สงครามครั้งที่ ๑๑ คราวไทยตีเมืองทวายเมืองตะนาวศรี ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไทยรบพม่าครั้งที่ ๑๑
ไทยรบพม่าครั้งที่ ๑๐ พระนิพนธ์ : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ไทยรบพม่าครั้งที่ ๑๒
              คำนำ
               
              อธิบายเหตุการณ์
               
              ภาคที่ ๑ สงครามครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
               
              ภาคที่ ๒ สงครามครั้งกรุงธนบุรี
               
              ภาคที่ ๓ สงครามครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ไทยรบพม่าครั้งที่ ๑๑

สมเด็จพระนเรศวรมีชัยชนะยุทธหัตถีแล้ว ทรงโทมนัสน้อยพระหฤทัยที่ไม่สามารถจะตีข้าศึก ให้แตกยับเยินไปได้เหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่กองทัพเจ้าพระยา ข้าราชการไม่ตามเสด็จไปให้ทันรบพุ่งพร้อมกัน เมื่อเสด็จกลับมาถึงพระนครจึงดำรัสสั่งให้ลูกขุนประชุมปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองตามพระอัยการศึก ลูกขุนปรึกษาวางบทว่า พระยาศรีไสยณรงค์มีความผิดฐานบังอาจฝ่าฝืนพระราชโองการไปรบพุ่งข้าศึกโดยพลการจนเสียทัพแตกมา และเจ้าพระยาจักรี พระยาพระคลัง พระยาเทพอรชุน พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง มีความผิดฐานละเลยมิได้ตามเสด็จไปให้ทันท่วงทีการพระราชสงคราม โทษถึงประหารชีวิตด้วยกันทั้งนั้น จึงดำรัสสั่งให้เอาตัวข้าราชการเหล่านั้นไปจำตรุไว้พอพ้นวันพระแล้วให้เอาไปประหารชีวิตเสียตามคำลูกขุนพิพากษา ครั้นถึงวัน ๑๔ ค่ำ เดื่อนยี่ สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว (เดี๋ยวนี้เรียกวัดใหญ่) กับพระราชาคณะรวม ๒๕ รูป เข้าไปเฝ้าถามข่าวถึงการที่เสด็จพระราชสงครามตามประเพณี สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงเล่าแถลงการทั้งปวงตั้งแต่ต้นจนได้ทำยุทธหัตถีมีชัยชนะพระมหาอุปราชา ให้พระราชาคณะทั้งปวงฟังทุกประการ สมเด็จพระพนรัตน์ถวายพระพรถามว่า " สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้ามีชัยชนะแก่ข้าศึกเหตุไฉน ข้าราชการทั้งปวงจึงต้องราชทัณฑ์เล่า " สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า " นายทัพนายกองเหล่านี้มันกลัวข้าศึกมากกว่ากลัวโยม ละให้แต่โยมสองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางข้าศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ต่อมีชัยชนะกลับมาจึงได้เห็นหน้ามัน นี่หากว่าโยมยังไม่ถึงที่ตาย หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุนี้โยมจึงให้ลงโทษมันตามอาญาศึก " สมเด็จพนรัตน์จึงถวายพระพรว่า “ อาตมาภาพพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้นหามิได้ เหตุทั้งนี้เห็นจะเผอิญเป็นเพื่อจะให้พระเกียรติยศพระราชสมภารเจ้าเป็นอัศจรรย์ดอก เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงไม้มหาโพธิ์ ณ เพลาสายัณห์ครั้งนั้น เทพเจ้าก็มาเฝ้าพร้อมอยู่ทั้งหมื่นจักรวาล พระยาวัสวดีมารยกพลเสนามาผจญ ถ้าพระพุทธองค์ได้เทพเจ้าเป็นบริวารมีชัยแก่พระยามารก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์นักไม่ นี่เผอิญในหมู่อมรอินทร์พรหมทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น ยังแต่พระองค์เดียวอาจสามารถผจญพระยามาราธิราชกับพลเสนามารให้ปราชัยพ่ายแพ้ได้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าจึงได้พระนามว่าพระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพชดาญาณ เป็นมหามหัศจรรย์บันดาลไปทั่วอนันตโลกธาตุ เบื้องตราบเท่าถึงภวัคพรหม เบื้องต่ำตลอดถึงอโพธาคอเวจีเป็นที่สุด พิเคราะห์ดูก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ครั้งนี้ ถ้าพร้อมด้วยเสนางคนิกรโยธาทวยหาญมากและมีชัยแก่พระมหาอุปราชา ก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศให้ปรากฏไปในนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งปวงไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงพระปริวิตกน้อยพระทัยเลย อันเหตุที่เป็นทั้งนี้เพื่อเทพเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์จักสำแดงพระเกียรติยศดุจอาตภาพถวายพระพรเป็นแท้ ” สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทรงฟังสมเด็จพระพนรัตน์ถวายวิสัชนากว้างขวางออกพระนามพระบรมอัครโมลีโลกครั้งนั้น ระลึกถึงพระคุณนามอันยิ่งก็ทรงพระปิติโสมนัสตื้นตันพระกมลหฤทัยปราโมทย์ ยกกรประนมเหนือพระอุตมางคศิโรตม์นมัสการ แย้มพระโอษฐ์ว่า “ สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา ” สมเด็จพระพนรัตน์เห็นว่าพระมหากษัตริย์คลายพระพิโรธแล้ว จึงถวายพระพรว่า “ อาตมาภาพราชาคณะทั้งปวงเห็นว่า ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ก็ผิดนักหนาอยู่แล้ว แต่ทว่าได้ทำราชการ มาแต่ครั้งสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชและสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทั้งทำราชการในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระราชสมภารเจ้าแต่เดิมมา ดุจพุทธบริษัทสมเด็จพระบรมครูเหมือนกัน อาตมาภาพทั้งปวงขอพระราชทานโทษคนเหล่านี้สักครั้งหนึ่งเถิด จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป ” จึงมีรับสั่งว่า “ พระผู้เป็นเจ้าขอแล้วโยมก็จะถวาย แต่ทว่าจะต้องให้ไปตีเอาเมืองตะนาวศรี เมืองทวายแก้ตัวก่อน ” สมเด็จพระพนรัตน์ถวายพระพรว่า “ การซึ่งจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้นก็สุดแต่พระราชสมภารเจ้าจะสงเคราะห์ มิใช่กิจของอาตมาภาพทั้งปวงอันเป็นสมณะ ” ว่าแล้วสมเด็จพระพนรัตน์พระราชาคณะทั้งปวงก็ถวายพระพรลาไป[1] สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้นายทัพนายกองที่มีความพ้นผิดจากเวรจำแล้วดำรัสสั่งให้เจ้าพระยาจักรียกกองทัพจำนวนพล ๕๐,๐๐๐ ไปตีเมืองตะนาวศรีทัพ ๑ และให้พระยาพระคลังยกกองทัพจำนวนพล ๕๐,๐๐ ไปตีเมืองทวายอีกทัพ ๑ พวกนายทัพนายกองที่มีความผิดก็ให้เข้ากองทัพไปทำการแก้ตัวด้วยกันทุกคน ยกไปในปลายปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้น

เมืองตะนาวศรี เมืองทวาย เป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พม่าชิงเอาไปเสียเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีได้กรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้พอมีโอกาสสมเด็จพระนเรศวรจึงให้ไปตีก่อนเมืองอื่น แต่เมืองทั้ง ๒ นี้ผิดกัน เมืองทวายซึ่งอยู่ต่อแดนมอญข้างเหนือเมืองตะนาวศรี ไพร่บ้านพลเมืองเป็นทวายชาติหนึ่งต่างหาก การปกครองเคยตั้งทวายเป็นเจ้าเมืองกรมการทั้งหมดจึงเป็นแต่ขึ้นกรุงฯ เหมือนอย่างประเทศราชอันหนึ่ง ไม่สนิทนัก แต่ส่วนเมืองตะนาวศรี ซึ่งอยู่ใต้เมืองทวายลงมาต่อกับเมืองชุมพรนั้น ไพร่บ้านพลเมืองมีทั้งพวกเม็งและไทยปะปนกัน และมีเหตุอีกอย่าง ๑ ตั้งแต่พวกฝรั่งแล่นเรือออกมาได้ถึงประเทศทางตะวันออก เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ต่อมามีเรือกำปั่นแขกฝรั่งมาค้าขายที่เมืองมะริดอันเป็นเมืองขึ้น ตั้งอยู่ที่ปากน้ำเมืองตะนาวศรีปีละหลายๆ ลำทุกปี เพราะอ่าวสำหรับจอดเรือมีเกาะกำบังคลื่นลมได้สนิท และมีทางขนสินค้ามาถึงอยุธยาได้สะดวก เมืองมะริดจึงกลายเป็นเมืองท่าทำเลค้าขายของเมืองไทยทางอ่าวบังกล่า ซึ่งเราเรียกว่า “ ทะเลตะวันตก ” เพราะฉะนั้นจึงทรงตั้งข้าราชการในกรุงฯ ออกไปเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีอย่างหัวเมืองทั้งปวงแต่โบราณมา เมื่อพม่าชิงเอาเมืองทวายเมืองตะนาวศรีไป ก็เอาแบบอย่างไทยไปปกครอง คือให้พวกทวายปกครองกันเอง และให้ข้าราชการพม่าลงมาครองเมืองตะนาวศรี

ครั้นพม่าเจ้าเมืองตะนาวศรีทราบข่าวว่ากองทัพไทยจะยกไปดีเมืองก็รีบบอกขึ้นไปยังกรุงหงสาวดี ขอกองทัพลงมาช่วยรักษาเมือง และครั้งนั้นพระเจ้าหงสาวดีก็ทรงพระพิโรธท้าวพระยา นายทัพนายกองที่มากับพระมหาอุปราชาอยู่เหมือนกัน จึงตรัสสั่งให้พวกท้าวพระยาเหล่านั้นคุมกองทัพลงมารักษาเมืองทวายเมืองตะนาวศรี ให้มารบกับไทยแก้ตัวใหม่แต่ในขณะเมื่อกำลังเกณฑ์ทัพอยู่นั้น เจ้าพระยาจักรียกไปถึงเมืองตะนาวศรีเสียก่อน ให้กองทัพล้อมเมืองไว้ พม่าเจ้าเมืองตะนาวศรีต่อสู้อยู่ได้ ๑๕ วันก็เสียเมืองแก่เจ้าพระยาจักรี ส่วนกองทัพพระยาพระคลังซึ่งยกไปตีเมืองทวายได้รบพุ่งกับข้าศึกที่ด่านเชิงเขาบรรทัดครั้ง ๑ ข้าศึกแตกพ่ายไป พระยาพระคลังยกกองทัพตามเข้าไปล้อมเมืองทวายไว้ ๒๐ วันพระยาทวาย ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีตั้งให้ครองเมืองเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ ก็ออกมาอ่อนน้อมยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาอย่างเดิม

ฝ่ายเจ้าฟ้าพระยาจักรีเมื่อได้เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดแล้วคิดวิตกว่าเมืองทวายอยู่ต้นทาง ถ้าพระเจ้าหงสาวดีให้กองทัพยกลงมาก็จะเข้าตีกระหนาบเอากองทัพพระยาพระคลัง จึงให้จับเรือกำปั่นที่มาค้าขายอยู่ที่เมืองมะริด ได้เรือสลุบของฝรั่งลำ ๑ ของแขก ๒ ลำ และเก็บเรือในพื้นเมืองได้อีก ๑๕๐ ลำ จัดเป็นเรือรบให้พระยาเทพอรชุนเป็นายทัพเรือ คุมพล ๑๐,๐๐๐ ยกไปเมืองทวายทางทะเล และให้พระยาศรีไสยณรงค์คุมพล ๑๐,๐๐๐ อยู่รักษาเมืองตะนาวศรี แล้วเจ้าพระยาจักรีก็ยกพล ๓๐,๐๐๐ ตามขึ้นไปเมืองทวายโดยทางบก กองทัพเรือพระยาเทพอรชุนยกไปทางทะเลถึงตำบลบ้านบ่อ ในแดนเมืองทวาย ปะทะกับกองทัพเรือสมิงอุบากอง สมิงพระตะบะ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีให้ลงมาช่วยรักษาเมืองตะนาวศรี มีเรือรบบรรทุกรวมกันราว ๒๐๐ ลำ จำนวนพลประมาณ ๑๐,๐๐๐ ก็เข้ารบพุ่งกันที่ในทะเล สู้กันแต่เช้าจนเที่ยงยังไม่แพ้ชนะกันถึงเวลาบ่ายลมตั้งคลื่นใหญ่ก็ทอดรอกันอยู่ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายพระยาพระคลังเมื่อได้เมืองทวายแล้ว ก็คิดเป็นห่วงเจ้าพระยาจักรีเหมือนกัน ด้วยไม่ได้ข่าวว่าจะตีเมืองตะนาวศรีได้แล้วหรือยัง จึงจัดกองทัพเรือมีจำนวนเรือรบ ๑๐๐ ลำ กับพลทหาร ๕,๐๐๐ ให้พระยาพิชัยสงครามพระยารามคำแหง คุมลงไปช่วยเจ้าพระยาจักรีที่เมืองตะนาวศรี พอกองทัพออกจากปากน้ำเมืองทวาย ก็ได้ยินเสียงปืนทางทิศใต้ พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง จึงให้ขุนโจมจตุรงค์คุมเรือลาดตะเวนล่วงหน้าลงไปสืบ ได้ความว่ากองทัพเรือของไทยยกขึ้นมาจากข้างใต้ สู้รบอยู่กับกองทัพเรือของพม่า พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหงก็ยกกองทัพเข้าตีกระหนาบพม่าลงไปจากข้างเหนือ ฝ่ายพระยาเทพอรชุนรู้ว่ามีกองทัพเรือยกลงมาช่วยทางข้างเหนือ ก็ยกเข้าตีพม่าทางด้านใต้ กองทัพไทยยิงถูกสมิงอุบากองนายทัพตายในที่รบ แล้งยิงเรือสมิงพระตะบะและเรือรบข้าศึกแตกจมอีกหลายลำ กองทัพเรือพม่าก็แตกกระจัดกระจาย พวกข้าศึกแล่นใบหนีไปบ้างเอาเรือเกยฝั่งขึ้นบกหนีไปบ้าง กองทัพไทยจับ เป็นได้ประมาณ ๕๐๐ ทั้งได้เรือและเครื่องศัสตราวุธอีกเป็นอันมาก

พระยาเทพอรชุน พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง ได้ทราบความจากคำให้การพวกเชลยว่า ยังมีกองทัพของข้าศึกยกลงมาทางบกจากเมืองเมาะตะมะ จะมาช่วยเมืองทวายอีกทัพ ๑ จึงรีบรวบรวมกองทัพกลับไปแจ้งความแก่เจ้าพระยาจักรีที่เมืองทวาย เจ้าพระยาจักรีจึงปรึกษากับพระยาพระคลัง จัดกองทัพบกยกขึ้นไปทางริมแม่น้ำทวายเป็น ๒ ทาง กองทัพเจ้าพระยาจักรียกขึ้นไปทางฝั่งตะวันออก กองทัพพระยาพระคลังยกขึ้นไปทางฝั่งตะวันตก ไปซุ่มอยู่สองฟากทางที่กองทัพพม่าจะยกลงมา ฝ่ายกองทัพพม่าที่ยกลงมาทางบกครั้งนั้น ยังไม่ทราบว่าเมืองทวายตะนาวศรีเสียแก่ไทยแล้ว เจ้าเมืองมล่วนเป็นนายทัพยกลงมาทางฝั่งตะวันออกกอง ๑ ตรงมาทางเมืองกลิอ่อง หมายจะเข้าเมืองทวายทางตำบลเสือข้าม ซึ่งกองทัพไทยตั้งซุ่มอยู่ เจ้าเมืองกลิดตองปุคุมกองทัพยกลงมาตามทางชายทะเลข้างฝั่งตะวันตกกอง ๑ มาถึงป่าเหนือ บ้านหวุ่นโพะ กองทัพไทยเห็นทัพพม่ายกถลำเข้ามาในที่ซุ่มก็ออกระดมตีทั้ง ๒ ทัพ ข้าศึกไม่รู้ตัวก็แตกพ่ายยับเยิน เสียช้างม้าผู้คนและเครื่องศัสตราวุธแก่ไทยเป็นอันมาก ไทยจับได้นายทัพนายกอง ๑๑ คน ไพร่พล ๔๐๐ เศษ ครั้นเสร็จการรบแล้ว เจ้าพระยาจักรีบอกเข้ามากราบบังคมทูลฯ สมเด็จพระนเรศวรก็ดีพระทัย โปรดให้พระยาศรีไสยณรงค์รักษาเมืองตะนาวศรีต่อไป ส่วนเมืองทวายนั้นให้เจ้าเมืองกรมการเข้ามาเฝ้าถือ น้ำพระพิพัฒน์สัจจาแล้ว โปรดให้กลับไปรักษาเมืองอยู่อย่างเดิม แล้วมีตราให้หากองทัพกลับเข้ามายังพระนคร ในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๓๖

ถึงปลายปีมะเส็งนั้น สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพหลวงไปตีกรุงกัมพูชา มีชัยชนะจับนักพระสัฏฐาเจ้ากรุงกัมพูชาได้ให้ประหารชีวิตเสีย ในพิธีปฐมกรรม แล้วกวาดต้อนครอบครัวเขมรมาเป็นเชลยเป็นอันมาก ครั้นเสด็จกลับมาถึงพระนครจึงดำรัสสั่งให้ตั้งหัวเมืองเหนือที่ได้ทิ้งให้ร้างเมื่อเวลาทำสงครามกู้อิสรภาพอยู่ ๘ ปีนั้น ให้กลับมีเจ้าเมืองกรมการปกครองดังแต่ก่อน ทรงตั้งข้าราชการที่มีบำเหน็จความชอบให้ไปเป็นผู้ปกครองคือ พระยาชัยบูรณ์ข้าหลวงเดิมที่ได้ทรงใช้สอยทำศึกมาแต่แรกนั้น ให้เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ ครองเมืองพิษณุโลก ให้พระศรีเสาวราช (ทำนองจะเป็นราชนิกุล) ไปครองเมืองสุโขทัย ให้พระองค์ทอง (เป็นเจ้าราชนิกุล) ไปครองเมืองพิชัย ให้หลวงจ่า (แสนย์) ไปครองเมืองสวรรคโลกและเข้าใจว่าส่งครอบครัว เขมรที่ได้มาคราวนั้นไปอยู่ที่หัวเมืองเหนือโดยมาก


  1. ความตอนสมเด็จพระพนรัตน์ทูลขอโทษราชการตอนนี้ คัดมาตามสำนวนในหนังสือพระราชพงศาวดาร

ไทยรบพม่าครั้งที่ ๑๐ ขึ้น ไทยรบพม่าครั้งที่ ๑๒