วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๓๑ - ๔๓๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 431)



(ต่างหาก) เป็นเหตุ” ดังนี้ ความหมายว่าเห็น (ของมรรคสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นนิโรธ (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความแจ่มใสของดวงตาปรากฏแจ่มแจ้งแก่บุคคลผู้เห็นรูปทั้งหลายที่ละเอียดอย่างยิ่งด้วยคิดว่า “ดวงตาของฉันแจ่มใสจริงๆ” ความหมายว่ายิ่งใหญ่ (ของมรรคสัจจ์) จะปรากฏชัดแจ้งด้วยเห็นทุกข (สัจจ์) เหมือนหนึ่งความโอฬารของชนผู้ยิ่งใหญ่จะปรากฏชัดแจ้งด้วยการเห็นชนเข็ญใจผู้อาดูรเดือดร้อนด้วยโรคหลายอย่าง ฉะนี้แล

ในที่นี้ ได้กล่าวความหมาย ๔-๕ ของสัจจะแต่ละข้อ ๆแล้วโดยความปรากฏชัดแจ้งของความหมายแต่ละอย่างๆ ตามลักษณะของตน ๆ และโดยปรากฏชัดแจ้งของความหมายอีก ๓-๓ ด้วยการเห็นสัจจะข้ออื่นด้วยประการฉะนี้ แต่ในขณะ (บรรลุอริย) มรรค ความหมาย (๑๖) เหล่านี้แม้ทุกประการก็ถึงปฏิเวธ (ความรู้แจ้งแทงตลอด) ด้วยญาณมีกิจ ๔ ใน สัจจะทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้น ญาณเดียวนั่นเอง ฉะนี้แล แต่ทว่า ท่านวาทีบุคคลทั้งหลายใดประสงค์การตรัสรู้ต่างๆกัน (ในอริยสัจจ์) คำกล่าวตอบที่เกิน (กว่านี้) แก่วาทีบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ในกถาปกรณ์ ในพระอภิธรรมปิฏก


[กิจ ๔ ประการ ในอริยสัจจ์ ๔]

ณ บัดนี้ กิจ ๔ ประการ มีปริญญา (การกำหนดรู้) เป็นต้น เหล่านั้นใด ที่กล่าวถึงมาแล้ว
ติวิธา โหติ ปริญฺญา ตถา ปหานมฺปิ สจฺฉิกิริยาปิ
ทฺว ภาวนา อภิมตา วินิจฺฉาโย ตตฺถ ญาตพฺโพ.


ในกิจ ๔ ประการเหล่านั้น


(กิจคือ) ปริญญา มี ๓ อย่าง แม้ (กิจคือ) ปหาน แม้
(กิจคือ) สัจฉิกิริยาก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน (กิจคือ) ภาวนารู้
กันว่ามี ๒ อย่าง พึงทราบการวินิจฉัยในกิจ ๔ ประการ
นั้น (ดังต่อไปนี้)



(หน้าที่ 432)



[ปริญญา – การกำหนดรู้ ๓]

คำว่า “ปริญญามี ๓ อย่าง” ความว่า ปริญญา มี ๓ อย่าง ดังนี้คือ

๑. ญาตปริญญา

๒. ตีรณปริญญา

๓. ปหานปริญญา


[๑. ญาตปริญญา]

ในปริญญา ๓ นั้น การกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญารู้ยิ่ง ชื่อว่า ญาณโดยความหมายว่าปรากฏอยู่แล้ว” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่รู้แล้วด้วยความรู้ยิ่ง ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมปรากฏแล้ว” ดังนี้ (และ) กล่าวไว้โดยพิสดารโดยนั้ยว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงพึงรู้ด้วยความรู้ยิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวงที่พึงรู้ด้วยความรู้ยิ่งคืออะไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือจักษุ เป็นสิ่งที่พึงรู้ความรู้ยิ่ง....ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ญาตปริญญา การกำหนดรู้สิ่งที่ได้รู้แล้ว
ความรู้ด้วยปัญญารู้ยิ่งซึ่งนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัย (ของนามและรูปนั้น) เป็นภูมิพื้นเฉพาะของญาตปริญญานั้น


[๒ ตีรณปริญญา]

แต่ว่าการกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญากำหนดรู้ ชื่อว่าญาณโดยความหมายว่าไตร่ตรอง” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่กำหนดรู้แล้ว ธรรมทั้งหลายนั้น ๆ เป็นธรรมที่ท่านไตร่ตรองแล้ว” ดังนี้ (และ) กล่าวไว้โดยพิสดารโดยนัยว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงพึงกำหนดรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวงที่พึงกำหนดรู้ คืออะไร? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือจักษุเป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้....ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ด้วยความไตร่ตรอง



(หน้าที่ 433)



การกำหนดรู้ที่ดำเนินไปด้วยการไตรตรองว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” เริ่มตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณจนถึงอนุโลมญาณ เป็นภูมิพื้นเฉพาะของตีรณปริญญานั้น


[๓. ปหานปริญญา]

ส่วนการกำหนดรู้ที่ท่านยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ปัญญาในการปหาน (การละ) ชื่อว่า ญาณโดยความหมายว่าละทิ้งไป” ดังนี้ แล้วกล่าวไว้โดยพิสดารอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านละทิ้งไปแล้ว” ดังนี้ (และ) ดำเนินไปโดยนัยเป็นต้นว่า “ละนิจจสัญญา (ความหมายรู้ว่าเที่ยง) ด้วยอนิจจานุปัสสนา....ดังนี้ ชื่อว่าปหานปริญญา
การกำหนดรู้ เริ่มตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณจนถึงมรรคญาณ เป็นภูมิพื้นของปหานปริญญานั้น ในกิจคือปริญญานี้ ท่านประสงค์เอาปหานปริญญาดังกล่าวนี้ หรือว่าเพราะเหตุที่แม้ญาตปริญญาและตีรณปริญญาก็มีปหานปริญญา (หรือมรรค) นั้นเป็นเป้าหมายอยู่โดยเฉพาะและเพราะเหตุที่โยคีละธรรมทั้งหลายเหล่าใด ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เป็นธรรมที่ปรากฏแล้วและไตร่ตรองไว้แล้วโดยแน่นอน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าโดยปริยายนี้แม้ทั้ง ๓ ปริญญาก็เป็นกิจของมรรคญาณด้วยกัน


[ปหาน ๓ อย่าง]

คำว่า “แม้ (กิจคือ) ปหาน....ก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน” ความว่า ที่จริงแม้ปหาน (ประหาณคือการละ) ก็มี ๓ อย่างเหมือนปริญญานั่นแล คือ


๑. วิกขัมภนปหาน ละด้วยการข่มไว้
๒. ตทังคปหาน ละองค์นั้นๆด้วยองค์นั้นๆ
๓. สมุจเฉทปหาน ละโดยตัดขาด



(หน้าที่ 434)



[๑. วิกขัมภนปหาน]

ในปหาน ๓ อย่างนั้น การข่มธรรมที่เป็นข้าศึกทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้นไว้ด้วยโลกียสมาธินั้นๆ เหมือนกั้นสาหร่ายไว้ด้วยหม้อที่แกว่งไปมาบนผิวน้ำที่มีสาหร่าย นี้เรียกว่า วิกขัมภนปหาน แต่ในพระบาลี ท่านกล่าวไว้เฉพาะการข่มนิวรณ์ทั้งหลายเท่านั้นว่า “และการละด้วยการข่มนิวรณ์ทั้งหลายไว้ของโยคีผู้ทำปฐมฌานให้เกิด” ดังนี้ พึงทราบว่า คำบาลีนั้น ท่านกล่าวไว้ เพราะ (ปหาน) ปรากฏอยู่ เพราะว่านิวรณ์ทั้งหลายหาท่วมทับจิตทันที่ทันใดทั้งในตอนต้น ทั้งในตอนท้ายของฌานมิได้ ธรรมทั้งหลายมีวิตกเป็นต้นก็ถูกข่มไว้ เฉพาะในขณะที่ฌานเป็นอัปปนาแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น การข่มนิวรณ์ทั้งหลายไว้ จึงปรากฏชัด


[๒. ตทังคปหาน]

ส่วนปหานใด ละธรรมที่พึงละนั้นๆ โดยความเป็นปฏิปักโดยเฉพาะด้วยองค์ญาณนั้นๆ ซึ่งเป็นอวัยวะของวิปัสสนา เปรียบเหมือนการปหานความมืดได้ด้วยประทีปที่จุดลุกโพลงในเวลากลางคืน นี้ เรียกว่า ตทังคปหาน


[ตทังคปหานตามวิปัสสนาญาณ]

ตทังคปหานนี้เป็นอย่างไร ?
ก่อนอื่น ได้แก่ ปหาน คือการละ :-

๑. สักกายทิฏฐิ ด้วยการกำหนดรู้นามและรูป

๒. ทิฏฐิที่ไม่มีเหตุและปราศจากเหตุอันสมควรและมลทินคือความสงสัย ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัย (ของนามและรูป)

๓. ความยึดถือโดยเป็นก้อนว่า “ฉัน ของฉัน” ด้วยการกำหนดรู้โดยความเป็นกลุ่มก้อน

๔. ความสำคัญหมายรู้ในสิ่งที่มิใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วยการกำหนดรู้สิ่งเป็นมรรคและสิ่งไม่เป็นมรรค



(หน้าที่ 435)



๕. อุจเฉททิฏฐิ ด้วยเห็นความเกิดขึ้น

๖. สัสสตทิฏฐิ ด้วยเห็นความดับ

๗. ความหมายรู้ในสิ่งมีความน่ากลัวว่าไม่น่ากลัวด้วยความปรากฏเป็นของน่ากลัว

๘. ความหมายรู้ว่าเป็นที่ชื่นชมยินดี ด้วยการเห็นดทษชั่วร้าย

๙. ความหมายรู้ว่าน่าอภิรมย์ ด้วยการเห็นเนืองๆ ด้วยความเบื่อหน่าย

๑๐. ความไม่ผราถนาเพื่อพ้นไป ด้วยความปรารถนาเพื่อพ้นไป

๑๑. ความไม่พิจารณาเพื่อทบทวน ด้วยการพิจารณาทบทวน

๑๒. ความไม่วางเฉย ด้วยการวางเฉย

๑๓. ความยึดมั่นโดยขัดแย้งต่อสัจจะ ด้วยการคล้อยตาม


[มหาวิปัสสนา ๑๘]

แต่หรือว่าปหานใด ใน มหาวิปัสสนา ๑๘ คือการละ : -


๑ นิจจสัญญา ด้วย อนิจจานุปัสสนา
๒ สุขปัญญา ด้วย ทุกขานุปัสสนา
๓. อัตตสัญญา ด้วย อนัตตานุปัสสนา
๔. ความเพลิดเพลิน ด้วย นิพพิทานุปัสสนา
๕. ความกำหนัด ด้วย วิราคานุปัสสนา
๖. สมุทัย ด้วย นิโรธานุปัสสนา
๗. ความยึดถือ ด้วย ปฏนิสสัคคานุปัสสนา
๘. ความหมายรู้ว่าเป็นก้อนด้วย ขยานุปัสสนา
๙. ความขวนขวาย ด้วย วยานุปัสสนา



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]

งานนี้ประกอบด้วยงานย่อยหลายส่วนซึ่งอยู่ในบังคับแห่งลิขสิทธิ์หลายเรื่องต่างกัน เช่น งานอันลิขสิทธิ์หมดอายุ และงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ดี งานนี้ทุกส่วนล้วนเป็นสาธารณสมบัติแล้ว
ส่วนบทประพันธ์:

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

ส่วนอื่น ๆ:

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"