วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๑๑ - ๔๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 411)



๔. มานะ ถือตัว
๕. ทิฏฐิ เห็นผิด
๖. วิจิกิจฉา สงสัย
๗. ถีนะ จิตใจหดหู่ - ท้อแท้
๘. อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน
๙. อหิริกะ ไม่มีความละอายบาป
๑๐. อโนตตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัวบาป

ท่านเรียกว่า “กิเลส” เพราะตัว (ธรรมทั้งหลาย ๑๐ เหล่านั้น) เองก็เศร้าหมอง และเพราะทำให้ สัมปยุตตธรรมทั้งหลายเศร้าหมองด้วย


[มิจฉัตตะ ๘ หรือ ๑๐]

ธรรมทั้งหลาย ๘ เหล่านี้ คือ

๑. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
๒. มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด
๓. มิจฉาวาจา พูดผิด
๔. มิจฉากัมมันตะ การกระทำผิด
๕. มิจฉาอาชีวะ อาชีพผิด
๖. มิจฉาวายามะ พยายามผิด
๗. มิจฉาสติ ระลึกผิด
๘. มิจฉาสมาธิ สมาธิผิด

หรือเป็น ๑๐ กับทั้ง


๙. มิจฉาวิมุตติ ความหลุดพ้นผิด และ
๑๐. มิจฉาญาณ ความรู้ผิด


เรียกว่า “มิจฉัตตะ” เพราะดำเนินไปผิด



(หน้าที่ 412)



[โลกธรรม ๘]

ธรรมทั้งหลาย ๘ เหล่านี้ คือ


๑. ลาภ

๒. ไม่มีลาภ

๓. ยศ

๔. ไม่มียศ

๕. สุข

๖. ทุกข์

๗. นินทา

๘. สรรเสริญ

เรียกว่า “โลกธรรม” เพราะเมื่อโลกยังเป็นไปอยู่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ขากหายไป แต่ควรทราบไว้ว่า คำว่า “โลกธรรม” ในที่นี้ ท่านหมายเอาความยินดีพอใจ ซึ่งมีลาภเป็นต้นเป็นที่ตั้ง และความยินร้ายกระทบกระทั่งใจ ซึ่งมีความไม่มีลาภเป็นต้นเป็นที่ตั้ง ด้วยศัพท์ว่า “โลกธรรม” โดยเข้าไปอิงอาศัยเหตุ (ของมัน)


[มัจฉริยะ ๕]

ความตระหนี่ที่เป็นไปในอาวาสเป็นต้นโดยอาการอดทนซึ่งความเป็นของสาธารณ์ทั่วไปแก่คนทั้งหลายอื่นมิได้ ๕ อย่างเหล่านี้ คือ


๑. อาวาสมัจฉริยะ หวงที่อยู่
๒. กุลมัจฉริยะ หวงตระกูล
๓. ลาภมัจฉริยะ หวงลาภ
๔. ธัมมัจฉริยะ หวงธรรม
๕. วรรณมัจฉริยะ หวงวรรณะ


เรียกว่า มัจฉริยะ



(หน้าที่ 413)



[วิปลาส ๓]

วิปลาส ๓ เหล่านี้ คือ

๑. สัญญาวิปลาส ความสำคัญคลาดเคลื่อน
๒. จิตตวิปลาส ความคิดคลาดเคลื่อน
๓. ทิฏฐิวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อน

ซึ่งเป็นไปในวัตถุทั้งหลายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอัตตา และไม่งาม นั่นแลโดยอาการอย่างนี้ ว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข ว่ามีอัตตา ว่างาม ดังนี้ เรียกว่า วิปลาส


[คันถะ ๔]

ธรรมทั้งหลาย ๔ มีอภิชชาเป็นต้น เรียกว่า “คันถะ” เพราะร้อยรัตนามกายและรูปกายไว้ เพราะเป็นความจริงอย่างนั้น ท่านจึงกล่าวถึงธรรมทั้งหลายเหล่านั้นว่าดังนี้
๑. อภิชฌา เป็น กายคันถะ
๒. พยาบาท เป็น กายคันถะ
๓. สัลัพตปรามาส เป็น กายคันถะ
๔. อิทังสัจจาภินิเวส เป็น กายคันถะ


[อคติ ๔]

คำว่า “อคติ” เป็นคำเรียกการทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะความรัก ความชัง ความโง่เชลา และเพราะความกลัว เพราะว่าการทำสิ่งที่ไม่ควรทำ และการไม่ทำสิ่งที่ควรทำ เพราะความรัก ความชัง ความโง่เขลา และเพราะความกลัวนั้น ท่านเรียกว่า อคติ เพราะเป็นการที่พระอริยเจ้าทั้งหลายไม่พึงถึง ไม่พึงดำเนิน


[อาสวะ ๔ โอฆะ ๔ และโยคะ ๔]

คำว่า “อาสวะ” นี้ เป็นคำเรียก



(หน้าที่ 414)



๑. กามราคะ

๒. ภวราคะ

๓. มิจฉาทิฏฐิ และ

๔. อวิชชา


เพราะไหลมาแต่


อา คือโคตรภูโดยทางอารมณ์ และแต่
อา คือภวัคคะโดยทางโอกาส

อีกอย่างหนึ่ง (เรียก “อาสวะ”) เพราะไหลออกจากทวารทั้งหลายที่ไม่สำรวมไว้โดยความหมายว่าไหลออกเป็นนิจ เหมือนน้ำไหลออกจากรูทะลุของหม้อ หรือว่าเพราะประสบสังสารทุกข์

เรียกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละว่า “โอฆะ” บ้างโดยความหมายว่าพัดพาไปในสาคร (ห้วงทะเล) คือภพและโดยความหมายว่าข้ามพ้นได้ยาก
เรียกว่า “โยคะ” บ้าง เพราะไม่ให้พรากไปจากอารมณ์และพรากไปจากทุกข์


[นิวรณ์ ๕]

ธรรมทั้งหลาย ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ท่านเรียกว่า “นิวรณ์” โดยความหมายว่ากีดว่ากั้น ว่าปิดบังจิตไว้

[ปรามาส]

คำว่า “ปรามาส” นี้ เป็นคำเรียก ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะดำเนินไปโดยอาการก้าวเลยสภาวะ (ความเป็นจริง) ของธรรมนั้นๆ แล้วไปยึดถือสภาวะที่ไม่จริงโดยประการอื่น



(หน้าที่ 415)



[อุปาทาน ๔]

อุปาทานทั้งหลาย ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น ที่กล่าวไว้แล้วในนิเทสแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอาการทั้งปวง เรียกว่า “อุปาทาน”


[อนุสัย ๗]

ธรรมทั้งหลาย ๗ มีกามราคะเป็นต้นซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ คือ


๑. กามราคานุสัย อนุสัย คือ ความกำหนัดกามารมณ์
๒. ปฏิฆานุสัย อนุสัย คือ ความขัดเคือง
๓. มานานุสัย อนุสัย คือ ความถือตัว
๔. ทิฏฐานุสัย อนุสัย คือ ความเห็นผิด
๕. วิจิกิจฉานุสัย อนุสัย คือ ความสงสัย
๖. ภวราคานุสัย อนุสัย คือ ความกำหนัดยินดีในภพ
๗. อวิชชานุสัย อนุสัย คือ อวิชชา


เรียกว่า “อนุสัย” โดยความหมายว่ามีเรี่ยวแรง เพราะว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า อนุสัย เพราะว่านอนเนื่องอยู่นั่นแลโดยความเป็นเหตุของการบังคับเกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ แห่งกามราคะ เป็นต้น เพราะความมีเรี่ยวแรง


[มละ ๓]

โลภะ โทสะ และโมหะ ทั้ง ๓ เรียกว่า “มละ” เพราะตัวเองก็ไม่สะอาด และเพราะทำความไม่สะอาดแก่ธรรมทั้งหลายเหล่าอื่นด้วย เหมือนน้ำมัน ยาหยอดตา และโคลนตม


[อกุศลกรรมบถ]

ธรรม ๑๐ อย่าง คือ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]