วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๑๖ - ๔๒๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 416)



๑. ปาณาติบาต ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง (ฆ่าสัตว์)
๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งที่เจ้าของมิได้ให้ (ขโมย)
๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
๔. มุสาวาท พูดเท็จ
๕ ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ
๘. อภิชฌา อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น
๙. พยาบาท ปองร้ายผู้อื่น
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิด


เหล่านี้ ท่านเรียกว่า “อกุศลกรรมบถ” เพราะเป็นอกุศลกรรมด้วย และเพราะเป็นทางแห่งทุคติทั้งหลายด้วย

[อกุศลจิตตุปบาท ๑๒]

ธรรมทั้งหลาย ๑๒ เหล่านี้ คือโลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒ ท่านเรียกว่า “อกุศลจิตตุปบาท”
(มรรค) ญาณ ๔ เหล่านี้ ทำการประหาณ (ละ) ได้ ตามโยคะ ซึ่งธรรมทั้งหลายมีสังโยชน์เป็นต้นเหล่านั้นโดยประการดังกล่าวนี้


[มรรคญาณ ๔ ประหาณสังโยชน์กิเลสเป็นต้น]

ถามว่า ญาณ ๔ เหล่านี้ ทำการประหาณอย่างไร ?
ตอบว่า ในสังโยชน์ทั้งหลายก่อน ธรรม ๕ คือ

๑. สักกายทิฏฐิ

๒. วิจิกิจฉา

๓. สีลัพตปรามาส



(หน้าที่ 417)



๔. กามราคะ

๕. ปฏิฆะ ที่เป็น อปายคมนียะ (นำไปอบาย)

เหล่านี้ ฆ่าได้ด้วย (มรรค) ญาณที่ ๑ (โสดาปัตติมรรค) กามราคะและปฏิฆะ (ซึ่งไม่เป็นอปายคมนียะ) ชนิดหยาบที่ยังเหลือ ฆ่าด้วย (มรรค) ญาณที่ ๒ (สกทาคามิมรรค) ส่วนธรรม (คือสังโยชน์) อีก ๕ มีรูปราคะเป็นต้น ฆ่าด้วย (มรรค) ญาณที่ ๔ (อรหัตตมรรค) โดยแท้

อนึ่ง ต่อไปข้างหน้า ณ ที่ใด ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้ทำการจำกัดความไว้ด้วยศัพท์ “เอว” (ในความหมายว่าเท่านั้นโดยแท้) ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายกล่าวถึงธรรม (กิเลสเป็นต้น) ใดๆว่า “ถูกฆ่าด้วย (มรรค) ญาณเบื้องบน” พึงทราบว่า ธรรม (มีกิเลสเป็นต้น) นั้นๆ ที่เป็นภาวะแห่งอปายคมนียะเป็นต้น ซึ่งได้ถูกญาณต้นๆ กำจัดมาแล้วนั่นแล เป็นธรรมที่ถูกฆ่าด้วยญาณเบื้องต้น
ในบรรดากิเลสทั้งหลาย ทิฏฐิและวิจิกิจฉา ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ โทสะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ โลภะ ๑ โมหะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตตัปปะ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดามิจฉัตตะทั้งหลาย มิจฉัตตะเหล่านี้ คือมิจฉาทิฏฐิ ๑ มุสาวาท ๑ มิจฉากัมมันตะ ๑ มิจฉาอาชีวะ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ มิจฉาสังกัปปะ ๑ ปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ เหล่านี้ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ และในที่นี้ พึงทราบว่า เจตนานั่นแล คือวาจา สัมผัปปลาปะ ๑ มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมิ ๑ มิจฉาวิมุตติ ๑ มิจฉาวิญญาณ ๑ เหล่านี้แล ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดาโลกธรรมทั้งหลาย ปฏิฆะ (คือความยินร้าย) ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ อนุนยะ (ความยินดีพอใจ) ฆ่าด้วยญาณที่ ๔ พระอาจารย์พวกหนึ่งก็กล่าวว่า “ความยินดีพอใจในยศ และสรรเสริญ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔


มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ทั้งหลาย ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น


ในบรรดาวิปลาสทั้งหลาย ความสำคัญคิดเห็นคลาดเคลื่อนในสิ่งไม่เที่ยง ในความไม่มีอัตตาว่ามีอัตตา และความเห็นคลาดเคลื่อนในทุกข์ว่าสุข ในสิ่งไม่งามว่างาม เหล่านี้



(หน้าที่ 418)



ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ ความสำคัญคิดคลาดเคลื่อนในสิ่งไม่งามว่างาม ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ ความสำคัญคิดคลาดเคลื่อนในทุกข์ว่าเป็นสุข ฆ่าด้วยญาณที่ ๔

ในบรรดาคันถะทั้งหลาย กายคันถะ (๒) คือสีลัพตปรามาส และอิทังสัจจาภินิเวสฆ่าด้วยญาณที่ ๑ กายคันถะ คือพยาบาท ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ อีกหนึ่ง (คืออภิชฌา) ฆ่าด้วยญาณที่ ๔


อคติ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น


ในบรรดาอาสวะทั้งหลาย อาสวะคือทิฏฐิ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ อาสวะคือกาม ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ ส่วนอีก ๒ อาสวะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔ ถึงแม้ใยโอฆะและโยคะทั้งหลายก็นัยนี้เช่นกัน
ในบรรดานิวรณ์ทั้งหลาย วิจิกิจฉานิวรณ์ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ นิวรณ์ ๓ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ กุกกุจจะ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ ถีนมิทธะและอุทธัจจะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓


ปรามาส ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น


ในบรรดาอุปาทานทั้งหลาย ถึงแม้รูปราคะและอรูปราคะก็รวมอยู่ในกามุปาทาน เพราะโลกียธรรมทั้งหลายแม้ทั้งปวงมาแล้ว (ในคำ) ว่า “กาม” โดยวัตถุกาม เพราะฉะนั้นกามุปาทานนั้นฆ่าด้วยญาณที่ ๔ ด้วยประการฉะนี้ ส่วนอุปาทานที่เหลือ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑
ในบรรดาอนุสัยทั้งหลาย อนุสัยคือทิฏฐิ และอนุสัยคอวิจิกิจฉา ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ เท่านั้น อนุสัยคือกามราคะและปฏิฆะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ อนุสัยคือมานะ ๑ ภวราคะ ๑ อวิชชา ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดามละ (คือมลทิน) ทั้งหลาย มละคือโทสะ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ นอกนั้น ฆ่าด้วยญาณที่ ๔
ในบรรดาอกุศลกรรมบถทั้งหลาย อกุศลกรรมบถเหล่านี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ อกุศลกรรมบถ ๓ คือปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ พยาบาท ๑ ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ สัมผัปปลาปะและอภิชฌา ฆ่าด้วยญาณที่ ๔



(หน้าที่ 419)



ในอกุศลจตตุปบาททั้งหลาย อกุศลจิตตุบาท ๕ คือ ที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง และที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง ฆ่าด้วยญาณที่ ๑ นั่นเอง ที่สัมปยุตด้วยปฏิฆะ ๒ ดวง ฆ่าด้วยญาณที่ ๓ เหลือจากนั้น (๕ดวง) ฆ่าด้วยญาณที่ ๔ ด้วยประการฉะนี้แล
อนึ่ง สังโยชน์และกิเลสเป็นต้นใด ฆ่าด้วยญาณใด สังโยชน์และกิเลสเป็นต้นนั้น ชื่อว่า โยคีพึงละได้ด้วยญาณนั้น ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า (ข้างต้นหน้า) ๒๓๙ และ ๒๔๗) ว่า “(มรรค) ญาณ (๔) เหล่านี้ ทำการประหาณ (ละ) ได้ ตามโยคะ ซึ่งธรรมทั้งหลาย มีสังโยชน์ เป็นต้น เหล่านั้น.....ด้วยประการดังกล่าวนี้”


(คำทักท้วง และคำกล่าวแก้)


ถามว่า แต่ว่า ญาณ ๔ เหล่านี้ ละธรรมทั้งหลายเหล่านั้นที่เป็นอดีตและอนาคตหรือว่าที่เป็นปัจจุบัน
ตอบว่า แต่ในเรื่องนี้จะมีประโยชน์อะไร ก่อนอื่น ถ้าญาณเหล่านี้ละธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีตและอนาคต ความพยายามก็ต้องไม่มีผล เพราะเหตุไร ? เพราะไม่มีธรรมทั้งหลายที่พึงละครั้นละธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ถึงกระนั้น ความพยายามก็ยังต้องไม่มีผล เพราะธรรมทั้งหลายที่พึงละกับทั้งความพยายามมีอยู่ และมรรคภาวนาก็ยังต้องประกอบด้วยสิ่งเศร้าหมอง (เป็นสังกิเลส) อยู่ หรือว่ากิเลสทั้งหลายเป็นวิปปยุต (คือไม่มีอยู่กับจิตใจ) และกิเลส ปัจจุบัน จะถือว่าเป็นจิตตวิปยุต (คือไม่มีอยู่กับจิตใจ) หามีไม่
คำทักท้วง (ข้างต้น) นี้ มิใช่เป็นของแปลก เพราะว่าท่านกล่าวไว้ในบาลีเลยทีเดียว (แปลความ) ว่า “พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรคนี้นั้น ละกิเลสทั้งหลาย (หมายถึง) ละทั้ง กิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต ละทั้งกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันหรือ” และแล้วก็กล่าวต่อไปอีกว่า ”หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต ถ้ากระนั้นก็ (หมายความว่า) ทำของที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ทำของที่ดับไปแล้วให้ดับไป ทำของปราศจากไปแล้วให้ปราศจากไป ทำของที่ถึงความดับสูญแล้วให้ดับสูญไป (เท่านั้น) ละของที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งไม่มีอยู่กระนั้นหรือ” จึงปฏิเสธว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต”



(หน้าที่ 420)



อนึ่ง และท่านกล่าวไว้ว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต ถ้ากระนั้นก็ (หมายความว่า) ละของที่ยังมิได้เกิด ละของที่ยังมิได้บังเกิด ละของที่ยังมิได้บังเกิดขึ้น ละของที่ยังมิได้ปรากฏ (เท่ากัน) ละของที่ยังมิมาถึง ซึ่งไม่มีอยู่กระนั้นหรือ” แล้วปฏิเสธว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต”
อนึ่ง และท่านกล่าวไว้ว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ถ้ากระนั้น คนมีกำหนัดก็ละราคะ คนมีโทสะก็ละโทสะ คนมีโมหะก็ละโมหะ คนหัวรั้นก็ละมานะ คนยึดมั่นในทิฏฐิก็ละทิฏฐิ คนมีจิตฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะ คนปลงใจไม่ตกก็ละวิจิกิจฉา คนมีกิเลสเรี่ยวแรงก็ละอนุสัย (เป็นอันว่า) ธรรมฝ่ายดำกับธรรมฝ่ายขาวเข้าเทียมคู่กันไป มรรคภาวนาก็เป็นของประกอบด้วยสิ่งเศร้าหมอง (เป็นสังกิเลส) ไป” ดังนี้ แล้วปฏิเสธสิ้นเชิงเลยว่า ”มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต มิได้กิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน” ในตอนสุดท้ายของปัญหา ความว่า “ถ้ากระนั้น มรรคภาวนาก็ไม่มีการทำให้เห็นแจ้งซึ่ง (อริย) ผลก็ไม่มีการละกิเลสก็ไม่มีธรรมาภิสมัย (คือการตรัสรู้ธรรม) ก็ไม่มีหรือ” ท่านตอบรับว่า “ความจริง มิใช่ไม่มีมรรคภาวนา มิใช่ไม่มีการทำให้เห็นแจ้งซึ่งผล มิใช่ไม่มีการละกิเลส มิใช่ไม่มีธรรมภิสมัย” เมื่อถูกถามปัญหาว่า “มีอยู่ดุจโดยประการไร” จึงกล่าวคำ (เปรียบเทียบต่อไป) นี้ว่า “เปรียบเหมือนต้นไม้รุ่น ยังไม่เกิดผล บุรุษตัดต้นไม้รุ่นนี้นั้นเสียที่โคนต้น ผลเหล่าใดที่ยังไม่เกิดของต้นไม้รุ่นนั้น ผลเท่านั้นที่ยังไม่เกิดนั่นแหละก็เลยไม่เกิดผลเหล่านั้นที่ยังไม่บังเกิดนั่นแหละก็เลยไม่บังเกิด ผลเหล่านั้นที่ยังไม่บังเกิดขึ้นนั่นแหละก็เลยไม่บังเกิดขึ้น ผลเหล่านั้นที่ยังไม่ปรากฏนั่นแหละก็เลยไม่ปรากฏแม้ฉันใด อุปปาทะ (ความบังเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย) เป็นเหตุ อุปปาทะ (ความบังเกิดขึ้น) เป็นปัจจัย ให้กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะเห็นโทษชั่วร้ายในความบังเกิดขึ้น จิตก็แล่นเข้าไปในความไม่บังเกิดขึ้น (คือพระนิพพาน) เพราะความที่จิตแล่นเข้าไปในความไม่บังเกิดขึ้น กิเลสทั้งหลายเหล่าใดจะพึงเกิดขึ้นเพราอุปปาทะเป็นปัจจัย กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดนั่นแลก็จะไม่เกิดขึ้น ที่ยังไม่บังเกิดนั่นแลก็ไม่บังเกิด ที่ยังไม่บังเกิดขึ้นนั่นแลก็ไม่บังเกิดขึ้น ที่ยังไม่ปรากฏนั่นแลก็ไม่ปรากฏ ฉันนั้นเช่นกัน เพราะเหตุดับไป ทุกข์จึงดับไป ด้วยอาการดังนี้



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]