วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๒๖ - ๔๓๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 426)



อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมูหตะ ๑ (๔อย่าง) นี้ใด เพราะโลกียญาณและโลกุตตรญาณนั้นๆ เกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ (๔ อย่าง) นั้นพินาศไป เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้หมด (ทั้ง ๔ อย่างข้างหลังนี้ ) นั้นจึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละฉะนี้แล

พึงทราบ “(๔) การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด” ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ด้วย ประการดังกล่าวนี้


]กิจในอริยสัจจ์ ๔]

คำว่า “และ (๕) กิจทั้งหลยใดมีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้ ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการ” ความว่า
ที่จริง ในเวลาตรัสรู้ (อริย) สัจจะ ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาญาณทั้งหลาย ๔ เหล่านั้น ในแต่ละญาณ มีกิจ (ญาณละ) ๔-๔ มีปริญญา (การกำหนดรู้) เป็นต้น เหล่านี้คือ


๑. ปริญญา กำหนดรู้
๒. ปหาน ประหาณ (ละ)
๓. สัจฉิกิริยา ทำให้เห็นแจ้ง
๔. ภาวนา ทำให้เกิด


(เกิดขึ้น) โดยขณะเดียวกัน โยคีควรทราบกิจทั้งหลายเหล่านั้น ตามสภาวะ


[มรรคญาณเปรียบด้วยดวงประทีป]

เพราะว่ากิจ ๔ อย่างนี้ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้วว่า “ดวงประทีปทำกิจ ๔ อย่างไม่ก่อนไม่หลังโดยขณะเดียวกัน คือเผาไส้ ๑ กำจัดความมืด ๑ ทำแสงสว่างให้ปรากฏ ๑ ทำน้ำมันให้สิ้นไป ๑ ฉันใด มรรคญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตรัสรู้สัจจะ ๔ ไม่ก่อนไม่หลังในขณะเดียวกัน คือตรัสรู้ทุกข์ ด้วยการตรัสรู้โดยกำหนดรู้ ๑ ตรัสรู้สมุทัย ด้วยการตรัสรู้โดยการละ ๑ ตรัสรู้มรรค ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้ (มรรค) เกิด ๑ ตรัสรู้ นิโรธ ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้เห็นแจ้ง ๑


“ถามว่า มีคำอธิบายกล่าวไว้อย่างไร ?



(หน้าที่ 427)



“ตอบว่า โยคีทำนิโรธ (พระนิพพาน) เป็นอารมณ์ แล้วบรรลุ คือเห็น คือว่าแทงทะลุซึ่งสัจจะหมดทั้ง ๔” และแม้ความข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสไว้แล้วว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์แม้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ ผู้นั้นก็เห็นแม้ความดับแห่งทุกข์ก็เห็น เขาเห็นทั้งปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ด้วย”ดังนี้ ควรทราบพระพุทธดำรัส (เรื่องนี้) ทั้งหมด ทั้งท่านพระสารีบุตรเถระก็ได้กล่าวไว้อีกว่า “ญาณของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยมรรค คือญาณนี้ในทุกข์ด้วย ญาณนี้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ด้วย ญาณนี้ในความดับแห่งทุกข์ด้วย ญาณนี้ในปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ด้วย” ดังนี้
ในข้ออุปมานั้น พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยอุปมาอย่างนี้ คือมรรคญาณกำหนดรู้ทุกข์ เปรียบเหมือนดวงประทีปเผาไส้ ละสมุทัยเปรียบเหมือนดวงประทีปกำจัดความมืด ทำมรรคกล่าวคือสัมมาสังกัปปะเป็นต้นให้เกิดโดยความเป็นปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น เปรียบเหมือนดวงประทีปทำแสงสว่างให้ปรากฏโดยรอบ ทำให้เห็นแจ้งนิโรธอันหมดสิ้นกิเลส เปรียบเหมือนดวงประทีปทำน้ำมันให้สิ้นไป


[มรรคญาณเปรียบด้วยดวงอาทิตย์]

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ เมื่อโผล่ขึ้นมาก็ทำกิจ ๔ อย่างพร้อมกับความปรากฏ ไม่ก่อนไม่หลัง คือส่องให้เห็นที่เป็นรูป ๑ กำจัดความมืด ๑ ให้ความสว่าง ๑ ระงับความหนาว ๑ ฉันใด มรรคญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตรัสรู้สัจจะ ๔ โดยขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง คือ....ฯลฯ....ตรัสรู้นิโรธ ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้เห็นแจ้ง ๑ แม้ในอุปมานี้ก็พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยอุปมาอย่างนี้ คือมรรคญาณกำหนดรู้ทุกข์ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ส่องให้เห็นสิ่งที่เป็นรูป ละสมุทัยเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์กำจัดความมืด ทำมรรคให้เกิดโดยความเป็นปัจจัย มีสหชาติปัจจัยเป็นต้น เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ให้ความสว่าง ทำให้เห็นแจ้งนิโรธ คือความสงบระงับกิเลส เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ระงับความหนาว


[มรรคญาณเปรียบด้วยหนาว]

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนนาวา ทำกิจ ๔ อย่างไม่ก่อนไม่หลังโดยขณะเดียวกัน คือละฝั่งนี้ ๑ ตัดกระแสน้ำ ๑ นำสิ่งของไป ๑ กำลังถึงฝั่งโน้น ๑ ฉันใด มรรคญาณก็ฉันนั้น



(หน้าที่ 428)



เหมือนกัน....ฯลฯ....ตรัสรู้นิโรธ ด้วยการตรัสรู้โดยการทำให้เห็นแจ้ง ๑ แม้ในอุปมานี้ก็พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยอุปมาอย่างนี้ คือมรรคญาณ กำหนดรู้ทุกข์เปรียบเหมือนนาวาละฝั่งนี้ ละสมุทัย เปรียบเหมือนนาวาตัดกระแสน้ำทำมรรคให้เกิดโดยความเป็นปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น เปรียบเหมือนนาวานำสิ่งของไป ทำให้เห็นแจ้งนิโรธอันเป็นฝั่งโน้น เปรียบเหมือนนาวา (กำลัง) ถึงฝั่งโน้น


[ตรัสรู้อริยสัจจ์โดยอาการ ๑๖]

อนึ่ง ในเวลาตรัสรู้ (อริย) สัจจะดังกล่าวมานั้น มรรคซึ่งมีญาณดำเนินไปด้วยกิจ ๔ อย่างโดยขณะเดียวกันนั้นก็มีสัจจะ ๔ นั่นแลเป็นอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคเดียวกัน (เอกปฏิเวธ) โดยความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ ด้วยอาการ ๑๖ ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า “(ถามว่า) สัจจะ ๔ มีอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคเดียวกันโดยความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้อย่างไร ? (ตอบว่า) สัจจะ ๔ มีอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคเดียวกันโดยความหมายว่าเที่ยงแท้โดยอาการ ๑๖ คือ


(ก) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของทุกข์ (มี ๔ อาการ) คือ


๑. มีความหมายว่า เบียดเบียน (ปีฬนฏฺโฐ)

๒. มีความหมายว่า ปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขตฏฺโฐ)

๓. มีความหมายว่า แผดเผา (สนฺตาปฏฺโฐ)

๔. มีความหมายว่า แปรผัน (วิปริณามฏฺโฐ)


(ข) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของสมุทัย (มี ๔ อาการ) คือ


๕. มีความหมายว่า ขวนขวาย (อายูหนฏฺโฐ)
๖. มีความหมายว่า มูลเหตุ (นิทานฏฺโฐ)
๗. มีความหมายว่า ผูกมัด (สํโยคฏฺโฐ)
๘. มีความหมายว่า ขัดขวาง (ปลิโพธฏฺโฐ)



(หน้าที่ 429)



(ข) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของนิโรธ (มี ๔ อาการ) คือ


๙. มีความหมายว่า ออกไป (นิสฺสรณฏฺโฐ)

๑๐. มีความหมายว่า สงัดเงียบ (วิเวกฏฺโฐ)

๑๑. มีความหมายว่า ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง(อสงฺขตฏฺโฐ)

๑๒. มีความหมายว่า ไม่ตาย (อมตฏฺโฐ)


(ค) ความหมายว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ของมรรค (มี ๔ อาการ) คือ


๑๓. มีความหมายว่า นำออก (นิยฺยานฏฺโฐ)

๑๔. มีความหมายว่า นำออก (นิยฺยานฏฺโฐ)

๑๔. มีความหมายว่า เป็นเหตุ (เหตฺวฏฺโฐ)

๑๕. มีความหมายว่า เห็น (ทสฺสนฏฺโฐ)

๑๖. มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่ (อธิปฺปเตยฺยฏฺโฐ)


สัจจะ ๔ โดยความหมาว่า (เป็นสภาวะ) เที่ยงแท้ สงเคราะห์ด้วยความหมายเดียวกัน โดยอาการ ๑๖ (ดังกล่าว) เหล่านี้ สิ่งใดสงเคราะห์เข้าด้วยความหมายเดียวกัน สิ่งนั้นก็มีความเป็นอันเดียวกัน สิ่งใดมีความเป้นอันเดียวกัน โยคีก็รู้แจ้งแทงตลอดความเป็นอันเดียวกันนั้น ด้วยญาณเดียวกัน เพราะเหตุนี้ สัจจะ ๔ จึงมีอาการพึงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยมรรคญาณเดียวกัน” ดังนี้
จะพึงมีคำทักท้วงในข้อนั้นว่า “ในเมื่อความหมายแม้อย่างอื่นของสัจจะทั้งหลายมีทุกข์ เป็นต้น เช่น (เป็น) โรคและ (เป็น) ฝีเป็นต้น ยังมีอยู่ แต่แล้วเพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวไว้เพียง ๔ เท่านั้น” ในข้อนี้เราของกล่าวตอบว่า “เพราะ (สัจจะทั้งหลาย) ปรากฏชัดด้วยการเห็นสัจจะอื่น (ด้วย)” เพราะว่าสัจจะญาณ ท่านกล่าวไว้โดยมีสัจจะแต่ละสัจจะเป็นอารมณ์โดยนัยเป็นต้น ว่า “ในญาณทั้งหลายนั้น ญาณในทุกข์เป็นไฉน ? คือปัญญา ความรู้ทั่ว....ซึ่งเกิดขึ้นปรารภทุกข์ นี้ ท่านกล่าวว่าในญาณทุกข์” ดังนี้ บ้าง กล่าวโดยทำสัจจะอย่างหนึ่งเป็นอารมณืแล้วสำเร็จกิจในสัจจะทั้งหลายแม้ที่เหลืออื่นด้วยโดยนัยเป็นต้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์แม้ทุกขสมุทัย ผู้นั้นก็เห็นด้วย” ดังนี้ บ้าง ในการเห็น ๒ อย่างนั้น ในกาลใด โยคี



(หน้าที่ 430)



ทำสัจจะแต่ละอย่างเป็นอารมณ์ในกาลนั้น ความหมายว่าปัจจัยปรุงแต่งของทุกข์แม้มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะโดยสภาพนั้นก็ปรากฏชัดแจ้งขึ้นก่อน ด้วยการเห็นสมุทัย เพราะทุกข์นั้นถูกสมุทัยซึ่งมีลักษณะกระวนกระวาย ทำเข้าไว้ ปรุงแต่งไว้ ทำเป็นกองไว้ แต่เพราะเหตุที่มรรคนำเอาความแผดเผาของกิเลสไปเสีย จึงเป็นธรรมเย็นสนิท เพราะฉะนั้น ความหมายว่า แผดเผาของทุกข์ (สัจจ์) นั้นก็ปรากฏชัดแจ้ง ด้วยการเห็นมรรค (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความไม่สวยไม่งามของนางสุนทรีปรากฏชัดเจนแก่ท่านพระนันทะด้วยการเห็นนางอัปสร ส่วนความหมายว่าแปรผันของทุกข (สัจจ์) นั้นปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นนิโรธ (สัจจ์) อันเป็นธรรมไม่แปรผัน เพราะเหตุนี้ จึงไม่มีคำที่จะพึงกล่าวไว้ในเรื่องนี้โดยแท้

อนึ่ง ความหมายว่ามูลเหตุของสมุทัย (สัจจ์) แม้มีความขวนขวายเป็นลักษณะโดยสภาพจะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นทุกข์ (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความที่โภชนะเป็นเหตุแห่งความป่วยเจ็บปรากฏชัดเจนด้วยการเห็นความป่วยเจ็บอันเกิดแต่ (การบริโภค) โภชนะไม่เป็นสัปปายะความหมายว่าผูกมัด (ของสมุทยสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นนิโรธ (สัจจ์) อันเป็นธรรมที่ปราศจากความผูกมัด และความหมายว่าขัดขวาง (ของสมุทยสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นมรรค (สัจจ์) ซึ่งเป็นธรรมนำออก ฉะนี้แล
อนึ่ง ความหมายว่าสงัดเงียบของนิโรธ (สัจจ์) แม้มีการออกไป (จากทุกข์) เป็นลักษณะจะปรากฏชัดแจ้ง ด้วยการเห็นสมุทัย (สัจจ์) ซึ่งเป็นธรรมไม่สงัดเงียบ ความหมายว่าไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (ของนิโรธสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นมรรค (สัจจ์) ความจริง มรรคเป็นธรรมที่ท่านโยคีผู้นี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ในสังสารวัฏซึ่งไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้น อีกอย่างหนี่ง มรรคนั้นยังเป็นสังขตะ (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง) โดยแท้ เพราะยังมีปัจจัยอยู่ เพราะเหตุนี้ความที่นิโรธสัจจ์ซึ่งเป็นธรรมหาปัจจัยมิได้ เป็นธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง จึงเป็นความหมาย ที่ปรากฏชัดแจ้งอย่างยิ่ง อนึ่ง ความหมายว่าไม่ตาย (อมฤต) ของนิโรธสัจจ์นั้นจะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นทุกข (สัจจ์) เพราะว่าทุกข์เป็นยาพิษ อมฤต คือพระนิพพาน
อนึ่ง ความหมายว่าเป็นเหตุของมรรค (สัจจ์) ซึ่งแม้มีการนำออกเป็นลักษณะจะปรากฏ ชัดแจ้งด้วยการเห็นสมุทัย (สัจจ์) ว่า “สมุทัยนี้ มิใช่เหตุแห่งการบรรลุพระนิพพาน มรรคนี้




>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]