วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ หน้าที่ ๔๓๖ - ๔๔๒

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 436)



๑๐. ความหมายรู้ว่ายั่งยืน ด้วย วิปริณมานุปัสสนา
๑๑. นิมิต ด้วย อนิมิตตานุปัสสนา
๑๒. ความตั้งมั่น ด้วย อัปปณิหิตานุปัสสนา
๑๓. ความยึดมั่น ด้วย สุญญตานุปัสสนา
๑๔. ความยึดมั่ยโดยยึดถือว่าเป็นสาระ ด้วย อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา
๑๕. ความยึดมั่นคือความลุ่มหลงด้วย ยถาภูตยาณสัสสนะ
๑๖. ความยึดมั่น คือความอาลัย ด้วย อาทีนวานุปัสสนา
๑๗. ความไม่พิจารณาทบทวน ด้วย ปฏิสังขานุปัสสนา
๑๘ ความยึดมั่น ความผู้พัน ด้วย วิวัฏฏานุปัสสนา


แม้ ปหาน ดังกล่าวนี้ก้เป็น ตทังคปหาน เหมือนกัน


[อธิบายความในมหาวิปัสสนาแต่ละข้อ]

ในมหาวิปัสสนา ๑๘ นั้น การละนิจจสัญญาเป็นต้นด้วยอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นโดยประการใด การละด้วยประการนั้น ได้กล่าวไว้ใน (ตอนว่าด้วย) ภังคานุปัสสนา เรียบร้อยแล้ว
แต่คำว่า “ขยานุปัสสนา” หมายถึง ญาณของท่านผู้ทำการสลายตัวของความเป็นก้อนออกไป แล้วเห็นความสิ้นไปอย่างนี้ว่า “ชื่อว่าไม่เที่ยงโดยความหมายว่าสิ้นไป” การละฆนสัญญา (ความสำคัญว่า เป็นก้อน) ก็มีได้ด้วยญาณนั้น
คำว่า “วยานุปัสสนา” หมายถึง ความเป็นผู้เห็นความดับของสังขารทั้งหลายโดย พิจราณาเห็นเองโดยอนุมาน แล้วน้อมจิตไปในนิโรธ กล่าวคือความดับนั้นเองโดยเฉพาะ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า


อารมฺมณานฺวเยน อุโภเอกววฏฺฐานา
นิโรเธ อธิมุตฺตตา วยลกฺขณวิปสฺสนา.



(หน้าที่ 437)



การกำหนดอารมณ์ทั้งสอง (คือทั้งสองที่เห็นและมิได้เห็น)
โดยความเป็นอันเดียวกันโดยอำนวยตามอารมณ์ คือความ
น้อมจิตไปในนิโรธ ชื่อว่าวยลักขณวิปัสสนา (คือการเห็นแจ้ง
ซึ่งลักษณะแห่งความดับ)


เป็นอันละความขวนขวายได้ด้วยวยานุปัสสนา นั้น เพราะว่าเมื่อโยคีเห็นอยู่โดยแจ่มแจ้งว่า “บุคคลพึงขวนขวาย เพื่อประโยชน์แก่งสังขารเหล่าใด สังขารทั้งหลายเหล่านั้น มีความดับเป็นธรรมดาอย่างนี้” จิต (ของโยคีนั้น) ก็ไม่น้อมไปในความขวนขวาย
คำว่า “วิปริณามานุปัสสนา” หมายถึง การเห็นเลยขอบเขตนั้นๆไป แล้วดำเนินไป โดยประการอื่นด้วยอำนาจกัมมัฏฐานมีรูปสัตตกกัมมัฏฐานเป็นต้น หรือว่าการเห็นความแปรผันของสิงที่บังเกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยชร ๑ ด้วยมรณะ ๑ เป็นอันละความสำคัญว่ายั่งยืนได้ด้วยวิปริณามานุปัสสนานั้น
คำว่า “อนิมิตตานุปัสสนา” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนานั่นเอง การละนิมิตว่าเที่ยงก็มีได้ด้วยอนิจจานุปัสสนานั้น
คำว่า “อัปปณิหิตานุปัสสนา” ได้แก่ ทุกขานุปัสสนานั่นเอง การละความทะเยอทะยานในสุขและความปรารถนาสุขก็มีได้ด้วยทุกรานุปัสสนานั้น
คำว่า “สุญญตานุปัสสนา” ได้แก่ อนัตตานุปัสสนานั่นเอง การละความยึดมั่นว่า “มีอัตตา” ก็มีได้ด้วยอัตตานุปัสสนานั้น
คำว่า “อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา” หมายถึง วิปัสสนาที่รู้อารมณ์ มีรูปเป็นต้น แล้วเห็นความดับของอารมณ์นั้นด้วยความดับของจิตซึ่งมีรูปเป็นต้น นั้นเป็นอารมณ์ด้วย แล้วถือไว้ซึ่งความว่าเปล่าเป็นต้นอำนาจภังคญาณว่า “สังขารทั้งหลายนั่นแลแตกดับไป ความตายมีอยู่แก่สังขารทั้งหลายไม่มีใครๆอื่น” ซึ่งท่านกล่าวไว้แล้วอย่างนี้ว่า


อารมฺมณญฺจ ปฏิสงฺขา ภงฺคญฺจ อนุปสฺสติ
สุญฺญโต จ อุปฏฺฐานํ ธิปญฺญา วิปสฺสนา.



(หน้าที่ 438)



แปลความว่า

กำหนดรู้อารมณืและเห็นเนืองๆ ซึ่งความดับกับทั้ง
ความปรากฏโดยความว่างเปล่า คืออธิปัญญาวิปัสสนา


วิปัสสนา (ดังกล่าว) นั้น ท่านเรียกว่า “อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา” เพราะทำวิเคราะห์ศัพท์ว่า ”ปัญญารู้ยิ่งด้วย เห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายด้วย” ดังนี้ การละความยึดมั่นด้วยความยึดถือว่าเป็นแก่นสาร มีได้ด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนานั้น เพราะเห็นแล้วเป็นอย่างดีถึงความไม่มีสาระอันเที่ยงแท้และความไม่มีสาระ คืออัตตา

คำว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง” ได้แก่ การกำหนดรู้นมและรูปพร้อมทั้งปัจจัย การละความยึดมั่นคือความลุ่มหลงซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “ฉันได้มีมาแล้วในกาลอดีตหรือหนอแล” และโดยนัยเป็นต้นว่า “โลกเกิดมีขึ้นจากพระอิศวร” ดังนี้ (การละนี้) มีได้ด้วยยถาถูตญาณทัสสนะนั้น
คำว่า “อาทีนวานุปัสสนา ความเห็นเนืองๆซึ่งโทษชั่วร้าย” หมายถึง ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นโทษชั่วร้ายในภพ ๓ เป็นต้น ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความปรากฏเป็นของน่ากลัว (ภยตุปัฏฐานญาณ) การละความยึดมั่นด้วยความอาลัยโดยเห็นว่า “ไม่ปรากฏสิ่งไรๆที่ควรติดอยู่” มีได้ด้วยอาทีนวานุปัสสนาญาณนั้น
คำว่า “ปฏิสังขานุปัสสนา การตามดูด้วยการกำหนดรู้ทบทวน” ได้แก่ ปฏิสังขาญาณ ทำอุบายเพื่อพ้นไป การละความไม่กำหนดรู้ทบทวน มีได้ด้วยปฏิสังขารญาณนั้น
คำว่า “วิวัฏฐานุปัสสนา การตามเห็นเนืองๆด้วยจิตถอยกลับ” ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณ เพราะได้กล่าวไว้แล้วว่า “ในเวลานั้น จิตของโยคีนั้นก็ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ จากสังขารทั้งปวง เหมือนหยดน้ำในใบบัว ซึ่งของใบงอนิดๆ” เพราะฉะนั้น การละความยึดมั่นด้วยความผูกพัน จึงมีได้ด้วยวิวัฏฏานุปัสสนานั้น อธิบายว่าการละความยึดมั่นด้วยกิเลสมีกามสังโยคเป็นต้น มีได้ด้วยความไม่เป็นไปของกิเลส



(หน้าที่ 439)



พึงทราบ ตทังคปหานโดยพิสดารด้วยประการดังกล่าวนี้ แต่ในพระบาลี ท่านกล่าวแต่ โดยสังเขปเท่านั้นว่า “และการละทิฏฐิทั้งหลายด้วยองค์นั้นๆ ของท่านโยคีผู้ทำสมาธิ ซึ่งมีส่วนเจาะทะลุให้เกิด”


[๓. สมุจเฉทปหาน]

ส่วน ปหาน (คือการละ) ใด ละธรรมทั้งหลายมีสังโยชน์เป็นต้นด้วยอริยมรรคญาณโดยอาการที่ธรรมทั้งหลายมีสังโยชน์เป็นต้นเหล่านั้น ไม่เป็นไปได้อีต่อไป เหมือนประหารต้นไม้ที่ถูกจักรวิเศษของสายฟ้าฟาด นี้เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ซึ่งท่านกล่าวระบุถึงไว้ (ในพระบาลี) ว่า “อนึ่ง สมุจเฉทปหานของท่านโยคีผู้ทำมรรคไปสู่ความดับ อันเป็นโลกุตตระให้เกิด” ดังนี้
ในปหานทั้ง ๓ เหล่านี้ด้วยประการดังกล่าว ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ท่านประสงค์เอา สมุจเฉทปหาน อย่างเดียว
และโดยเหตุที่แม้วิกขัมภนปหานและตทังคปหาน ในตอนต้นๆ ของโยคีนั้นก็มีสมุจเฉทปหานนั้นเป็นเป้าหมายโดยเฉพาะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น โดยปริยายนี้ พึงทราบว่าปหานแม้ทั้ง ๓ ก้เป็นกิจของมรรคญาณด้วยกัน เพราะเปรียบเหมือนว่า ถึงแม้กิจกรรมใดที่ พระราชาเป็นผู้ปฏิปักษ์ ทรงทำไว้ในกาลก่อนหน้านั้น ครั้นพระราชาผู้ปลงพระชนม์ชีพ พระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์แล้วเสด็จเถลิงราชสมบัติ เขาก็ว่ากันว่า กิจกรรมนี้และกิจกรรมนั้นพระราชา (องค์เถลิงราชสมบัติ) ทรงทำไว้ทั้งหมดนั้นแล


[สังฉิกิริยา ๓]

คำว่า “แม้สัจฉิกิริยาก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน” ความว่า สัจฉิกิริยาแม้จำแนกเป็น ๒ อย่างคือ



(หน้าที่ 440)



๑. โลกียสัจฉิกิริยา

๒. โลกุตตรสัจฉิกิริยา


สำหรับโลกุตตรสัจฉิกิริยา มี ๓ อย่างโดยแตกต่างกันด้วย ทัสสนะ และ ภาวนา ในสัจฉิกิริยา ๒ นั้น การสัมผัสญาณทั้งหลายมีปฐมญาณเป็นต้น ซึ่ง (มีที่) มาโดยนัย (พระบาลี) ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน.....ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความชำนาญในปฐมฌาน.....ปฐมฌาน ข้าพเจ้าทำให้เห็นแจ้งแล้ว” ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า โลกียสัจฉิกิริยา
คำว่า “ผัสสนา (คือสัมผัส)” หมายถึงว่า การบรรลุแล้วถูกต้องด้วยการสัมผัสด้วยญาณโดยประจักษ์ (แก่ตนเอง) ว่า “สิ่งนี้ข้าพเจ้าได้ประสพแล้ว” ความจริง ท่านก็หมายถึงความข้อ (หลัง) นี้แหละ จึงยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงว่า “ปัญญาในสัจฉิกิริยา ชื่อว่าญาณโดยความหมายว่าถูกต้อง” ดังนี้ แล้กล่าวนิเทศของสัจฉิกิริยา (ต่อไป) ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ท่านทำให้แจ้งแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านสัมผัสแล้ว” อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายเหล่าใดแม้มิได้ทำให้เกิดขึ้นในสันดานของตนเอง แต่รู้แล้วทั้งสิ้น ด้วยญาณโดยมิต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นธรรมที่ทำให้เห็นแจ้งแล้วเช่นกัน แท้จริงด้วยเหตุนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวง ที่ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้งคืออะไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือจักษุ ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้ง....”ดังนี้ เป็นต้น ทั้งยังกล่าวไว้ต่อไปอีกว่า ”เมื่อเห็นรูปก็ทำให้เห็นแจ้ง เมื่อเห็นเวทนา.....ฯลฯ....เมื่อเห็นวิญญาณก็ทำให้เห็นแจ้ง เมื่อเห็นจักษุ.....เห็นชราและมรณะ....เห็นพระนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะก็ทำให้เห็นแจ้ง เพราะเหตุนี้ ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ทำให้เห็นแจ้งแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ ชื่อว่าเป็นธรรมที่ถูกต้องแล้ว” ดังนี้
แต่ว่า การเห็นพระนิพพานในขณะ (บรรลุ) ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) เป็นทัสสนสัจฉิกิริยา (ทำให้เห็นแจ้งด้วยการเห็น) ส่วนในขณะแห่งมรรคอื่นที่เหลือ เป็น



(หน้าที่ 441)



ภาวนาฉัจฉิกิริยา (ทำให้เห็นแจ้งด้วยการทำให้เกิด) ฉะนี้แล ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสัจฉิกิริยาแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า การทำให้เห็นแจ้งซึ่งพระนิพพานโดยทางทัสสนะและภาวาเป็นกิจของญาณนี้


[ภาวนา ๒ อย่าง]

คำว่า “ภาวนารู้กันแล้วว่ามี ๒ อย่าง” ความว่า ส่วน ภาวนา ท่านตกลงไว้ ๒ อย่างเท่านั้น คือ

๑. โลกียภาวนา

๒. โลกุตตรภาวนา

ใน ๒ ภาวนานั้น การทำศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายฝ่ายโลกิยะให้บังเกิดขึ้น และการอรมสันดานด้วยศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายโลกิยะนั้น เป็น โลกียภาวนา
การทำ ศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายฝ่ายโลกุตตระให้เกิดขึ้น และการอบรมสันดาด้วยศีล สมาธิ และปัญญาทั้งหลายฝ่ายโลกุตตระนั้น เป็น โลกุตตรภาวนา
ในภาวนาทั้งสองนั้น ในญาณทัสสนวิสุทธิกถานี้ ประสงค์เอาโลกุตตรภาวนา เพราะว่า (มรรค) ญาณแม้ทั้ง ๔ อย่างนี้ ทำศีลเป็นต้นที่เป็นโลกุตตระให้เกิดขึ้นโดยความเป็นปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้นของศีล สมาธิและปัญญาทั้งหลายที่เป็นโลกุตตระเหล่านั้น และพระอริยบุคคลก็อบรมสันดาน (ของตน) ด้วยศีลเป็นต้น ที่เป็นโลกุตตระเหล่านั้น เพราะเหตุนี้โลกุตตรภาวนานั่นแล เป็นกิจของมรรคญาณนั้น ดังนี้แล
“(๕) กิจทั้งหลายใด มีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการดังกล่าวมานี้ ฉะนี้แล
อนึ่ง เพื่อแสดงวิธีแห่งการทำปัญญาให้เกิด ซึ่งมีมาแต่โดยสรุปเท่านั้น อย่างนี้ว่า


“สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ
จิตฺตํ ปญฺญญจ ภาวยํ......
“พระภิกษุ ผู้เป็นนรชน มีปัญญา ตั้งอยู่ในศีลแล้วถึง
ทำมาธิจิตและอริยปัญญาให้เกิด....”ดังนี้



(หน้าที่ 442)



คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว (ข้างต้น) ว่า “พระภิกษุผู้ทำวิสุทธิ ๒ (คือสีลวิสุทธฺ และจิตตวิสุทธิ) อันเป็นรากเหง้าให้ถึงพร้อมแล้ว ทำวิสุทธิ ๕ (คือทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ) อันเป็นลำต้นหึ้งพร้อมอยู่ พึงทำปัญญาให้เกิดขึ้” ดังนี้ คำนั้นเป็นอันข้าพเจ้าขยายความพิสดารแล้วด้วย คำมีประมาณดังกล่าวมานี้ และปัญหากรรมว่า “ควรทำปัญหาให้เกิดอย่างไร” นี้ ข้าพเจ้าก็ได้วิสัชนาแล้วด้วยประการฉะนี้


ปริจเฉทที่ ๒๒ ชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ

ในอธิกาลแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้




>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]