วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๒๓ ปัญญาภาวนานิสังสนิเทศ หน้าที่ ๔๕๖ - ๔๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<



(หน้าที่ 456)



เข้านิโรธสมาบัตินั้นได้ นี้คือความสังเขป ในการเข้านิโรธสมาบัตินี้ ด้วยประการฉะนี้ ส่วนความพิสดารมีดังต่อไปนี้

พระภิกษุในพระศาสนานี้ มีความปรารถนาจะเข้านิโรธสมาบัติ ทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) แล้ว ล้างมือและเท่าดีแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง เข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะหน้า อยู่บนอาสนะที่ปูลาดไว้ดีแล้วง ในโอกาส (สถานที่) เงียบสงัด พระภิกษุนั้นเข้าปฐมฌาน แล้วออก (จากปฐมฌานนั้น) กำหนดเห็นด้วยวิปัสสนา ซึ่งสังขารทั้งหลาย ในปฐมฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

[วิปัสสนา ๓]

แต่วิปัสสนา นี้ มี ๓ อย่าง คือ
๑. สังขารปริคัณหณกวิปัสสนา วิปัสสนากำหนดรู้สังขาร
๒. ผลสมาปัตติวิปัสสนา วิปัสสนาของผลสมาบัติ
๓. นิรธสมาปัตติวิปัสสนา วิปัสสนาของนิโรธสมาบัติ


ในวิปัสสนา ๓ อย่างนั้น วิปัสสนากำหนดรู้สังขาร เป็นอย่างอ่อนหรืออย่างแก่ก็ตาม เป็นปทัฏฐาน (ทางบรรลุ) แห่งมรรคด้วยเช่นกัน วิปัสสนาของผลสมาบัติ ต้องเป็นอย่างแก่จริงๆ เช่นเดียวกับมรรคภาวนาจึงใช้ได้ แต่วิปัสสนาของนิโรธสมาบัติ ต้องไม่อ่อนเกินไป ไม่แก่เกินไป จึงใช้ได้
เพราะฉะนั้น พระภิกษุนี้จึงกำหนดเห็นสังขารทั้งหลายเหล่านั้นด้วยวิปัสสนา ซึ่งไม่อ่อนเกินไป ไม่แก่เกินไป จากนั้นก้เข้าทุติยญาณ ครั้นออกแล้ว กำหนดเห็นด้วยวิปัสสนาซึ่งสังขารทั้งหลาย ในทุติยญาณนั้น เหมือน (เมื่อออกจากปฐมฌาน) อย่างนั้นแหละ จากนั้นก็เข้าวิปัสสนา ซึ่งสังขารทั้งหลาย ในวิญญาณนัญจายตนะเหมือนอย่างนั้นแหละ


[บุพพกิจ ๔ ในการเข้านิโรธสมาบัติ]

ในลำดับนั้นก็เข้าอากิญจัญญายตนะ ครั้นออกแล้ว จึงกระทำบุพพกิจ (กิจเบื้องต้น) ๔ อย่าง คือ



(หน้าที่ 457)



๑. นานาพัทธอวิโกปนะ ไม่ทำให้สิ่งของที่เนื่องด้วยพระภิกษุต่างๆเสียหาย
๒. สังฆปฏิมานนะ การรอคอยของสงฆ์
๓. สัตถุปักโกสนะ การทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดา
๔. อัทธานปริจเฉท กำหนดเวลา


[๑. ไม่ทำให้สิ่งของเนื่องด้วยพระภิกษุต่างๆเสียหาย]

ในบุพพกิจ ๔ อย่างนั้น ข้อว่า “ไม่ทำสิ่งของเนื่องด้วยพระภิกษุต่างๆเสียหาย” ความว่า วัตถุใด มิใช่เป็นของเกี่ยวเนื่องแต่ผู้เดียวกับพระภิกษุ (ผู้เข้านิโรธสมาบัติ) นี้ แต่เป็นของใช้เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุต่างๆ อยู่ด้วย (เช่น) บาตรและจีวรก็ดี เตียงและตั่งก็ดี เคหะที่อยู่อาศัยก็ดีหรือบริการไรๆ อื่นก็ดี วัตถุนั้น จะไม่เสียหาย คือจะไม่พินาศไปด้วยไฟ (ไหม้) ด้วยน้ำ (พัดไป) ด้วยลม (ทำลาย) ด้วยโจร (ลักขโมย) และหนู (กัด) เป็นต้น ด้วยประการใด ภิกษุนั้นพึงอธิษฐานไว้ด้วยประการนั้น
ในการนั้น มีวิธีอธิษฐานอย่างนี้ว่า “ภายใน ๗ วันนี้ ขอวัตถุสิ่งนี้และสิ่งนี้ (ระบุชื่อสิ่งของ) จงอย่าถูกไฟไหม้ จงอย่าถูกน้ำพัดไป จงอย่าถูกลมทำลาย จงอย่าถูกพวกโจรลัก จงอย่าถูกสัตว์มีหนูเป็นต้นกัด” ครั้นอธิษฐานอย่างนี้แล้ว จะไม่มีอันตรายใดๆ แก่วัตถุนั้นตลอด ๗วัน แต่เมื่อพระภิกษุนั้นไม่อธิษฐานไว้ วัตถุจักพินาศไปด้วยไฟเป็นต้น เหมือนของท่านมหานาคเถระ
เล่ากันว่า พระเถระเข้าไปบิณฑบาตในบ้านของอุบาสิกาผู้เป็นโยมมารดา อุบาสิกาถวายยาคูแล้วนิมนต์ให้ท่านนั่งในโรงฉัน พระเถระนั่งเข้านิโรธ เมื่อท่านนั่ง (เข้านิโรธ) อยู่นั้น โรงฉันถูกไฟไหม้ พระภิกษุนอกนั้นต่างถืออาสนะที่นั่งของตนๆ พากันหนีไป พวกชาวบ้านมาชุมนุมกัน ครั้นเห็นพระเถระก็พากันกล่าว (ตำหนิ) ว่า “พระสมณขี้เกียจๆ” ไฟไหม้หญ้า (มุงหลังคา) ไหม้ไม้ไผ่ และไหม้ไม้กระดาน ลุกล้อมรอบพระเถระ พวกชาวบ้านช่วยกันเอาหม้อตักนำมาดับไฟ แล้วนำเถ้าถ่านออกไปทำเป็นวงรอบ (พระเถระ) แล้วโปรยปรายดอกไม้ พากันยืนนมัสการอยู่ พระเถระออก (จากนิโรธ) ตามกาลเวลาที่ท่านกำหนดไว้ ครั้นเห็นพวกชาวบ้านเหล่านั้นก็คิดว่า “ฉันเกิดเป็นปรากฏชัดเสียแล้ว” จึงเหาะขึ้นสู่เวหาส ไปยังเกาะปิยังคุ



(หน้าที่ 458)



นี้ชื่อว่า เป็นการไม่ทำให้สิ่งของที่เนื่องด้วยพระภิกษุต่างๆเสียหาย แต่วัตถุสิ่งใดที่เป็นของเกี่ยวเนื่องแต่ตนผู้เดียว จะเป็นผ้านุ่งและผ้าห่มก็ดี เป็นอาสนะสำหรับรองนั่งก็ดี กิจด้วยอธิษฐานในวัตถุสิ่งนั้นเป็นส่วนต่างหาก หามีไม่ ท่านผู้เข้านิโรธจะคุ้มครองรักษาวัตถุสิ่งนั้นไว้ด้วยอำนาจ (ของนิโรธ) สมาบัตินั่นแล เหมือนอย่างของท่านพระสัญชีวะ อีกทั้งท่านได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า “ฤทธิ์อันแผ่กระจายไปด้วยสมาธิของท่านพระสัญชีวะ ฤทธิ์อันแผ่กระจายไปด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตร” ดังนี้


[๒. การรอคอยของสงฆ์]

ข้อว่า “การรอคอยของสงฆ์” หมายถึง การคอย คือการรอคอยของสงฆ์ ความว่า พระภิกษุรูปหนึ่งยังไม่มาตราบใด (สงฆ์) จะยังไม่ทำสังฆกรรมตราบนั้น และการรอคอยในที่นี้ หาใช่เป็นบุพพกิจของการเข้านิโรธนี้มิได้ แต่การรำลึกถึงการรอคอยเป็นบุพพกิจ เพราะฉะนั้น พระภิกษุผู้จะเข้านิโรธพึงรำลึกถึงอย่างนี้ว่า “เมื่อฉันนั่งเข้าในนิโรธตลอด ๗ วัน ถ้าว่าสงฆ์จะมีความปรารถนาเพื่อทำกรรมทั้งหลาย มีญัตติกรรมเป็นต้น กรรมไรๆ ก็ตาม ฉันจักออก (จากนิโรธ) ทันทีทันใดที่พระภิกษุไรๆ ยังมิทันมาเรียกฉัน” เพราะว่าพระภิกษุนั้นทำอย่างนี้แล้ว จึงเข้า (นิโรธ) ก็จะออกได้ทันทีในเวลานั้น แต่พระภิกษุใดมิได้กระทำอย่างนั้น และสงฆ์ประชุมกันแล้วไม่เห็นพระภิกษุนั้น จะถามว่า “ภิกษุรูปโน้นไปไหน” ครั้นมีผู้บอกว่า “เข้านิโรธ” สงฆ์ก็จะส่งพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดไปตามว่า “จงเรียกพระภิกษุรูปนั้นมาตามคำของสงฆ์” ครั้นพระภิกษุ (ผู้ไปตาม) นั้น ยืนอยู่ในที่ใกล้พอที่พระภิกษุผู้เข้านิโรธนั้นจะได้ยิน แล้วเพียงแต่บอกว่า “อาวุโส สงฆ์รอคอยท่านอยู่” ดังนี้เท่านั้น การออก (จากนิโรธ) ก็มีในทันที เพราะว่า ชื่อว่าอาณาของสงฆ์ เป็นการหนักอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระภิกษุผู้เข้านิโรธควรรำลึกถึงการรอคอยของสงฆ์นั้น แล้วจึงเข้า (นิโรธ) โดยอาการที่จะอกได้เองทีเดียว


[๓. การทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดา]

แม้ในข้อ “การทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดา” นี้ก็หมายถึง การรำลึกถึงการทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดานั่นเอง เป็น (บุพพ) กิจของพระภิกษุผู้เข้านิโรธนี้ เพราะฉะนั้น



(หน้าที่ 459)



แม้การทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดานั้น พระภิกษุก็ควรรำลึกถึงโดยอาการอย่างนี้ว่า “เมื่อข้าพเจ้านั่งเข้านิโรธอยู่ตลอด ๗ วัน ถ้าพระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติสิกขาบทในเรื่องที่เกิดขึ้น หรือว่าจะทรงแสดงธรรมในเพราะความบังเกิดเรื่องขึ้นอย่างนั้น ข้าพเจ้าจักออกทันทีในชั่วเวลาที่ใครๆ ยังไม่มาเรียกข้าพเจ้า” ดังนี้ เพราะว่าพระภิกษุนั้นครั้นทำอย่างนี้แล้วนั่ง (เข้านิโรธ) ก็จะออกได้ในเวลานั้นโดยแท้ แต่พระภิกษุใดไม่กระทำอย่างนั้น เมื่อสงฆ์ประชุมกันแล้ว และพระบรมศาสดาทรงทอดพระเนตรไมเห็นพระภิกษุนั้น ทรงมีรับสั่งถามว่า “ภิกษุรูปโน้นไปไหน” ครั้นมีพระภิกษุกราบทูลว่า “เข้านิโรธ” จะโปรดส่งพระภิกษุบางรูปไปตามด้วยพระดำรัสว่า “เธอจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของเรา” ครั้นพระภิกษุนั้นไปยืนอยู่ในที่ใกล้พอที่พระภิกษุผู้เข้านิโรธนั้นจะได้ยิน แล้วเพียงแต่บอกว่า “พระบรมศาสดาทรงมีรับสั่งหาท่าน” ดังนี้เท่านั้นก็ออก (จากนิโรธ) เพราะว่าการมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดา เป็นการหนักอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระภิกษุผู้เข้านิโรธพึงรำลึกถึงการทรงมีรับสั่งหาของพระบรมศาสดานั้น แล้วเข้า (นิโรธ) โดยอาการที่จะออกได้เองนั่นเทียว


[๔. กำหนดกาลเวลา]

ข้อว่า “กำหนดกาลเวลา” หมายถึง กำหนดกาลเวลาของชีวิต เพาะว่าภิกษุผู้นี้ควรเป็นผู้ฉลาดอย่างดีในกาลกำหนดเวลา ต้องรำลึกดูก่อนว่า “อายุสังขารของตนจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน (หรือ) จักไม่เป็นไป” แล้วจึงเข้า เพราะถ้าว่า ไม่รำลึกถึงสังขารอายุซึ่งจะดับไปภายใน ๗ วันก่อนแล้วเข้า (นิโรธ) ไซร้ นิโรธสมาบัติของพระภิกษุนั้นก็มิสามารถป้องกันความตายได้ พระภิกษุนั้นต้องออกจากสมาบัติไปในระหว่างนั่นเอง เพราะความตายภายในนิโรธหามีไม่ เพราะฉะนั้น พระภิกษุผู้เข้านิโรธสมาบัติพึงรำลึกกำหนดกาลเวลา (ของชีวิต) ก่อนแล้วจึงเข้า เพราะว่าบุพพกิจข้ออื่นที่เหลือ (อีก ๓ อย่าง) แม้จะไม่นึกถึงก็ได้ แต่ว่ากำหนดกาลเวลา (ของชีวิต) นี้ ท่านว่า ต้องนึกถึงไว้โดยแท้


[การเข้านิโรธสมาบัติ]

พระภิกษุนั้นครั้นเข้าอากิญจัญญายตนะแล้วออก กระทำบุพพกิจ (๔) นี้ ดังกล่าวนั้นแล้ว จึงเข้าเนวสัญญาสัญญายตนะ ครั้นแล้วก็ผ่านวาระจิตไป ๑ หรือ ๒ วาระ แล้วเป็นผู้ไม่มีจิตสัมผัสนิโรธ (ความดับ)



(หน้าที่ 460)



ถามว่า “แต่เพราะเหตุไร ถัดจิต ๒ ดวงไป จิตของพระภิกษุ (ผู้เข้านิโรธ) นั้น จึงไม่เป็นไร” (ตอบว่า) “เพราะเป็นประโยคของนิโรธ” ความจริง การที่พระภิกษุนี้กระทำธรรม คือสมถะและวิปัสสนา ๒ อย่างเทียมเข้าคู่กัน แล้วขึ้นสู่สมาบัติ ๘ นี้ เป็นประโยคของ อนุปุพพนิโรธ (คือการดับไปของฌานมีปฐมฌานเป็นต้น และอนุปัสสนาทั้งหลายนั้นๆ โดยลำดับ) หาใช่ประโยคของการเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะสมาบัติไม่ เพราะเหตุนี้ จิตทั้งหลาย (ของพระภิกษุนั้น) จึงไม่เป็นไปเกินจิต ๒ ดวง เพราะเป็นประโยคของนิโรธแต่ว่า พระภิกษุใดครั้นออกจากอากิญจัญญายตนะแล้ว ไม่ทำบุพพกิจ (ดังกล่าว) นี้ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะไปเลย พระภิกษุนั้นมิสามารถเป็นผู้ไม่มีจิตต่อไปได้ แต่จะถอยกลับมาตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนะอย่างเดิม และในเรื่องนี้ ควรกล่าวถึงอุปมาด้วยบุรุษผู้ไม่เคยเดินทาง (สู่สถานที่ไม่เคยไป)
เล่ากันว่า บุรุษผู้หนึ่ง ไม่เคยเดินทางสายหนึ่ง ครั้นมาถึงลำห้วย หรือแผ่นหินซึ่งร้อนด้วยแสงแดดแผดเผาอย่างแรงกล้า ที่ทอดไว้ (เป็นสะพาน) ข้ามหล่มน้ำลึก อยู่ระหว่างทางก็ไม่ถกผ้านุ่งและผ้าห่มนั้นให้กระชับเสียก่อน ลงสู่ลำห้วยเลย ด้วยความกลัวบริขารเปียกจึงกลับมายืนอยู่ริมฝั่งข้างนี้อย่างเดิมอีก แม้ก้าวเหยียบแผ่นหินก็ร้อนเท้า จึงกลับมายืนอยู่ ณ ฝั่งนี้อย่างเดิมอีก ในอุปมานั้น เปรียบความเหมือนว่า บุรุษผู้นั้น เพราะมิได้ถกผ้านุ่งและผ้าห่มให้กระชับ พอลงไปยังลำห้วยเท่านั้น และพอก้าวเหยียบแผ่นหินที่ร้อนเท่านั้นก็ถอยกลับมายืนอยู่ ณ ฝั่งข้างนี้อย่างเดิม ฉันใด แม้โยคาวจรก็ฉันนั้น เพราะมิได้ทำบุพพกิจพอเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะเท่านั้นก็ (ต้อง) ถอยกลับมาตั้งอยุ่ในอากิญจัญญายตนะ แต่บุรุษผู้เคยเดินทางสายนั้นมาแล้วในกาลก่อน ครั้นมาถึงสถานที่นั้นก็นุ่งผ้าผืนหนึ่งให้กระชับ แล้วมือก็ถือผ้าอีกผืนหนึ่งไว้ ก้าวลงสู่ลำห้วย หรือทำเพียงแต่สักว่าก้าวเหยียบแผ่นหินที่ร้อนเท่านั้น แล้วเดิน (รีบข้าม) ไปทางฝั่งโน้น ฉันใด พระภิกษุผู้ทำบุพพกิจแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะก่อนแล้ว ต่อไปก็เป็นผู้ไม่มีจิตสัมผัสนิโรธอยู่



>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]