู่โดย ๘ หมวด ธรรมเดียวข้อหนึ่งตั้งอยู่โดย ๙ หมวด คือ สติ (ธรรมข้อเดียว) ตั้งอยู่โดย ๘ หมวด


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]