วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๒๑ - ๔๒๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 421)



ความเป็นไป (ของสังขารทั้งหลาย) เป็นเหตุ ความเป็นไป เป็นปัจจัย....นิมิต (คือสังขาร) เป็นเหตุ นิมิต เป็นปัจจัย....อายูหนา เป็นปัจจัย เพื่อความเกิดขึ้นของกิเลสทั้งหลาย เพราะเห็นโทษชั่วร้ายในอายูหนา จิตก็แล่นเข้าไปในความไม่มีอายูหนา (คือพระนิพพาน) เพราะความที่จิตแล่นเข้าไปในความไม่มีอายูหนา กิเลสทั้งหลายเหล่าใดจะพึงเกิดขึ้น เพราะอายุหนาหนาเป็นปัจจัยกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่ปรากฏขึ้น....ที่ยังไม่ปรากฏเลยก็ไม่ปรากฏ เพราะเหตุดับไป ทุกข์ก็ดับไป ด้วยอาการ ดังนี้ มรรคภาวนาก็มีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลก็มีอยู่ ธรรมาภิสมัยก็มีอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล”


[อุปปันนะ ๔]

ถามว่า ด้วยคำกล่าวเป็นต้นว่า “กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ที่ยังไม่เกิดขึ้นนั่นแลก็ไม่เกิดขึ้น” ดังนี้นั้น เป็นการแสดงถึงการละอะไร
ตอบว่า เป็นการแสดงถึงการละกิเลสทั้งหลายที่เป็น ภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น – ภูมิพื้น คือฐานที่ตั้งแห่งความเป็นไป)
ถามว่า แต่ว่ากิเลสทั้งหลายที่ได้ภูมิพื้นเหล่านั้น เป็นอดีต หรืออนาคต หรือว่าเป็น ปัจจุบัน
ตอบว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น คือที่เขาเรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ (คือบังเกิดขึ้นโดยได้ภูมิพื้น) นั่นเอง
เพราะว่าสิ่งที่เป็น อุปปันนะ (คือสิ่งบังเกิดขึ้น) มีหลายประเภทโดยเป็น


๑. วัตตมานะ กำลังเป็นไปอยู่
๒. ภูตาปคตะ เกิดแล้วจากไป
๓. โอกาสกตะ โอกาสอันกรรมทำให้
๔. ภูมิลัทธิ ได้ภูมิพื้น



ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น



(หน้าที่ 422)



๑. สิ่งที่กล่าว มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปปาทะ (ความบังเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นที่กำลังเป็นอยู่

๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุภูตาปคตะ (คือเสวยแล้วจากไป) ก็ดี กุศลและอกุศลอันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปปาทขณะเป็นต้นโดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปตตะ (คือเกิดแล้วจากไป) ก็ดี เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นโดยเกิดแล้วจากไป

๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้วในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น แม้เป็นอดีตก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นโดยมีโอกาสอันกรรมทำให้ เพราะห้ามวิบากอื่นแล้วทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาสอันกรรมทำให้แล้วแม้เป็นวิบากที่ยังไม่บังเกิดขึ้นก็เรียกว่า โอกาสกตุปปันนะ (เหมือนกัน) เพราะเมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้วก็บังเกิดขึ้นโดยแน่นอน

๔. กรรมเป็นอกุศลที่ยังมิได้ฉุดถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ คือสิ่งบังเกิดขึ้นโดยได้ภูมิพื้น


[ภูมิและภูมิลัทธะ]

อนึ่ง ในเรื่องนี้ ควรทราบความแตกต่างกันของ ภูมิพื้น (ภูมิ) และได้ภูมิพื้น (ภูมิลัทธะ) ไว้ด้วย เพราะว่าขันธ์ ๕ ที่เป็นไปอยู่ในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า ภูมิ (คือภูมิพื้น) กิเลสที่ควรแก่การบังเกิดขึ้นในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น เรียกว่า ภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น) เพราะเหตุที่ภูมิพื้นนั้น ชื่อว่าเป็นภูมิพื้นอันกิเลสนั้นได้แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า “ภูมิลัทธะ-กิเลสที่ได้ภูมิพื้นแล้ว” ด้วยประการฉะนี้ และภูมิพื้นนั้น มิใช่ได้โดยทางเป็นอารมณ์ เพราะวิกิเลสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง และเพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายของพระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่าน



(หน้าที่ 423)



กำหนดรู้แล้วบ้าง เช่นกิเลสทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่โสไรยเศรษบี และแก่นันนทมาณพ เป็นต้น เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายของท่านพระมหากัจจานะ และพระอุบลวัณณาเถรีเป็นต้น

และผิว่า กิเลส (ดังกล่าว) นั้นพึงมีชื่อเป็นภูมิลัทธะ (คือได้ภูมิพื้น) ไซร้ ใคร ๆ ก็ละรากเหง่าของภพมิได้ เพราะละกิเลส (ดังกล่าว) นั้นมิได้ แต่ (กิเลสที่เป็น) ภูมิลัทธะควรทราบ โดยทางเป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) เพราะว่าขันธ์ทั้งหลายที่มิได้กำหนดรู้ด้วยวิปัสสนา เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ จำเดิมแต่การบังเกิดขึ้น (ของขันธ์ทั้งหลาย) ในภพนั้นๆ หรือใน สันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย พึงทราบเถิดว่า กิเลส (ที่แทรกซึมอยู่) นั้น คือภูมิลัทธะ (ได้ภูมิพื้น) โดยความหมายว่ายังละไม่ได้ อนึ่ง ในบรรดาขันธ์ทั้งหลายนั้น กิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่โดยความหมายว่ายังละไม่ได้ ในขันธ์ทั้งหลายเหล่าใดของบุคคลผู้ใด ขันธ์ทั้งหลาย (ตามที่กิเลสแทรกซึมอยู่) เหล่านั้นนั่นแหละของบุคคลผู้นั้น เป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นของผู้อื่นที่หาเป็นวัตถุ (ที่บังเกิด) ไม่ อนึ่ง ขันธ์ที่เป็นอดีตทั้งหลายเท่านั้นที่เป็นวัตถุ (ที่บังเกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่ เพราะยังละไม่ได้ในขันธ์ที่เป็นอดีตทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้หาเป็นวัตถุ (แห่งกิเลสทั้งหลาย) ไม่ นัยขันธ์ทั้งหลายมีขันธ์ที่เป็นอนาคตเป็นต้นก็เช่นนี้ (และ) เป็นอย่างนั้น ขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลายนั่นแลเป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสทั้งหลายที่แทรกซึมอยู่ เพราะยังละไม่ได้ในขันธ์ที่เป็นกามาวจรทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายนอกนี้หาเป็นวัตถุไม่ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นรูปาวจรและที่เป็นอรูปาวจรก็มีนัย (ดังกล่าว) นี้
แต่ทว่า ในบรรดาพระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้น กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนั้นๆ ในขันธ์ทั้งหลายของพระอริยบุคคลท่านใดๆ ที่ละได้แล้วด้วยมรรคนั้นๆ ขัน์ทั้งหลายเหล่านั้นและเหล่านั้นของพระอริยบุคคลท่านนั้นๆ จะนับว่าเป็นภูมิพื้นหาได้ไม่ เพราะไม่เป็นวัตถุ (ที่เกิดขึ้น) ของกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายเหล่านั้นแหละเหล่านั้น ซึ่งท่านละได้แล้ว แต่สำหรับปุถุชน เพราะยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้ โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำไป จึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง วัฏฏะของ



(หน้าที่ 424)



ปุถุชนนั้น จึงวนเวียนไปเพราะกรรมและกิเลสเป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าวนั้น กิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะนี้ของปุถุชนนั้น มีควรกล่าวว่า “แทรกซึมอยู่แต่ในรูปขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายอื่นมีเวทนาขันธ์เป็นต้นไม่ .....ฯลฯ....หรือกล่าวว่าแทรกซึมอยู่แต่ในวิญญาณขันธ์เท่านั้น หาแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายอื่น มีรูปขันธ์เป็นต้นไม่” ดังนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะแทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั่วทั้ง ๕ ขันธ์โดยไม่แตกต่างกัน


มีอุปมาอย่างไร ?


อุปมาเหมือนรสดินเป็นต้นแทรกซึมอยู่ในต้นไม้ ความจริง เมื่อต้นไม้ใหญ่ยืนต้นยึดพื้นแผ่นดินตั้งอยู่ อาศัยรสดินและรสน้ำ เจริญด้วยราก ลำต้น กิ่ง ค่าคบ ใบอ่อน ใบแก่ ดอก และผลทั้งหลาย เพราะรสดินและรสน้ำนั้นเป็นปัจจัย เติบโตเต็มท้องฟ้า สืบต่อเชื้อสายของต้นไม้ ด้วยการสืบต่อทางพืชพันธ์ ตั้งอยู่ตลอดกาลจนสิ้นกัลป์ พูดไม่ได้ว่า “รสดินเป็นต้นนั้นแทรกซึมอยู่ในส่วนทั้งหลายอื่นมีลำต้นเป็นอาทิไม่....ฯลฯ....หรือว่าแทรกซึมอยู่แต่ในผลเท่านั้นหาแทรกึมอยู่ในส่วนทั้งหลายอื่นทั้งหลายมีรากเป็นต้นไม่ ดังนี้ เพราะเหตุไร? เพราะแทรกซึมอยู่แต่ในส่วนทั้งหลายมีรากเป็นต้น ทุกส่วนโดยไม่ต่างกันแล แต่ทว่า มีบุรุษบางคนเบื่อหน่ายใดอกและผลเป็นต้นของต้นไม้ต้นนั้นแหละ แล้วตอกหนามมีพิษชื่อว่า หนามมัณฑูกะ เข้าไปทั้ง ๔ ด้าน ครั้นต้นไม้นั้นถูกกระทบด้วยสัมผัสเป็นพิษนั้น รสดินและรสน้ำทั้งหลายก็ถึงความไม่ซึมซาบเข้าไปเป็นธรรมดา เพราะรสดินและรสน้ำทั้งหลายหมดสิ้นไปแล้ว ไม่สามารถทำให้เกิดความสืบต่อ (เชื้อสายของต้นไม้) ต่อไปได้อีกฉันใด กุลบุตรผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของ (เบญจ) ขันธ์ก็ฉันนั้นเช่นกัน เริ่มต้นทำมรรค ๔ ให้เกิดในสันดานของตน เหมือนการที่บุรุษนั้นประกอบพิษเข้าในต้นไม้ทั้ง ๔ ด้าน ครั้นแล้ว ขันธสันดานนั้นของกุลบุตรนั้น เมื่อถูกสัมผัสพิษคือมรรค ๔ นั้นกระทบแล้วก็เป็นขันธสันดานที่ประเภทของกรรมเป็นต้น เข้าถึงแต่เพียงความเป็นกิริยา เพราะกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายสิ้นไปแล้วโดยประการทั้งปวง มาถึงความไม่เกิดขึ้นในภพใหม่เป็นธรรมดา ไม่สามารถทำให้สันดานในภพอื่นบ้างเกิดต่อไปได้ เป็นผู้หาอุปาทานมิได้ ดับสิ้นไปทุกประการด้วยการดับของวิญญาณดวงสุดท้าย เหมือนไฟหาเชื้อมิได้ดับไป
พึงทราบความแตกต่างกันของภูมิพื้นและ (กิเลสที่) ได้ภูมิพื้นโดยประการดังกล่าวนี้



(หน้าที่ 425)



[อุปปันนะ อีก ๔]

อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่างโดยเป็น
๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน
๒. อารัมมณาธิคหิตะคือ ยึดมั่นอารมณ์ไว้
๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกข่มไว้
๔. อสมูหละ คือ ยังถอนรากไม่ขาด


ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั่นแล เป็นสมุทาจารุปปันนะ คือ กิเลสที่ขึ้นด้วยความเคยชิน แต่เมื่ออารมณ์ (คือรูป) มาสู่คลองแห่งทวารมีตาเป็นต้น

กิเลสแม้จะยังไม่ขึ้นในตอนต้น แต่เพราะยึดอารมณ์ไว้นั้นเอง ท่านกล่าวว่า เป็นอุปปันนะด้วยยึดมั่นอารมณ์ไว้” เพราะในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยให้เห็นรูปที่ไม่สม (แก่สมณะ) กิเลสที่มิได้ถูกข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่งแม้จะยังไม่ผุดขึ้นสู่สันตติของจิตก็ เรียกว่า เป็นอุปปันนะโดยมิได้ถูกข่มไว้ เพราะไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามการเกิดขึ้น แต่แม้ว่าถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า เป็นอุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังถอนรากไม่ขาดด้วยอริยมรรค เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ ที่กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคามซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม่มีดอก อยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องอยู่ด้วยเสียงไพเราะ

อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คืออารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ นี้ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปัปันนะ) นั่นเอง ในอุปปันนะซึ่งจำแนกประเภท ดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าคือวัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ๑ โอกาสกตะ ๑ และ สมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็น อุปปันนะ ที่จะต้องละด้วย (มรรค) ญาณแม้ไรๆ เพราะมิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย (อริย) มรรค อุปปันนะ กล่าวคือภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]