ข้ามไปเนื้อหา

สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว/ผู้วายชนม์

จาก วิกิซอร์ซ
พระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อพลเอก หลวงสถิตยุทธการ ถึงแก่อนิจกรรมลง ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศแปดเหลี่ยมประกอบศพ ฉัตรเบญจาตั้งประดับโกศศพ ปี่กลองชนะประโคมเวลารับพระราชทานน้ำอาบศพ และพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ๓ คืน ครั้นเมื่อถึงกำหนดรับพระราชทานเพลิง ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชพระบรมราชานุญาตให้รับพระราชทานเพลิงที่เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส และเสด็จพระราชดำเนินมางานพระราชทานเพลิง ทั้งยังได้พระราชทานผ้าไตรทอดถวายพระสงฆ์บังสุกุลที่โกศศพอีกด้วย นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ซึ่งภรรยาและบุตรธิดาของผู้ถึงแก่อนิจกรรมจะสำนึกในพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณตราบเท่าชีวิต และขอน้อมเกล้าถวายพระพรให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอทั้งสี่พระองค์ จงทรงพระเจริญยั่งยืนนาน.

พลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ)
ชาตะ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔
มตะ วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓

ภาพถ่ายขณะตั้งศพสวดพระอภิธรรม ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร

ประวัติ
พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว.

พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ หรือสกุลเดิม ประสังสิต) เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๔๔ ณ บ้านบางบริบูรณ์ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางบริบูรณ์ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นบุตรขุนบริบูรณ์พัฒนา (ชม ประสังสิต) และนางบริบูรณ์พัฒนา (เทศ ประสังสิต) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด คือ

  1. นางริ้ว (ถึงแก่กรรม)
  2. นายวิชัย ประสังสิต ป.ธ.
  3. พระปราจีนมุนี (กุญชร ประสังสิต)
  4. พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ
  5. นางแช่ม มณีวงศ์
  6. นายสุดใจ ประสังสิต (ถึงแก่กรรม)

พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ ได้สมรสกับนางกอบกุล สถิตยุทธการ (ลิมปิทีป) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ มีบุตรธิดาทั้งหมด ๗ คน คือ

  1. นางสกุล เกตุพันธ์
  2. พ.ต.อ. สกล สถิตยุทธการ ประกอบอาชีพส่วนตัว
  3. นางสกานต์ ตามไท รับราชการกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย
  1. พ.ต. สกัณห์ สถิตยุทธการ รับราชการกองทัพบก
  2. นายธีระพล สถิตยุทธการ ประกอบอาชีพส่วนตัว
  3. ร.ต.ท. ธีระยุทธ สถิตยุทธการ รับราชการกรมตำรวจ
  4. น.ส. สุกัญญา สถิตยุทธการ
ประวัติรับราชการทหาร แรกเข้ารับราชการทหารโดยเป็นนักเรียนนายร้อย เลขประจำตัว ๓๑๒๖ สอบไล่ได้วิชาในโรงเรียนทหารบกได้ชั้นมัธยม ๒ เป็นที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ และได้ขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๖๒ เครื่องหมาย ๒๔๖๒
ท.ย. ๙
ป. ๑๙๓

พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรยศทหารโดยลำดับดังต่อไปนี้

๓ ธันวาคม ๒๔๖๖ เป็น ร้อยตรี
๗ พฤษภาคม ๒๔๗๑ ร้อยโท
๒๔ เมษายน ๒๔๗๔ ร้อยเอก
๑ เมษายน ๒๔๗๙ พันตรี
๑๙ มิถุนายน ๒๔๘๔ พันโท
๑๕ กันยายน ๒๔๘๖ พันเอก
๑ มกราคม ๒๔๙๑ พลตรี
๑ มกราคม ๒๔๙๕ พลโท
๔ มีนาคม ๒๔๙๘ พลเอก

พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสถิตยุทธการ ถือศักดินา ๘๐๐ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๗๕

ตำแหน่งที่ได้รับ

๒๐ กรกฎาคม ๒๔๖๐ เป็นนักเรียนนายร้อยในโรงเรียนทหารบก

๑ พฤษภาคม ๒๔๖๖ เป็นนักเรียนทำการนายร้อย เข้าประจำกรมทหารบกปืนใหญ่ที่ ๔

๓ ธันวาคม ๒๔๖๖ ประจำกรมทหารบกปืนใหญ่ที่ ๔

๒๗ พฤษภาคม ๒๔๗๐ เป็นนายทหารฝึกหัดราชการแผนกโรงเรียนทหารปืนใหญ่

เมษายน ๒๔๗๒ เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการกองพลที่ ๓

๑ สิงหาคม ๒๔๗๕ เป็นประจำกรมยุทธการทหารบก

๒ กรกฎาคม ๒๔๗๙ เป็นรองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ ๔

เมษายน ๒๔๘๑ รักษาราชการแทนในตำแหน่งเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ ๔

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ รักษาราชการเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ ๔

๘ เมษายน ๒๔๘๓ ประจำกองบังคับการกรมเสนาธิการทหารบก

๑๑ ตุลาคม ๒๔๘๓ ประจำกรมเสนาธิการทหารบก

๗ เมษายน ๒๔๘๕ เป็นหัวหน้าแผนกทหารบก กรมเสนาธิการทหาร

๔ กันยายน ๒๔๘๖ เป็นหัวหน้าแผนกที่ ๓ กรมเสนาธิการทหาร

๑ มีนาคม ๒๔๙๐ ประจำกรมเสนาธิการทหารบก

๒๘ มกราคม ๒๔๙๑ เป็นเสนาธิการกองทัพที่ ๑

๑๗ มีนาคม ๒๔๙๒ รักษาราชการแทนเจ้ากรมสวัสดิการทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่ง

๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๓ รักษาราชการแทนแม่ทัพภาค กองทัพภาคที่ ๑

๗ กรกฎาคม ๒๔๙๓ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการภาคทหารบกที่ ๑

๑ ธันวาคม ๒๔๙๔ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรองเสนาธิการกลาโหม

๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๕ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรักษาราชการรองเสนาธิการกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง

๒๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และรักษาราชการรองเสนาธิการกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง

๑ ตุลาคม ๒๕๐๔ สำรองราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

๑ มกราคม ๒๕๐๕ ออกจากประจำการเป็นนายทหารนอกราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เนื่องจากรับราชการมาครบกำหนดเกษียณอายุ

๑ มกราคม ๒๕๑๐ ย้ายประเภทเป็นนายทหารพ้นราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะมีอายุครบกำหนดย้ายประเภทตามข้อบังคับว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร

ตำแหน่งหรือราชการพิเศษ

เมษายน ๒๔๗๑ ขึ้นบัญชีเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ

๔ ธันวาคม ๒๔๘๓ ประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่ง

๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๔ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยไปกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหาทางระงับข้อพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน

๑๘ มิถุนายน ๒๔๘๘ เป็นรองเลขาธิการสภาป้องกันราชอาณาจักร

๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ เป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารแห่งประเทศไทย

๒๘ พฤษภาคม ๒๔๙๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวร

๗ พฤษภาคม ๒๔๙๔ เป็นคณะทูตสันถวไมตรี ณ ต่างประเทศ

๘ พฤษภาคม ๒๔๙๔ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวร

๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒

๔ มิถุนายน ๒๔๙๕ เป็นกรรมการธนาคารออมสิน

๑๗ กรกฎาคม ๒๔๙๕ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์พิเศษ

๑ มกราคม ๒๔๙๗ เป็นกรรมการพิจารณาการขอพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา (เข็มศิลปวิทยา)

๔ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นประธานกรรมการธนาคารออมสิน

๖ มิถุนายน ๒๔๙๗ รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

๓ ธันวาคม ๒๔๙๗ เป็นประธานกรรมการอำนวยการจัดงานฌาปนกิจทหารที่เสียชีวิตในกรณีสงครามเกาหลีและผู้เสียชีวิตเพื่อประเทศชาติ

๒๔๙๗ เป็นประธานกรรมการสร้างพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

๑๙ พฤษภาคม ๒๔๙๘ เป็นประธานกรรมการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์สร้างคลังน้ำมันส่วนภูมิภาค (โดยตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม)

๖ มิถุนายน ๒๔๙๘ เป็นประธานกรรมการพิจารณาดำเนินงานสร้างโรงงานกลั่นกรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่บางจาก

๑ พฤษภาคม ๒๔๙๘ เป็นประธานกรรมการควบคุมการบริหารงานองค์การเชื้อเพลิง กรมการพลังงานทหาร

๒๖ กรกฎาคม ๒๔๙๘ เป็นประธานกรรมการพิจารณาจัดสรรพลังไฟฟ้าให้แก่หน่วยราชการทหารต่าง ๆ

๒๗ สิงหาคม ๒๔๙๘ เป็นประธานกรรมการพิจารณาราคาที่ดินสำหรับสร้างสถานีบริการยานยนตร์

๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์

๔ มิถุนายน ๒๔๙๙ เป็นประธานกรรมการธนาคารออมสิน

๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๙ เป็นประธานกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๐๐ เป็นต้นไป

๑๙ ธันวาคม ๒๔๙๙ เป็นประธานกรรมการพิจารณาการสร้างโรงกลั่นกรองน้ำมันที่อำเภอฝาง

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ เป็นประธานกรรมการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันและข้อเสนอของบริษัทค้าน้ำมัน

๗ พฤษภาคม ๒๕๐๐ เป็นประธานกรรมการพิจารณาปรับปรุงสถานที่ราชการเขตภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๐๐ รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินอีกตำแหน่งหนึ่ง จนกว่าผู้อำนวยการธนาคารจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่เดิม

๒๓ สิงหาคม ๒๕๐๐ เป็นประธานกรรมการพิจารณาการสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันขนาด ๑๕,๐๐๐ บาเรล

๑๘ กันยายน ๒๕๐๐ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒

๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๐ เป็นกรรมการจัดสร้างพุทธมณฑล

๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๐ เป็นกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิ

๑ ธันวาคม ๒๕๐๐ เป็นประธานกรรมการธนาคารออมสิน

๒๕ มิถุนายน ๒๕๐๑ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสินอีกตำแหน่งหนึ่ง จนกว่าผู้อำนวยการธนาคารจะกลับจากต่างประเทศ

๓ ธันวาคม ๒๕๐๑ เป็นกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิสืบต่อไป

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

๒ มีนาคม ๒๕๐๒ เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ผู้แทนกระทรวงกลาโหมพิจารณาโครงการพัฒนาเศรษฐกิจถาวร

๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ เป็นรองประธานกรรมการองค์การเชื้อเพลิง

๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ เป็นประธานกรรมการธนาคารออมสิน

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕ คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการองค์การเชื้อเพลิง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญที่ได้รับพระราชทาน

๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ เหรียญบรมราชาภิเษกเงิน

๒๘ มีนาคม ๒๔๗๔ เหรียญที่ระลึกงานฉลองพระนคร

๒๑ กันยายน ๒๔๗๗ เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

๒๐ กันยายน ๒๔๘๐ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

๒๐ กันยายน ๒๔๘๒ เหรียญจักรมาลา

๒๐ กันยายน ๒๔๘๒ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

๒๐ กันยายน ๒๔๘๓ ตริตราภรณ์มงกุฎไทย

๑๑ กรกฎาคม ๒๔๘๔ เหรียญชัยสมรภูมิ (อินโดจีนฝรั่งเศส)

๑๙ กันยายน ๒๔๘๔ ตริตราภรณ์ช้างเผือก

๑๔ กรกฎาคม ๒๔๘๖ เหรียญช่วยราชการเขตภายใน (สงครามมหาเอเชียบูรพา)

๑๙ กันยายน ๒๔๘๖ ทวิติยาภรณ์มงกุฎไทย

๒ ธันวาคม ๒๔๘๖ เหรียญชัยสมรภูมิ (มหาเอเชียบูรพา)

๔ ธันวาคม ๒๔๙๑ ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก

๔ ธันวาคม ๒๔๙๒ ประถามาภรณ์มงกุฎไทย

๒๑ มกราคม ๒๔๙๖ ประถามาภรณ์ช้างเผือก

๓๑ สิงหาคม ๒๔๙๗ เหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ ๓

๕ ธันวาคม ๒๔๙๗ มหาวชิรมงกุฎ

๕ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ทุติยจุลจอมเกล้า

๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

พฤษภาคม ๒๕๐๓ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

พล.อ. หลวงสถิตยุทธการ ได้ล้มป่วยด้วยโรคเบาหวานและตับแข็งตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ และได้ถึงแก่อนิจกรรม ณ โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๓ สิริรวมอายุ ๖๘ ปี ๑๐ เดือน ๑๗ วัน.

(แบบ ข.)



หมายรับสั่งที่ ๖๙๕



สำนักพระราชวัง

๒๕ มกราคม ๒๕๑๔

พระราชทานเพลิงศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ. ที่เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดพระนคร

วันอาทิตย์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. เจ้าพนักงานจัดการเปลื้องเครื่องสุกำศพที่ศาลาอำนวยการ วัดโสมนัสวิหาร แล้วเชิญบุพโพไปทำการเผาที่เมรุของวัด

วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เวลา ๑๓.๐๐ น. เชิญโกศศพขึ้นรถวอประเทียบจากวัดโสมนัสวิหารไปยังวัดเทพศิรินทราวาส ตั้งกระบวนแห่ศพเวียนเมรุ แล้วเชิญขึ้นตั้งบนจิตกาธาน

เวลา ๑๗.๐๐ น. พระราชทานเพลิง

วันศุกร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เวลา ๗.๐๐ น. เก็บอัฐิ.

วิม
วิม พิมพ์
ปิยะ ทาน
วัน หน้าที่ พนักงานพระราชพิธี
นำหมายเรียนเจ้าภาพศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ เพื่อทราบ
เครื่องประกอบเกียรติยศที่พระราชทานมานี้และเจ้าพนักงานที่มาปฏิบัติ เจ้าภาพไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างใดทั้งสิ้น.

ทั้งนี้ให้จัดการตามหน้าที่และกำหนดวันตามรับสั่งอย่าให้ขาดเหลือ ถ้าสงสัยก็ให้ถามผู้รับรับสั่งโดยหน้าที่ราชการ

กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา
ผู้รับรับสั่ง

(แบบ ข.)



หมายรับสั่งที่ ๖๕๒



สำนักพระราชวัง

๒๕ มกราคม ๒๕๑๔

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ. ที่เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดพระนคร

วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ เวลา ๑๗.๐๐ น. เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พลับพลาอิศริยาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรของหลวง ๕ ไตร และของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ๕ ไตร ให้ทายาททำไปทอดที่โกศศพ พระสงฆ์ ๑๐ รูปบังสุกุลเสร็จแล้ว ทรงจุดฝักแคพระราชทานเพลิง สมควรแก่เวลาเสด็จพระราชดำเนินกลับ

แต่งกาย เครื่องแบบปรกติขาว ไว้ทุกข์.

ลายมือชื่อ
ปิยะ/พิมพ์/ลายมือชื่อ ทาน.
วัน หน้าที่ พนักงานพระราชพิธี
นำหมายเรียนเจ้าภาพศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ เพื่อทราบ.

ทั้งนี้ให้จัดการตามหน้าที่และกำหนดวันตามรับสั่งอย่าให้ขาดเหลือ ถ้าสงสัยก็ให้ถามผู้รับรับสั่งโดยหน้าที่ราชการ

กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา
ผู้รับรับสั่ง

คำไว้อาลัย
แด่
พลเอก หลวงสถิตยุทธการ

ในวันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๓ พลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) ได้ถึงแก่อนิจกรรม นับว่าเป็นการสูญเสียนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เคยมีความสำคัญและเป็นหลักของกระทรวงกลาโหมไปอีกท่านหนึ่ง ทั้งนี้เพราะพลเอก หลวงสถิตยุทธการ เป็นผู้มีเกียรติประวัติและความสามารถสูงทัง้ในวงการทหารและวงการทั่วไป โดยนับแต่ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแล้ว ก็ได้รับราชการทหารตลอดมา ตั้งแต่ยศร้อยตรีจนถึงพลเอก เคยดำรงตำแหน่งทางทหารที่สำคัญ ๆ ด้วยความไว้วางใจมาแล้วหลายตำแหน่ง อาทิเช่นเสนาธิการกองทัพที่ ๑ รักษาราชการแทนแม่ทัพกองทัพที่ ๑ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และปลัดกระทรวงกลาโหม สำหรับตำแหน่งหน้าที่พิเศษ ได้เป็นกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิ รองประธานกรรมการองค์การเชื้อเพลิง ประธานกรรมการธนาคารออมสิน ส่วนตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์เวรกับราชองครักษ์พิเศษ และเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษด้วย ถึงแม้ว่าท่านผู้นี้จะได้ออกจากราชการเพราะครบเกษียณอายุไปแล้ว ก็ยังคงให้ความช่วยเหลือร่วมมือแก่ทางราชการทหารเป็นอย่างดีอยู่เสมอตลอดมา

ข้าพเจ้าได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอก หลวงสถิตยุทธการ ในขณะที่ได้ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ โดยท่านผู้นี้ขณะรับราชการในตำแหน่งประจำกรมเสนาธิการทหารบก ได้แสดงความสามารถที่น่าชมเชยในการเข้าร่วมทำการรัฐประหารจนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จ ได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงกลาโหมแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารแห่งประเทศไทยโดยคำสั่งทหารแห่งประเทศไทย และต่อมายิ่งมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นเมื่อข้าพเจ้าได้มารับราชการทางกองทัพที่ ๑ ในปี ๒๔๙๒ ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ โดยในขณะนั้นท่านผู้นี้ดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองทัพที่ ๑ จนกระทั่งข้าพเจ้าได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ และรองแม่ทัพกองทัพที่ ๑ แล้ว ท่านผู้นี้ก็ได้แยกย้ายไปรับราชการทางกรมเสนาธิการกลาโหมในปี ๒๔๙๔ และกลับมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกอีกในเวลาต่อมา แล้วจึงได้ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งตำแหน่งหนึ่งของกระทรวงกลาโหม ขณะที่ท่านผู้นี้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสมาปฏิบัติงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่งในฐานะที่ข้าพเจ้าก็ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในปี ๒๕๐๐ และในปีนี้เองท่านผู้นี้ก็ได้เป็นกำลังอันสำคัญของคณะทหารซึ่งได้เข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ โดยได้รับความไว้วางใจจากผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารให้ทำการแทนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ว่างลง ต่อมาเมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้กลับมาปฏิบัติงานร่วมกันในกระทรวงกลาโหมในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเดือนกันยายนศกเดียวกันนั้น ต่อจากนั้นจำต้องแยกย้ายกันอีกในเมื่อได้มีคณะปฏิวัติเข้าทำการยึดอำนาจการปกครองสำเร็จเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้กลับมาปฏิบัติงานร่วมกันกับท่านผู้นี้เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะที่ข้าพเจ้าได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๐๒ จนกระทั่งท่านผู้นี้ได้พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมไปในปี ๒๕๐๔ และได้ออกจากประจำการในปีถัดมาเนื่องจากครบเกษียณอายุ ตลอดเวลาแห่งการปฏิบัติงานร่วมกับข้าพเจ้าทั้งในยามปกติและยามคับขัน ปรากฏว่าท่านผู้นี้มุ่งมั่นที่จะให้หน้าที่ในความรับผิดชอบได้ดำเนินไปด้วยดีและสำเร็จตามความมุ่งหมาย แม้ว่าจะมีอุปสรรคขัดขวางประการใด ก็พยายามฝ่าฟันไปจนเป็นผลสำเร็จ

พลเอก หลวงสถิตยุทธการ เป็นนายทหารที่ประกอบด้วยคุณธรรมสูง มีนิสัยโอบอ้อมอารี มีความเมตตากรุณา เอาใจใส่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี เป็นนายทหารที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด ปฏิบัติงานด้วยความสัตย์ซื่อ สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ราชการได้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เมื่อได้มาถึงแก่อนิจกรรมลงเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นการสูญเสียและจากไปตามวาระและสภาพของสังขารร่างกาย ซึ่งยังความเศร้าสลดเสียดายและอาลัยรักของบรรดาบุตร ธิดา ญาติ มิตรสหาย และศิษย์ ตลอดจนผู้ที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาทุกคนก็ตาม แต่ชื่อเสียงคุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ตลอดไปไม่หมดสิ้น และเป็นตัวอย่างอันดีแก่บรรดาข้าราชการทหารและชนรุ่นหลัง

ในการพระราชทานเพลิงศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ นี้ ข้าพเจ้าขอให้กุศลบุญราศีตลอดจนคุณงามความดีที่ท่านได้บำเพ็ญไว้ รวมทั้งที่ท่านผู้อื่นได้บำเพ็ญอุทิศให้ท่านมาโดยลำดับ ตลอดจนความปรารถนาดีของข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านจงบรรลุสุคติในสัมปรายภพตามควรแก่คติวิสัญเทอญ.

จอมพล ถ. กิตติขจร
(ถนอม กิตติขจร)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

คำไว้อาลัย
แด่
พลเอก หลวงสถิตยุทธการ

พลเอก หลวงสถิตยุทธการ (สถิต สถิตยุทธการ) อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๓ นั้น ได้ก่อให้เกิดความเศร้าสลดใจแก่บรรดาผู้รับทราบข่าวเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นการสูญเสียตามวาระและสภาพแห่งสังขารร่างกายก็ตาม แต่ก็คงไม่ทำให้บรรดาบุตร ธิดา มิตรสหาย และศิษย์ ตลอดจนผู้ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเสื่อมความอาลัยและระลึกถึงคุณงามความดีของท่านไปได้

พลเอก หลวงสถิตยุทธการ เป็นนายทหารที่มีประวัติดีเด่นในหน้าที่ราชการอย่างน่ายกย่องชมเชย โดยเฉพาะในวงการนายทหารฝ่ายเสนาธิการของกองทัพบก ท่านผู้นี้ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ออกรับราชการเป็นนายทหารเหล่าปืนใหญ่ และในเวลาต่อมาได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สามารถสำเร็จการศึกษาสอบไล่ได้ตามหลักสูตรตั้งแต่ยศร้อยตรี และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ของนายทหารฝ่ายเสนาธิการมาตามลำดับ จนกระทั่งถึงตำแหน่งเสนาธิการกองทัพที่ ๑ ซึ่งในโอกาสเดียวกันได้รักษาราชการแทนแม่ทัพกองทัพที่ ๑ ด้วย และตำแหน่งสุดท้ายในกองทัพบกคือผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันเมื่อปี ๒๔๙๕ ข้าพเจ้าได้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพลที่ ๖ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ และรองผู้บัญชาการจังหวัดทหารบกอุบลราชธานี จนกระทั่งในปี ๒๔๙๗ เมื่อข้าพเจ้าได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๖ และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ กับผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุบลราชธานีแล้ว ท่านผู้นี้ก็ยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกอยู่ จึงนับว่าข้าพเจ้าได้เคยอยู่ในสายการบังคับบัญชาของท่านผู้นี้มา

ในปี ๒๔๙๗ นี้เอง ท่านผู้นี้ก็ได้ย้ายจากกองทัพบกมารับราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม อันนับเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งตำแหน่งหนึ่งของกระทรวงกลาโหม และเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนที่ ๑๔ ในจำนวนผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองหรือปลัดกระทรวงกลาโหมมาแล้วถึงปัจจุบันรวม ๒๐ ท่าน และเมื่อจะนับเวลาของการดำรงตำแหน่งนี้เปรียบเทียบกับผู้ดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองหรือปลัดกระทรวงกลาโหมคนแรก คือพลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (บดินทรเดชา ณ นคร หรือแย้ม ณ นคร) ที่ได้เป็นปลัดทูลฉลองในปี ๒๔๕๓ และดำรงตำแหน่งอยู่นานถึง ๑๐ ปีเศษ ซึ่งนับว่านานที่สุดแล้ว ก็ปรากฏว่าท่านผู้นี้มีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ ถึง ๒๕๐๔ รวม ๗ ปีเศษ นับเป็นอันดับสองรองลงมาได้ด้วย ในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมนี้ ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า นอกจากจะมีความรับผิดชอบในหน้าที่ซึ่งต้องปฏิบัติเป็นการประจำตามปกติแล้ว ก็ยังมีความรับผิดชอบในตำแหน่งที่จะต้องปฏิบัติเพิ่มอีกมากมายหลายกรณี เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งท่านผู้นี้ยังดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมอยู่นั้น ได้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่กิจกรรมทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างมาก อาทิเช่นได้เป็นประธานพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงกลาโหม ประธานกรรมการพิจารณาการสร้างโรงกลั่นน้ำมันของกระทรวงกลาโหม ประธานกรรมการพิจารณาปรับปรุงสถานที่ราชการภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานกรรมการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันและข้อเสนอของบริษัทค้าน้ำมัน ประธานกรรมการสร้างพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี และกรรมการจัดสร้างพุทธมณฑล เป็นต้น ปรากฏว่าท่านผู้นี้ได้ทุ่มเทพลังต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้แก่การปฏิบัติงานต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยมิเหน็ดเหนื่อยด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ประสบความสำเร็จด้วยดีที่สุดที่จะทำได้ สมความมุ่งหมายของทางราชการ แม้ว่าจะมีอุปสรรคขัดขวางประการใด ก็พยายามฝ่าฟันจนงานนั้นลุล่วงไปด้วยดีมาโดยตลอด ในด้านการปกครอง ปรากฏว่าท่านได้ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเมตตาและเป็นธรรม ยกย่องสนับสนุนผลงานและความดีในทุกโอกาสที่เหมาะสมและอยู่ในวิสัยที่ทำได้

สุดท้ายแห่งวาระของการพระราชทานเพลิงศพพลเอก หลวงสถิตยุทธการ นี้ ข้าพเจ้าขอให้อำนาจกุศลบุญราศีตลอดจนคุณงามความดีซึ่งท่านได้บำเพ็ญไว้ด้วยดีแล้วในปัจจุบันชาตินี้ จงเป็นปัจจัยดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านบรรลุสุคติตามสมควรแก่คติวิสัยในสัมปรายภพเทอญ.

พลเอก อ. อาสาณรงค์
(อวบ อาสาณรงค์)
ปลัดกระทรวงกลาโหม

คำไว้อาลัย
แด่พลเอก หลวงสถิตยุทธการ
จาก
ละเอียด พิบูลสงคราม

ท่านพลเอก หลวงสถิตยุทธการ เป็นเพื่อนร่วมงานมากับจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลายกาละหลายสมัย เป็นที่ไว้วางใจของจอมพล แปลก ดูเหมือนไม่เคยรับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางการเมืองเหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ คงให้ยึดตำแหน่งสำคัญทางทหารเป็นประจำอยู่ทางเดียว

ท่านพลเอก หลวงสถิตยุทธการ เป็นผู้เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน เป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตในตำแหน่งหน้าที่ เป็นมิตรที่ดีของมิตรและครอบครัวของมิตร เป็นผู้พูดน้อย เป็นที่รักนับถือของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เสมอมา

ในการจากไปตามกฎธรรมดา จึงยังความเศร้าสลดใจไม่เฉพาะบุคคลในครอบครัว แม้แต่ญาติและมิตรสหายก็หักใจมิได้ที่จะให้ขาดความรู้สึกเศร้าสลดใจเสียอย่างไม่อาลัยถึง ทั้งที่เราก็ทราบดีว่าวันหนึ่งในเวลาข้างหน้าเราจะต้องพบจุดจบแห่งชีวิต ต้องจากคนที่เรารัก ต้องจากสิ่งที่รักที่ปรารถนาและสิ่งที่หวงแหนไว้ข้างหลัง นำไปด้วยติดตัวไปได้แต่เกียรติคุณความดีหรือความไม่ดี

ขอเดชะกุศลผลบุญที่ท่านพลเอก หลวงสถิตยุทธการ ได้บำเพ็ญมาด้วยดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทยก็ดี กุศลผลบุญที่ญาติมิตรและบุตรภรรยาได้บำเพ็ญอุทิศให้ตลอดมาแล้วนั้นก็ดี โปรดมารวมเป็นพลวปัจจัยส่งผลให้ดวงวิญญาณของท่านได้บรรลุถึงความเกษมสุขสันติในสัมปรายภพตามควรแก่วิสัยเทอญ.

ละเอียด พิบูลสงคราม
ชิดลม
๒ ธันวาคม ๒๕๑๓

คำไว้อาลัย
ของ
จอมพล ผิน ชุณหะวัณ

ด้วยภรรยาและบุตรจะได้ขอพระราชทานเพลิงศพให้แก่พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์นั้น พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ผู้นี้ได้สนิทสนมและคุ้นเคยกับข้าพเจ้ามานานตั้งแต่ครั้งได้ร่วมราชการทหารในกองพลที่ ๔ เดิม จังหวัดราชบุรี มาด้วยกัน ทั้งได้เป็นเขยของชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งขณะที่ทำการสมรส ข้าพเจ้าได้ร่วมในพิธีนี้ด้วย จึงทำให้เราทั้งสองกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น แม้เราทั้งสองจะได้แยกย้ายไปรับราชการต่างจังหวัดเป็นเวลา ๓๐ ปีก็ตาม ความผูกพันก็ยังมีอยู่เสมอ มิได้เสื่อมคลาย

ครั้นเสร็จสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใหม่ ๆ ประเทศไทยอยู่ในลักษณะที่เสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ได้แก่ข้าวยากหมากแพง โดยเฉพาะข้าวสาร ราษฎรต้องเข้าคิวแย่งกันซื้อ และข้าวสารที่ได้มานั้นก็แสนจะเลวจนพูดไม่ถูกว่าเป็นข้าวอะไร เครื่องนุ่งห่มของราษฎรตามชนบทก็ขาดแคลนเป็นอย่างมาก บางบ้านต้องใช้เสื่อหรือกระสอบหุ้มร่างกายเพื่อแก้ความอายไปวันหนึ่ง ๆ แม้จะออกจากบ้านเพื่อไปกิจธุระที่จำเป็น ก็ต้องผลัดกันไปทีละคน บรรดาทหารที่ปลดเป็นกองหนุนโดยไม่ได้รับช่วยเหลือจากราชการทหารในทางที่ควรบางกองพันทหารต้องเดินด้วยเท้าตั้งแต่จังหวัดเชียงรายไปยังจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดปราจีนบุรีด้วยความแค้นใจและน้อยใจที่ทหารเหล่านั้นได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อชาติพลี ก็รีดไถเสบียงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และเงินทองของราษฎรตามเส้นทางที่ผ่านตลอดไป ส่วนในพระนครก็ปรากฏว่าได้ยินเสียงปืนแซ่ไปแทบทุกคืน รถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ มีผู้ร้ายลักไป จับตัวผู้ร้ายไม่ได้ และเรื่องที่สำคัญนับว่าร้ายแรงที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ถูกผู้ร้ายลอบปลงพระชนม์ที่ห้องพระบรรทมในพระบรมมหาราชวัง และจับตัวผู้ร้ายไม่ได้ ถ้านึกถึงสภาพของบ้านเมืองในขณะนั้นก็ประดุจจะไร้ซึ่งการปกครอง ข้าราชการและราษฎรอยู่กันตามยถากรรมไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ถ้าจะกล่าวตามโบราณก็เรียกว่า “บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป”

ด้วยเหตุดังกล่าวโดยย่อ พวกเราหลายคน ซึ่งมีพลเอก (เป็นพลตรี) หลวงสถิตยุทธการ ร่วมความคิดด้วยกันในเบื้องต้น ทั้งเป็นผู้รับอาสาจัดสถานที่ในห้องเสนาธิการกลาโหมเป็นกองบัญชาการด้วย จนเป็นผลสำเร็จในวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐

นอกจากพลเอก หลวงสถิตยุทธการ ได้ร่วมทำงานที่เสี่ยงต่ออันตราย (ถ้าไม่สำเร็จก็ถูกหาว่าเป็นกบฏ ถ้าสำเร็จก็เป็นรัฐประหาร) แล้ว สำหรับในหน้าที่ราชการทหาร ตามความสังเกตของข้าพเจ้า นับว่าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ด้วยความเข้มแข็งซื่อสัตย์สุจริตจนได้เลื่อนยศและตำแหน่งตามลำดับ คือได้รับพระราชทานยศเป็นพลเอก (มียศเป็นจอมพลก็ได้) และดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม นับว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดในวงการข้าราชการประจำ

ส่วนราชการพิเศษ พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ได้ร่วมราชการสงครามอินโดจีนและสงครามมหาบูรพาเอเชียในตำแหน่งนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพสนามจนเสร็จสงคราม นอกจากเป็นประวัติที่ดีงามในราชการทหารแล้ว ยังได้รับตำแหน่งเป็นประธานกรรมการธนาคารออมสิน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และครั้งสุดท้ายโดยมติของบรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ ให้เป็นประธานกรรมการของบริษัทฯ นี้ด้วย

ครั้นวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ทราบว่า พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคเบาหวานและโรคตับแข็งเสียแล้ว ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอาลัยและเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่เพื่อนร่วมราชการทั้งเวลาปกติ เวลาสงคราม และเวลาทำงานที่สำคัญซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายในชีวิต ที่หมดลมหายใจในอายุยังไม่สมควรด้วยความประมาทเกี่ยวกับสุราอันเป็นตัวการของโรคนี้ แต่ความไม่นอนของสังขารมนุษย์ย่อมเป็นไปตามกรรมดีกรรมชั่วที่สร้างสมไว้ในชาติปางก่อนตามที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระดำรัสไว้แก่มวลมนุษย์ทั่วโลกมากกว่าสองพันปีแล้ว

ในวาระชีวิตสุดท้ายของพลเอก หลวงสถิตยุทธการ ข้าพเจ้าวิงวอนขออัญเชิญคุรพระศรีรัตนตรัย ได้แก่พุทธนานุภาพ ธรรมานุภาพ และสังฆานุภาพ และดวงวิญญาณของบรรพบุรุษทั้งมวล จงส่งเสริมให้ดวงวิญญาณของพลเอก หลวงสถิตยุทธการ นับว่าเป็นมิตรแท้ของข้าพเจ้า ซึ่งสิงสถิตในทิพยพิมานสถานแห่งใดในสัมปรายภพ จงบริสุทธิ์งดงามและได้รับความสุขสำราญสมตามปณิธานอย่างแรงกล้าของข้าพเจ้าชั่วนิรันดรเทอญ.

จอมพล ผ. ชุณหะวัน
(ผิน ชุณหะวัน)
บ้านเลขที่ ๙๒ ซอยราชครู พระนคร
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๓