วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๐๖ - ๔๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 406)



โดยเป็นสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑ วีริยะ ตั้งอยู่โดย ๙ หมวด โดยเป็นสัมมัปปธาน ๕ อิทธิบาท ๑ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ และองค์มรรค ๑ ด้วยประการฉะนี้

โดยนัยดังกล่าวมานี้


จุทฺทเสว อสมฺภินฺนา โหนฺติ เต โพธิปกฺขิยา
โกฏฺฐาสโต สตฺตวิธา สตฺตตึส ปเภทโต.


สกิจฺจนิปฺผาทนโต สรูเปน จ วุตฺติโต
สพฺเพว อริยมคฺคสฺส สมฺภเว สมฺภวนฺติ เตติ


แปลความว่า


โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ที่ไม่ประสมกันก็มี
๑๔ เท่านั้น โดยหมวดก็มีอยู่ ๗ หมวด โดยประเภทมี ๓๗
เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้น โพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นก็เกิดขึ้น
พร้อมกันทั้งหมดทีเดียว ด้วยการทำกิจของตน ๆให้สำเร็จ
และดำเนินไปตามรูป (สภาวะ) ของตน ด้วยประการฉะนี้


โยคีควรทราบความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม (๓๗) บริบูรณ์ ใน ญาณทัสสนวิสุทธิ นี้ ด้วยประการดังกล่าวนี้เถิด
คำว่า “๒. วุฏฐานะ ๓. พลสมาโยคะ” (ข้างต้นนั้น) หมายความว่า ๒. วุฏฐานะ คือความออกไป และ ๓ พลสมาโยคะ คือความประกอบเสมอกันแห่งพละ


[๒. วุฏฐานะ ความออกไป]

เพราะว่า โลกียวิปัสสนา ยังไม่ออกไปจากนิมิตโดยแท้ เพราะมีนิมิตเป็นอารมณ์ และยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป (ของสังขาร) เพราะยังมิได้ตัดขาดสมุทัยอันเป็นเหตุของความเป็นไป โคตรภูญาณยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป เพราะยังมิได้ตัดขากสมุทัย แต่ออกไปจากนิมิต เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ (โคตรภูญาณ) จึงเป็นการออก



(หน้าที่ 407)



ไปจากส่วนเดียว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอบกลับ ได้แก่ การออกไปเสียจาก (อารมณ์) ภายนอก คือโคตรภูญาณ” อนึ่ง ควรทราบโคตรภูญาณทั้งหมด (เป็นต้นว่า) “ชื่อว่า โคตรภู เพราะถอยกลับจากความบังเกิดขึ้น แล้วเล่นไปสู่ความบังเกิดขึ้น ชื่อว่า โคตรภู เพราะถอยกลับจากความเป็นไป แล้วแล่นไปสู่ความไม่เป็นไป” อนึ่ง (อริยมรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ เป็นการออกไปจากส่วนทั้ง ๒ เพราะออกไปจากนิมิต เพราะมีพระนิพพาน อันหานิมิตมิได้เป็นอารมณ์ ๑ เพราะออกไปจากความเป็นไป เพราะตัดขาดสมุทัย ๑

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่ การออกไปเสียจากทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค (ถามว่า) เป็นอย่างไร ? (ตอบว่า) คือเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ออกไปจากมิจฉาทิฏฐิ ออกไปจากกิเลส ที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่ดำเนินไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น และออกไปจากนิมิตทั้งปวงภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่การออกไปจากทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค” เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ โดยความหมายว่า ยก (จิต) ขึ้น (สู่อารมณ์).....ออกไปจากมิจฉาสังกัปปะ เรียกว่า สัมมาวาจา โดยความหมายว่า ประคับประคองไว้.....ออกไปจากมิจฉาวาจา......เรียกว่า สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) โดยความหมายว่าหมั่นเพียร.....เรียกว่า สัมมาอาชีวะ (อาชีพโดยชอบ) โดยความหมายว่า (บริสุทธิ์) ขาวสะอาด...เรียกว่า สัมมาวายามะ (พยายามโดยชอบ) โดยความหมายว่า ประคองไว้.....เรียกว่า สัมมาสติ โดยความหมายว่าเข้าไปตั้งไว้.....เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ในขณะโสดาปัตตมรรคออกไปจากมิจฉาสมาธิ ออกไปจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้นด้วย และออกไปจากนิมิตทั้งปวงภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญา ในการถอยกลับ ได้แก่การออกไปจากทั้งสองส่วน คือ ญาณในมรรค”
“เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะสกทาคามิมรรค....เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากกามราคสังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ



(หน้าที่ 408)



“เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ โดยความหมายว่าเห็นในขณะอนาคามิมรรค....เรียกว่า สัมมสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากกามราคสังโชน์ จากปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด.....
“เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยหมายความว่าเห็นในขณะอรหัตตมรรค....เรียกว่า สัมมาสมาธิ โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ออกไปจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากมานะ จากอุจทัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัย จากอวิชชานุสัย ออกไปจากกิเลส ที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น และออกไปจากนิมิตทั้งปวงจากภายนอกด้วย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการถอยกลับ ได้แก่การออกไปทั้งสองส่วน คือญาณในมรรค” ดังนี้


[๓. พลสาโยคะ ความประกอบเสมอกันแห่งพละ]

อนึ่ง ในเวลาเจริญโลกียสมาบัติ ๘ กำลังสมถะมีมากยิ่ง ในเวลาเจริญอนุปัสสนามี อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น กำลังวิปัสสนามีมากยิ่ง แต่ในขณะ (บรรลุ) อริยมรรค ธรรม (ทั้งสอง) เหล่านั้น เทียมคู่กันดำเนินไป โดยความมุ่งหมายไม่ก้ำเกินกันและกัน เพราะฉะนั้น ใน (มรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ จึงมีความประกอบเสมอกันแห่งพละทั้งสอง (คือสมถพละ และวิปัสสนาพละ) ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า “จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ทั้งหลาย มีความมีอารมณ์เป็นที่หนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ มีนิโรธ (คือ พระนิพพาน) เป็นโคจร จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ทั้งหลาย มีวิปัสสนาโดยความหมายแห่งอนุปัสสนา มีนิโรธเป็นโคจร (มีพระนิพพานเป็นอารมณ์) เพราะเหตุนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีรส (คือกิจ) ร่วมเป็นอันเดียวกัน โดยความหมายว่า ออกไปเป็นธรรมเทียมคู่กัน ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “พระภิกษุ ทำสมถะและวิปัสสนาเทียมเท่ากัน โดยความหมายว่าออกไปให้เกิดขึ้น” ดังนี้
พึงทราบความประกอบเสมอกันแห่งพละในการออกไป ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ ด้วยประการดังกล่าวมานี้



(หน้าที่ 409)



[๔. การละธรรมทั้งหลายด้วยมรรคญาณ]

คำว่า ๔. การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญานใด” หมายความว่า ก็และในบรรดา (มรรค) ญาณทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ ธรรมทั้งหลายใด ที่พึงละได้ด้วย (มรรค) ญาณใดควรทราบการละธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย


[ว่าด้วยการละสังโยชน์และกิเลสเป็นต้น]

แน่ละ (มรรค) ญาณ (๔) เหล่านี้ ทำการประหาณ (ละ) ได้ ตามโยคะ ซึ่งธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ
๑. สังโยชน์ กิเลสอันผูกสัตว์อยู่
๒. กิเลส เครื่องเศร้าหมองใจ
๓. มิจฉัตตะ ความเป็นผิด
๔. โลกธรรม ธรรมครอบงำสัตว์โลก
๕. มัจฉริยะ ความตระหนี่ความหวง
๖. วิปลาส ความคลาดเคลื่อน
๗. คันถะ ธรรมร้อยรัด
๘. อคฺติ ความลำเอียง
๙. อาสวะ ธรรมไหลซึมซาบ
๑๐. โอฆะ ธรรมพัดพาไป
๑๑. โยคะ ธรรมผูกมัดไว้
๑๒. นีวรณ์ ธรรมอันกั้นจิต (มิให้บรรลุความดี)
๑๓. ปรามาส ความยึดถือ
๑๔. อุปาทาน ความยึดมั่น
๑๕. อนุสัย กิเลสอันนอนเนื่อง
๑๖. มละ มลทิน
๑๗. อกุศลกรรมบถ กรรมเป็นทางไป ฝ่ายกุศล
๑๘. จิตตุปบาท ความคิดที่เกิดขึ้น (อกุศล)



(หน้าที่ 410)



[สังโยชน์ ๑๐]

ในบรรดาธรรมทั้งหลายนั้น ธรรมทั้งหลาย ๑๐ มีรูปราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า “สังโยชน์” เพราะผูกขันธ์ทั้งหลายไว้กับขันธ์ทั้งหลาย ผูกกรรมไว้กับผล หรือว่าผูกสัตว์ทั้งหลายไว้กับทุกข์ เพราะว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ยังมีอยู่ตราบใด ขันธ์ทั้งหลาย ผลและทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังไม่ขาดไปตราบนั้น อนึ่ง ในธรรม ๑๐ อย่างนั้น ๕ อย่างเหล่านี้ คือ


๑. รูปราคะ ความกำหนัดยินดีในรูปธรรม
๒. อรูปราคะ ความกำหนัดยินดีในอรูปธรรม
๓. มานะ ความถือตัว
๔. อุทธัจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน
๕. อวิชชา ความไม่รู้


มีชื่อว่า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ เพราะผูกขันธ์เป็นต้นไว้ให้เกิดใน (ภพ) เบื้องบน

(แต่) ๕ อย่างเหล่านี้คือ
๖. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ามีอัตตา
๗. วิจิกิจฉา ความสงสัย
๘. สีลพตปรามาส ความยึดถือศีลและวัตร (ในทางงมงาย)
๙. กามราคะ ความกำหนัดในกามารมณ์
๑ๆ. ปฏิฆะ ความขัดเคือง


มีชื่อว่า อโธภาคิยสังโยชน์ เพราะผูกขันธ์เป็นต้นไว้ให้เกิดใน (ภพ) เบื้องล่าง


[กิเลส ๑๐]

ธรรมทั้งหลาย ๑๐ เหล่านี้ คือ
๑. โลภะ อยากได้
๒. โทสะ คิดประทุษร้าย
๓. โมหะ หลง



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]