ข้ามไปเนื้อหา

สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จาก วิกิซอร์ซ

  • สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
  • ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรื่องสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว.
(สถิต สถิตยุทธการ)
ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส
วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๔

เรื่องสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เลขหมู่หนังสือ ๙๕๙.๓
พิมพ์ครั้งแรกพ.ศ. ๒๕๑๔
ในงานพระราชทานเพลิงศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ)



พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร
นางสนิธวรรณ บุณยศิริพันธุ์ เจ้าของ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ๒๕๑๔

คำนำ

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กำหนดวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๔ นางสกานต์ ตามไท ผู้เป็นธิดา ได้เป็นผู้แทนเจ้าภาพมาติดต่อกรมศิลปากรขออนุญาตจัดพิมพ์หนังสือเรื่องสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อแจกเป็นอนุสรณ์ในงานนี้ กรมศิลปากรยินดีอนุญาตให้จัดพิมพ์ได้ตามความประสงค์

เรื่องสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ได้รวบรวมจากราชกิจจานุเบกษาเฉพาะเล่ม ๑ จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๒๔๑๗) เป็นหนังสือสำคัญในด้านประวัติศาสตร์การปกครองของไทยที่ช่วยให้เราทราบถึงพระบรมราโชบายและพระราชอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในอันที่จะปรับปรุงการปกครองและการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์สุขแท้จริงแก่พสกนิกรไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๗ พระองค์ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) และสภาองคมนตรี (Privy Council) ขึ้น นับเป็นก้าวแรกที่ได้ทรงริเริ่มนำเอาแบบอย่างการปกครองของอารยประเทศทางตะวันตกมาดัดแปลงใช้ในประเทศไทย และต่อมาก็ได้ทรงปฏิรูประเบียบแบบแผนการปกครองครั้งใหญ่ขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็นรากฐานในการบริหารการปกครองของประเทศต่อมาจนทุกวันนี้

การตั้งสภาทั้งสองดังกล่าวนั้น นอกจากจะเป็นเครื่องส่องให้เห็นพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และรัฐประศาสโนบายในการปกครองประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างชัดเจนแล้ว ยังทำให้เห็นพระราชหฤทัยของพระองค์ว่าทรงเป็นพระประมุขที่มุ่งหวังประโยชน์สุขของประเทศชาติเป็นสำคัญ ดังปรากฏในพระราชดำรัสที่ได้ทรงแถลงไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

“...ก็การซึ่งตั้งเคาน์ซิลนี้ ท่านทั้งปวงจะมีความสงไสยว่า เมื่ออยู่ดี ๆ แล้วเหตุไรจึ่งมาตั้งผู้ให้ขัดอำนาทตัวดังนี้ จะมิเหนการอย่างไรซึ่งจะเปนประโยชน์ในตัวฤๅ ๆ จะเอาไว้เกรี้ยวกราดข่มขี่ผู้อื่นด้วยประการใดประการหนึ่งดอกกระมัง ถ้าผู้ใดคิดดังนี้ก็ขอให้เข้าใจเถิดว่า การซึ่งได้คิดอยู่ในใจนั้นว่าบ้านเมืองเราทุกวันนี้ซึ่งในตาแลเหนว่ามีตึกขึ้นมากมีถนนขึ้นมากนั้น เหนว่าเปนการเจริญในตา ก็แต่ถ้าจะคิดไปโดยจริง ๆ การใดธรรมเนียมใดซึ่งมีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ยังเปนการเดือดร้อนแก่ราษฎรเปนอันมากอยู่ก็มีหลายอย่างหลายประการ การซึ่งควรจะประกอบทำนั้นก็ยังมีอยู่อีกหลายอย่าง ก็ซึ่งตั้งเคาน์ซิลขึ้นไว้นี้ก็เพราะประสงค์จะให้ช่วยอุดหนุนในการเรื่องนี้ให้สำเรจไปได้ทีละสิ่งทีละคราว จนบ้านเมืองเปนความเจริญเข้า ราษฎรได้มีความศุขมากเมื่อเวลาไร เวลานั้นจะเปนชื่อเสียงปรากฏติดแผ่นดินอยู่ไม่รู้หาย อนึ่งอันตรายใด ๆ ซึ่งจะมีมาในภายนอกแลภายใน ก็จะไม่ต้องหวาดหวั่นว่าจะมีมาเลยเปนอันขาด เมื่อราษฎรซึ่งเปนโลหิตของแผ่นดินมีความเจริญความศุขได้ประกอบการทำมาหากินโดยชอบธรรมด้วยกันแล้ว บ้านเมืองก็คงจะเจริญเปนแน่ เมื่อบ้านเมืองเจริญแล้ว ผลประโยชน์สิ่งใดก็คงจะบริบูรณ ความประสงค์ซึ่งเปนประโยชน์ในตัวดังนี้ ขอให้ท่านทั้งปวงทราบความแล้วคิดตามแล้วได้จำไว้ในใจด้วยเทอญฯ”

การพิมพ์ครั้งนี้นับเป็นการพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก กรมศิลปากรได้ขอให้นายยิ้ม ปัณฑยางกูร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองจดหมายเหตุแห่งชาติ และปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ ช่วยตรวจสอบนามบุคคลที่กล่าวถึงในเรื่องนี้ ทั้งยังได้จัดทำเชิงอรรถบางตอน กับค้นเรื่องการเปลี่ยนธรรมเนียมหมอบคานและเรื่องการแต่งตัวเข้าเฝ้าจากสมุดไทย ซึ่งได้จัดพิมพ์รวมไว้ในภาคผนวกของเรื่องนี้แล้ว จึงขอขอบคุณนายยิ้ม ปัณฑยางกูร ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

อนึ่งในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ เจ้าภาพได้เรียบเรียงประวัติพลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) ผู้วายชนม์ ให้พิมพ์ไว้ต่อจากคำนำนี้

กรมศิลปากรขออนุโมทนาในกุศลราศีทักษิณานุปทานซึ่งเจ้าภาพได้จัดบำเพ็ญอุทิศแด่พลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) และได้มีศรัทธาจัดพิมพ์หนังสืออันมีค่านี้แจกจ่ายเป็นกุศลวิทยาทาน ขออำนาจกุศลทั้งปวงนี้จงเป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้พลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) ผู้วายชนม์ ประสบแต่อิฏฐคุณมนุญผลในสัมปรายภาพ สมดังเจตจำนงของเจ้าภาพทุกประการเทอญ.

กรมศิลปากร
๒๐ มกราคม ๒๕๑๔

สารบาญ
หน้า
ผู้วายชนม์
ประกาศที่ ๓ ว่าด้วยตั้งเคาน์ซิลและพระราชบัญญัติ
แจ้งความเรื่องปรึกษาเคาน์ซิลที่แล้วกันไปบ้าง
ประกาศในการที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
ว่าด้วยปรึกษาจัดการในเคาน์ซิลออฟสเตต คือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
ว่าด้วยการปรีวีเคาน์ซิล ๑๒
ข่าวเคาน์ซิลลอร์ออฟสเตต ๑๔
คำเคาน์ซิลปรึกษาตัดสินโทษ ๑๙
ข่าวเคาน์ซิลลอร์ออฟสเตต ๒๓
ข่าวปรีวีเคาน์ซิลประชุมถือน้ำ ๒๕
พระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตต คือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ๔๑
คำสาบานเคาน์ซิลออฟสเตต คือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ๕๔
พระราชบัญญัติปรีวีเคาน์ซิลลอร์ คือที่ปรึกษาในพระองค์ ๕๗
ว่าด้วยกอมมิตตีออฟปรีวีเคาน์ซิล ๖๑
คำสาบานปรีวีเคาน์ซิลลอร์ คือที่ปรึกษาในพระองค์ ๖๓
ปรีวีเคาน์ซิล ๖๖
เคาน์ซิล ๖๗
ประกาศว่าด้วยพณหัวเจ้าท่านที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ๖๘
ภาคผนวก ๗๑
ประกาศเลิกธรรมเนียมหมอบคลาน ๗๑
ประกาศเลิกธรรมเนียมหมอบคลานเป็นโค้งศีรษะ ๗๓
เรื่องการแต่งตัวเข้าเฝ้า ๘๑
สารบาญค้นบุคคล ๘๙

สารบาญค้นบุคคล
หมวดเจ้านาย
กฤษดาภินิหาร – พระองค์เจ้า (กรมพระนเรศรวรฤทธิ์)
๓๐, ๓๘.
คัคณางคยุคล – พระองค์เจ้า (กรมหลวงพิชิตปรีชากร)
๓๐, ๓๘.
จาตุรนต์รัศมี – สมเด็จเจ้าฟ้า (สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์)
๓๐, ๓๘.
เจริญผลภูลสวัสดิ์ – กรมหมื่น (กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์)
๓๐, ๓๘.
ทวีถวัลยลาภ – พระองค์เจ้า (กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์)
๓๐, ๓๙.
เทเวศร์วัชรินทร์ – กรมพระ
๒๙, ๓๘.
บำราบปรปักษ์ – สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา
๒๙, ๓๘.
วรศักดาพิศาล – กรมหลวง
๒๙, ๓๘.
สายสนิทวงศ์ – พระองค์เจ้า
๓๐, ๓๙.
สิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ – พระองค์เจ้า
๓๐, ๓๙.
สุขสวัสดิ์ – พระองค์เจ้า (กรมหลวงอดิศรอุดมเดช)
๓๐, ๓๘.
อนันตการฤทธิ์ – กรมหมื่น
๓๐, ๓๘.
อักษรสาสนโสภณ – กรมหมื่น (กรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณ)
๓๐, ๓๘.
หมวดขุนนาง
กระสาปนกิจ (โหมด อมาตยกุล) – พระยา
, ๑๙, ๓๐.
กลาโหมราชเสนา (กรับ บุณยรัตพันธุ์) – พระยา
.
ขุนหลวงพระไกรษี (จัน) (ขุนหลวงพระยาไกรษี)
๖๘.
จตุรงคโยธา (เทศ) – หลวง
๑๙.
จ่าแสนยบดี (ขลิบ พยัคฆันตร์) – พระยา
๓๐.
เจริญราชไมตรี (ตาด อมาตยกุล) – พระยา (พระยาธรรมสารนิติ)
, ๑๙, ๓๐.
โชฎึกราชเศรษฐี (พุก โชติกพุกกณะ) – พระยา
๓๑.
ไชยยศสมบัติ (เอี่ยม) – พระ
๖๗.
นรนารถภักดี (เถียร โชติกเสถียร) – พระยา (พระยาโชฎึกราชเศรษฐี)
๓๑.
นรินทรเสนี (?) – พระ
๓๑, ๖๘.
นานาพิธภาษี (โต บุนนาค) – พระ (พระยานานาพิธภาษี)
๒๔.
ปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) – พระ
๓๑.
พิจารณ์จักรกิจ (เจิม อมาตยกุล) – หลวง (พระยาเพ็ชรพิไชย)
๒๔, ๓๑.
พิพัฒน์โกษา (ทับ จาติกรัตน์) – พระยา
๓๐.
พิพิธโภคัยสวรรย์ (ทองคำ สุวรรณทัต) – พระยา (พระยาราชภักดี)
, ๑๙, ๓๐.
พิเรนทรเทพ (เวก ยมาภัย) – พระ (พระยาอภัยรณฤทธิ์)
๓๑.
เพ็ชร์ชฎา (ดิศ สิงหเสนี) – พระยา
๓๑.
ไพรัชพากย์ภักดี (สุดใจ บุนนาค) – พระ (พระยาราชานุประพันธ์)
๓๑.
ภาษกรวงษ์ (พร บุนนาค) – พระยา (เจ้าพระยาภาษกรวงษ์)
, ๑๙, ๓๐.
ภานุวงษ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) – เจ้าพระยา
๓๐.
ภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) – เจ้าพระยา
๓๐, ๒๑.
มหาเทพ (พึ่ง สุวรรณทัต) – พระ (พระยาอนุชิตชาญไชย)
๓๑.
มหามนตรี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) – พระ (พระยามหาอำมาตย์)
๓๑.
มหาอำมาตยธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร) – พระยา
, ๑๙, ๓๐.
รัตนภัณฑ์ไมตรี (อ่อน ชูโต) – พระยา (พระยาอุไทยธรรม)
๓๑.
ราชมณี (เหมือน) – หลวง
๒๗.
ราชโยธา (ทองอยู่ ภูมิรัตน์) – พระยา
.
ราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร) – พระยา (เจ้าพระยารัตนบดินทร์)
, ๑๙, ๓๐.
ราชสงคราม (กรุด อินทรวิมล) – พระยา
๓๑.
ราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล) – พระยา (เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง)
, ๑๙, ๓๐.
ราชเสนา (เดช คฤหเดช) – พระ (พระยาจ่าแสนยบดี)
๓๑, ๖๘.
ราไชยสวริยาธิบดี (จำเริญ บุรณศิริ) – พระยา (พระยาธรรมจรัญานุกูลมนตรี)
, ๑๙, ๓๐.
ไวยวรนารถ (ชาย บุนนาค) – เจ้าหมื่น (พระยาประภากรวงษ์)
๓๑.
ศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (แพ บุนนาค) – พระยา (เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์)
, ๑๙, ๓๐.
สมุทบุรานุรักษ์ (เนตร เนตรายน) – พระยา
๓๑.
สรรพเพธภักดี (โต มานิตยกุล) – เจ้าหมื่น (เจ้าพระยานรรัตนราชมานิต)
๓๑.
สิทธิไชย (อ้น) – พระครู
๒๙.
สุนทรานุกิจปรีชา (หนูเล็ก โกมารกุล ณ นคร) – พระ (พระยาศรีสรราชภักดี)
๓๑.
เสมอใจ (ชื่น บุนนาค) – เจ้าหมื่น (พระยามนตรีสุริยวงษ์)
๓๑.
อนุชิตชาญไชย (อุ่น ภูมิรัตน์) – พระยา
๓๓.
อนุรักษ์ราชมณเฑียร (สิงห์โต) – พระยา (พระยาพิทักษ์ภูบาล)
๓๐.
อภัยรณฤทธิ์ (แย้ม บุณยรัตพันธุ์) – พระยา (พระยาสีหราชฤทธิไกร)
, ๑๙.
อาหารบริรักษ์ (นุช บุญ-หลง) – พระยา
๓๑.
อินทรเทพ (อ่ำ อัมรานนท์) – พระ (พระยาพิไชยสงคราม)
๓๑.
อินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (?) – พระยา
๓๒, ๓๑.
หมวดพระภิกษุสงฆ์
ญาณวราภรณ์ (รอง) – หม่อมเจ้าพระ
, ๒๕.
เทพกระวี (แดง สีลวฒฺโน) – พระ (สมเด็จพระวันรัตน์)
๑๔.
ธรรมเจดีย์ (ทอง) – พระ
๑๔, ๒๕.
ธรรมไตรโลก (อ้น) – พระ (พระพิมลธรรม)
๒๕.
ธรรมวโรดม (สา ปุสฺสเทโว) – พระ (สมเด็จพระสังฆราช)
๒๕.
ธรรมุณหิศธาดา (สีขเรศ มหากุล) – หม่อมเจ้าพระ
๑๔, ๒๕.
ปวเรศวริยาลงกรณ์ – สมเด็จกรมพระยา
๑๔, ๒๕.
พรหมมุนี (ศรี อโนมสิริ) – พระ (สมเด็จพระพุฒาจารย์)
๑๔, ๒๕.
พิมลธรรม (ทับ พุทธสิริ) – พระ (สมเด็จพระวันรัตน์)
๑๔, ๒๕.
โพธิวงศ์ (ผ่อง) – พระ
๑๔.
วันรัตน์ (สมบุญ) – สมเด็จพระ
๑๕, ๒๕.
สาสนโสภณ (สา ปสฺสเทโว) – พระ (สมเด็จพระสังฆราช)
๑๔.
อรุณนิภาคุณากร (กระจ่าง ลดาวัลย์) – หม่อมเจ้าพระ (พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร)
๑๔, ๒๕.

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก

Public domainPublic domainfalsefalse