สงครามครั้งที่ ๔๔ ตอนที่ ๕ ตีเมืองเชียงตุงครั้งที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๔

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไทยรบพม่าครั้งที่ ๔๔
ไทยรบพม่าครั้งที่ ๔๔ ตอนที่ ๔ พระนิพนธ์ : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ไทยรบพม่า
              คำนำ
               
              อธิบายเหตุการณ์
               
              ภาคที่ ๑ สงครามครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
               
              ภาคที่ ๒ สงครามครั้งกรุงธนบุรี
               
              ภาคที่ ๓ สงครามครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ไทยรบพม่าครั้งที่ ๔๔ ตอนที่ ๕


เมื่อกองทัพไทยถอยมาจากเมืองเชียงตุงแล้ว มีจดหมายเหตุปรากฏว่ามีท้องตราขึ้นไปจากกรุงเทพฯ ติเตียนแม่ทัพที่ไปกระทำการไม่สำเร็จ ให้เชิญเสด็จในกรมหลวงวงศาฯ กลับลงมากรุงเทพฯ มาปรึกษาการศึกที่จะทำต่อไป ทางโน้นให้เจ้าพระยายมราชบัญชาการแทน ให้ไปตั้งบัญชาการอยู่ที่เมืองอุตรดิตถ์ กรมหลวงวงศาฯ ตอบลงมาว่า ถ้าจะโปรดให้เสด็จกลับลงมากรุงเทพฯ ขอให้ผู้อื่นขึ้นไปเป็นเป็นแม่ทัพใหญ่เปลี่ยนพระองค์ให้ขาดเสียจากตำแหน่งทีเดียว ถ้าโปรดให้พระองค์ทำการสงครามต่อไป ขอพักค้างฤดูฝนข้างเหนือ จะจัดการตีเมืองเชียงตุงในฤดูแล้งปลายปีฉลูอีกครั้งหนึ่ง ข้อพระดำริของกรมหลวงวงศาฯ ที่จะทรงจัดการใหม่นั้น ปรากฏในจดหมายเหตุว่า


๑. ขอกำลังคนหัวเมืองชั้นในเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ให้มากว่าเก่าอีกสักเท่า ๑
๒. ขอปืนใใหญ่ขนาดเขื่องเพิ่มเติมขึ้นไป ทั้งกระสุนแตกและดินดำให้พอการ
๓. ขอให้เกณฑ์พวกลาวพุงขาว ตั้งแต่เมืองอุบลขึ้นไปจนเมืองหลวงพระบางเพิ่มเติมลงมา (ใช้เป็นพวกหาบหาม)
๔. จะเปลี่ยนที่ประชุมทัพ มาตั้งที่เมืองเชียงรายแล้วสะสมเสบียงอาหารไว้พอใช้ราชการทัพแล้วจึงจะยกขึ้นไป
๕. พอเดือน ๓ ปีฉลู จะยกกลับขึ้นไปตีเมืองเชียงตุง ให้ได้มีเวลารบพุ่งในฤดูแล้งนานกว่าคราวก่อน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรึกษากับเสนาบดีเห็นว่าควรให้กรมหลวงวงศาฯ ทรงบัญชาการต่อไป จึงโปรดให้เสด็จลงมาพักค้างอยู่ที่เมืองอุตรดิตถ์ แล้วโปรดให้เจ้าพระยาสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม ขึ้นไปปรึกษาหารือราชการทัพ กับกรมหลวงวงศาฯที่เมืองอุตรดิตถ์ ส่วนเจ้าพระยายมราชนั้นปรากฏว่ามารดาป่วยหนัก โปรดให้กลับลงมากรุงเทพฯ มารักษาพยาบาลมารดาคราวหนึ่ง พอฤดูแล้งจึงกลับขึ้นไปอีก

เรื่องราวที่กรมหลวงวงศาสฯ เสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงตุงคัร้งที่สอง เมื่อปีฉลู พ.ศ ๒๓๙๖ รายการจะอย่างไร ยังไม่พบสำเนาใบบอกและท้องตรา เหมือนเรื่องที่ยกไปคราวแรกในปีชวด แต่ได้ความในจดหมายเหตุเรื่องอื่น พอทราบเรื่องราวเป็นเค้าเงื่อนได้ว่าข้อที่กรมหลวงวงศาฯ ทรงขอผู้คนและเครื่องศัสตราวุธเพิ่มเติมไปจากกรุงเทพฯ นั้น ได้รี้พลคนหัวเมืองชั้นใน กับทั้งปืนใหญ่และปืนครกและกระสุนดินดำ ส่งเพิ่มเติมขึ้นไป แต่เห็นจะไม่ได้เท่าจำนวนที่ขอ ข้อที่จะขอเกณฑ์คนตั้งแต่เมืองอุบล จนถึงเมืองหลวงพระบางมาใช้นั้นไม่โปรดอนุญาต แต่เมืองเชียงรุ้งรับอาสาจะส่งเสบียงอาหารมาให้ถึงแดนเมืองเชียงตุงอีกทาง ๑ กำลังผู้คนและพาหนะต้องเกณฑ์ในมณฑลพายัพเป็นพื้นเหมือนเมื่อคราวก่อน

พอสิ้นฤดูฝนกรมหลวงวงศาฯ ก็เสด็จขึ้นไปจากเมืองอุตรดิตถ์ ไปจัดกองทัพที่เมืองน่าน เจ้าพระยายมราชก็กลับขึ้นไปจัดกองทัพที่เมืองเชียงใหม่ กำหนดจะขึ้นไปประชุมทัพพร้อมกันที่เมืองเชียงรายในต้นเดือน ๓ แต่การเกณฑ์ทัพคราวนี้เกิดขัดข้องมากไม่สะดวกเหมือนคราวก่อน ทำนองจะเป็นผู้คนเคยไปลำบากมาแล้ว ครั้นมาถูกเกณฑ์ซ้ำเป็นคราวที่สองก็เบื่อหน่ายพากันหลีกเลี่ยงมิใคร่จะได้ตัวคน กองทัพกรมหลวงวงศาฯ ได้ยกจากเมืองน่านเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ แรม ๖ ค่ำ ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ เดินทาง ๒๑ วัน จึงไปถึงเมืองเชียงราย กองทัพหลวงไปถึงเมืองเชียงรายแล้ว เสบียงพาหนะและผู้คนซึ่งเกณฑ์ทางอื่นก็ยังไม่ได้พร้อมตามเกณฑ์ เจ้าพระยายมราชก็ยังเร่งรัดผู้คนอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ กรมหลวงศาฯ จึงต้องประทับรออยู่ที่เมืองเชียงราย เสียเวลาตอนนี้ถึงเดือนหนึ่ง เพราะฉะนั้นข้อที่หมายว่าจะได้เวลาทำการสงครามนานกว่าครั้งก่อน ก็เป็นอันไม่สำเร็จเสียแต่ต้น กว่ากองทัพจะพร้อมกันที่เมืองเชียงราย เวลาล่วงเข้าไปจนถึงเดือน ๔ จึงได้ยกออกจากเมืองเชียงราย เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖

กองทัพยกไปตีเมืองเชียงตุงคราวปีฉลูนี้ จะเป็นเพราะเหตุใดหาปรากฏไม่ แยกกันยกขึ้นไปเป็น ๒ ทาง กองทัพเจ้าพระยายมราชยกขึ้นไปทางเมืองหัวโป่ง[1] ทางหนึ่ง กรมหลวงวงศาฯ เสด็จไปทางเมืองยองทางหนึ่ง พอยกไปก็ลำบากไปแต่ต้นด้วยกันทั้ง ๒ ทัพ เพราะเตรียมจจะขนเสบียงอาหารไปให้มาก มิให้อัตคัดเหมือนเมื่อคราวก่อน ทั้งเครื่องศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ มีปืนใหญ่เป็นต้น ก็มีไปมากกว่าคราวก่อน แต่ส่วนช้างม้าพาหนะสำหรับจะบรรทุก ตลอดจนคนสำหรับจะหาบหามคราวนี้ มีน้อยกว่าคราวก่อน เพราะช้างม้าไปเลื่อยล้าล้มตายเสียเมื่อคราวก่อน หาแทนใหม่ได้ไม่ทัน ทั้งคนในพื้นเมืองก็ กะเกณฑ์ไม่ได้เต็มจำนวน กองทัพที่ยกไปจึงต้องเป็นห่วงด้วยเสบียงอาหาร และเครื่องศัสตราวุธขนตามไม่ทัน ตั้งรั้งรอไปทุกระยะ

ฝ่ายข้างเมืองเชียงตุงสืบสวน รู้ความแต่ในฤดูฝนว่า ไทยจะยกกองทัพขึ้นไปอีกในฤดูแล้งปลายปีฉลู และในปีฉลูนั้นพระเจ้ามินดงได้ราชสมบัติเมืองพม่า เลิกการสงครามกับอังกฤษ เจ้าเมืองเชียงตุงบอกไปขอกองทัพพม่ามาช่วย พระเจ้ามินดงจึงให้กองทัพพม่ามีจำนวน ๓,๐๐๐ แต่ผู้ใดจะเป็นนายทัพหาปรากฏชื่อไม่ มาเกณฑ์กองทัพพวกไทยใหญ่เข้าสมทบอีก ๖,๐๐๐ ยกมาช่วยเมืองเชียงตุง ส่วนเมืองเชียงตุงเองมีจำนวนพล ๗,๐๐๐ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนข้าศึก ที่คอยต่อสู้กองทัพไทยที่ยกขึ้นไปคราวนี้ประมาณ ๑๖,๐๐๐ จึงกล้าออกมาตั้งรักษาตามหัวเมืองหลายแห่ง

กองทัพกรมหลวงวงศาฯ ยกขึ้นไปพอเข้าแดนเมืองเชียงตุงก็ได้รบกับข้าศึกขึ้นไปทุกระยะ คราวนี้ที่ได้รบกับพม่า แต่พวกพม่าสู้ไทยไม่ได้ ต้องถอยหนีไปโดยลำดับ ถึงกระนั้นก็พอเป็นเหตุหน่วงเวลากองทัพไทยจนเดือน ๖ ปีขาล พ.ศ. ๒๓๙๗ จึงยกขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุง เมื่อ ณ วันพุธ เดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ กองทัพหน้าเข้าไปตั้งถึงชานเมืองเหมือนคราวก่อน ส่วนกองทัพหลวงตั้งอยู่ที่เมืองเหล็ก ห่างเมืองเชียงตุงออกมาประมาณ ๑๒๐ เส้น รอกองทัพพระยายมราชซึ่งยกขึ้นมาทางเมืองหัวโป่ง แต่ทางนั้นเป็นหนทางเป็นแต่ทางกันดารยิ่งกว่าทางที่กรมหลวงวงศาฯเสด็จไป หนทางเป็นแต่ภูเขา ทั้งผู้คนช้างม้าพาหนะต้องเดินเรียงตัวกันไป เสบียงอาหารยิ่งขนส่งยาก กองทัพเจ้าพระยายมราชยกไปไม่ได้เท่าใด ก็เกิดอัตคัดต้องหยุดคอยเสบียงเสียเวลาร่ำไป จึงไปไม่ถึงเมืองเชียงตุงทันกำหนด

ฝ่ายกองทัพกรมหลวงวงศาฯ ยกขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุงในเดือน ๖ พอเข้าฤดูฝน กองทัพไปตั้งไม่ได้กี่วันฝนตกหนักลงมา พวกเมืองเชียงตุงยกออกมารบหลายครั้ง กองทัพไทยมีอาวุธดีกว่าก็ตีพม่าถอยกลับเข้าเมืองไปทุกที แต่ฝ่ายกองทัพไทยก็ไม่สามารถจะบุกรุกติดตามเข้าไปตีเมืองเชียงตุงได้ ด้วยตั้งแต่ฝนตกชุกลง ผู้คนในกองทัพก็พากันเจ็บป่วยชุกชุม เป็นไข้จับบ้าง เป็นบิดบ้าง ตายวันหลายๆคนไม่ขาด ที่เจ็บป่วยอยู่ก็มาก ซ้ำช้างและโคต่างพาหนะกองทัพก็เกิดโรคระบาดล้มตายลงด้วย การลำเลียงเสบียงอาหารก็เลยติดขัด ส่วนกองทัพเจ้าพระยายมราช ก็ไปติดฝนอยู่กลางทาง ตามขึ้นไปยังไม่ถึง กรมหลวงวงศาฯ ตั้งล้อมเมืองเชียงตุงอยู่ได้ ๒๑ วัน ทรงพระดำริเห็นว่า ถ้ากองทัพตั้งรออยู่ที่เมืองเชียงตุง ต่อไปเห็นจะทีข้าศึก ด้วยกองทัพอ่อนกำลังทั้งขัดสนเสบียงและพาหนะ จะถอยกลับได้ด้วยยาก จึงมีรับสั่งให้ถอยกองทัพมาจากเมืองเชียงตุง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ ปีขาล พ.ศ ๒๓๙๗ กองทัพกรมหลวงวงศาฯ ถอยลงมาคราวนี้ลำบากมาก ด้วยกำลังเป็นฤดูฝน ผู้คนและพาหนะก็เจ็บป่วยทรุดโทรม ต้องเสียทรัพย์สิ่งของแก่ข้าศึกหลายอย่าง ฝ่ายกองทัพเจ้าพระยายมราชยกขึ้นไปได้สักครึ่งทาง ทราบว่ากองทัพกรมหลวงวงศาฯ ถอยลงมาแล้ว เจ้าพระยายมราชก็ถอยกลับตามลงมา เป็นเสร็จเรื่องรบพม่าที่เมืองเชียงตุงเพียงเท่านี้

สงครามคราวรบพม่าที่เมืองเชียงตุงที่กล่าวมานี้ เป็นครั้งที่สุด ที่ไทยกับพม่าได้ทำสงครามกัน แต่นั้นมาก็มิได้รบพุ่งกันอีกจนตราบเท่าที่พม่าเสียอิสระภาพแก่อังกฤษ เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ จำนวนสงครามที่ไทยรบกับพม่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีรบกัน ๒๔ ครั้ง ถึงครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีรบกัน ๑๐ ครั้ง และต่อมาถึงครั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี รบกันอีก ๑๐ ครั้ง รวมการสงครามที่ไทยได้รบกับพม่าเป็น ๔๔ ครั้ง ดังได้พรรณนามาในหนังสือพงศาวดารเรื่องไทยรบพม่าจบเพียงเท่านี้


“ การแต่งหนังสือพงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า ทั้งตอนต้นซึ่งว่า ด้วยรบกันครั้งกรุงศรีอยุธยา และตอนหลังซึ่งว่าด้วยรบกันครั้งกรุงธนฯและกรุงรัตนโกสินทร์ ข้าพเจ้าได้อาศัยความแนะนำอุดหนุนของท่านผู้อื่นหลายคน ที่ได้อาศัยมากคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงช่วยเป็นที่ปรึกษาหารือเนืองนิจพระองค์ ๑ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ได้ช่วยแนะนำสอบสวนในข้อความอันเกี่ยวด้วยกรุงศรีอยุธยาคน ๑ พระไพรสณฑ์สาลาลักษณ์ (อองเทียน สุพินทุ) ได้ช่วยชี้แจงที่เกี่ยวข้องด้วยพงศาวดารพม่าอีกคน ๑ ข้าพเจ้ารู้สึกขอบพระคุณและขอบคุณเป็นอันมาก ”


  1. ชื่อเมืองนี้เรียกว่า หัวโขงก็มี

ไทยรบพม่าครั้งที่ ๔๔ ตอนที่ ๔ ขึ้น ไทยรบพม่า