ข้ามไปเนื้อหา

หนังสือราชกิจจานุเบกษา/เล่ม 1/แผ่นที่ 23

จาก วิกิซอร์ซ

ราชกิจจานุเบกษา
กรุงเทพมหานคร
 

เล่มที่ ๑นำเบอร์ ๒๑๕
แผ่นที่ ๒๓
วันอาทิตย เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖

ศุภมัศดุ ลุจุลศักราช ๑๒๓๖ โสณสังวัจฉระ สาวันมาศ ชุณหปักษ นวมีดิถี ศุกรวาร ปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัว สมเดจพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงษ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามรัชกาลที่ ๕ ในพระบรมราชวงษซึ่งประดิษฐานแลดำรงค์ศิริราชสมบัติรัตนราไชมหัยสวริยาธิปัติณกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสฐาน ซึ่งเปนพระมหานครบรมราชธานีใหญ่ในราชอาณาจักรแดนสยามฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ แลเปนบรมราชาธิราชอันใหญ่ในประเทศราชที่ใกล้เคียง คือลาวกะเหรี่ยงมลายูประเทศแลอื่น ๆ ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ เสดจออกณพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติเบื้องบูรพาทิศาภาคแห่งพระที่นั่งดุศิตมหาปราสาท ทรงสถิตยเหนือบวรราชอาศน์อันพิจิตรบันจง แปรพระภัตร์ตรงทักษิณทิศาภิมุข พร้อมด้วยท่านที่ปฤกษาราชการแผ่นดินเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทโดยลำดับ ทรงพระอนุสรคำนึงถึงธรรมเนียมบ้านเมืองมาแต่โบราณ ธรรมเนียมใดเปนการเจริญ มีคุณมีประโยชน์เปนยุติธรรมแล้ว อยากจะทรงทำนุบำรุงให้วัฒนาการเจริญยิ่งขึ้นให้ดำรงไปได้สิ้นกาลนาน ถ้าธรรมเนียมใดไม่เปนการเจริญแก่ประชาชาวพระนคร ไม่เปนคุณเปนประโยชน์ ไม่เปนยุติธรรม ก็อยากจะทรงเลิกถอนเสีย แต่จะต้องค่อยตัดรอนผ่อนไปทีละเล๊กทีละน้อยตามการตามเวลากว่าจะเรียบร้อยไปได้ ก็แต่ในพระราชบัญญัติเดิมอันโปราณราชกระษัติย์ตั้งไว้ตามคำภีร์พระธรรมสาตรว่าด้วยลักษณทาษ ๗ จำพวก คือทาษสินไถ่ ๑ ลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ย ๑ ทาษได้มาแต่บิดามารดา ๑ ทาษท่านให้ ๑ ทาษอันได้ด้วยช่วยกังวลทุกข์ร้อน ๑ ทาษได้เลี้ยงมาเมื่อกาลทุพิกฃไภย ๑ ทาษไปรบศึกได้มาเปนเชลย ๑ เปน ๗ จำพวกด้วยกันดังนี้ อันทาษ ๗ จำพวกนี้ นับว่าเปนทาษโดยกระบินเมืองท่าน ถ้าไม่มีเงินมาให้แก่เจ้าทาษครบค่าแล้ว ก็ไม่มีเวลาที่จะพ้นยากจากทุกข์เปนไทยได้ ฝ่ายลูกทาษซึ่งเกิดแต่ทาษทั้ง ๗ จำพวกนั้น ตั้งแต่ออกจากครรภ์ ภอลืมตา ก็ต้องนับว่าเปนทาษมีค่าตัวไปจนอายุถึงร้อยปีแล้วก็ยังไม่หมดค่าตัว คือท่านคิดอายุตั้งแต่เดือนหนึ่ง ๒ เดือน ๓ เดือน ชาย ๖ บาท หญิงตำลึง ๑ จนชายอายุ ๒๖ ปีถึง ๔๐ ปี เตมค่าสิบสี่ตำลึง หญิงอายุ ๒๑ ปีถึง ๓๐ ปี เตมค่าสิบสองตำลึง ถ้าชายอายุเกิน ๔๐ ปี หญิงอายุเกิน ๓๐ ปี จึงได้ลดถอยค่าตัวลง จนอายุถึง ๑๐๐ ปียังมีค่าตัว ชายตำลึง ๑ หญิงสามบาท ยังหาขาดค่าตัวไม่ เปนธรรมเนียมเดิมมีมาดังนี้ ดูประหนึ่งหามีความกรุณาแก่ลูกทาษไม่ ด้วยลูกทาษที่เกิดมาไม่ได้รู้ไม่ได้เหนสิ่งใดเลย บิดามารดาชั่วไว้ แล้วยังภาลูกให้เปนทาษไปจนสิ้นชีวิตรอีกเล่า เพราะรับโทษทุกข์ฃองพ่อของแม่เท่านั้น หาควรที่จะเอาเปนทาษจนตลอดชีวิตรไม่ ถ้าจะโปรดเลิกถอนให้ลูกทาษหลุดค่าตัวเสียทีเดียว นายเงินผู้ไม่มีความเมตากรุณาก็จะไม่ให้ทาษีมารดาเลี้ยงรักษาลูก เพราะเหนว่าลูกทาษเกิดมาไม่เปนคุณไม่เปนประโยชน์แก่นายเงิน ๆ ก็จะเอาทาษที่เปนพ่อแม่ไปใช้การงานฃองตัว มิให้เลี้ยงรักษาลูก ๆ นั้นก็จะเปนอันตรายตายเสียเปนอันมาก เพราะนายเงินจะแกล้งฉนี้ จำต้องผ่อนให้เปนประโยชน์แก่นายเงินบ้าง ให้ลูกทาษภอมีเวลาหลุดเปนไทยได้บ้าง ถ้าลูกทาษเปนชาย ครั้นหลุดพ้นค่าตัวแล้ว จะได้รับจ้างทำมาค้าฃายฝึกหัดวิชาการ แลจะได้บรรพชาอุปสมบทบ้าง ถ้าเปนหญิง หลุดพ้นเปนไทย ได้ผัวได้ลูก มีช่องที่จะประกอบกิจทำมาหากินได้บ้าง เมื่อเปนดังนี้ จะเปนการรุ่งเรืองเจริญแก่ประชาชาวพระนครสยามโดยแท้ จึ่งมีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำหรัสเหนือเกล้าฯ สั่งให้ที่ปฤกษาราชการแผ่นดินตราพระราชกฤษฎีกาเปนพระราชบัญญัติไว้ให้พระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าราชการทุกกระทรวงบวงการฝ่ายทหารพลเรือน แลอาณาประชาราษฎรในกรุงเทพฯ แลหัวเมืองเอกโทตรีจัตวาฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือ ให้ทราบทั่วกันว่า จุลศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรงสัมฤทธิศกนี้ เปนปีพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวได้เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาพิเศกในพระมหาเสวตรฉัตร เปนปีมหามงคลอันประเสริษฐ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นพระราชบัญญัติลักษณลูกทาษนี้ว่า ตั้งแต่นี้สืบไป ๚ะ

มาตราถ้าลูกทาษชายหญิงเกิดเมื่อจุลศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรงสัมฤทธิศกนี้เปนต้นไป ให้คิดค่ากระเษียรอายุตั้งแต่เดือนหนึ่ง ๒ เดือน ๓ เดือน จนอายุ ๘ ปีเต็มค่า ตั้งแต่ ๘ ปีต่อไป ให้ลดกระเษียรอายุลงทุกปี ถึงอายุ ๒๑ ปี ขาดค่า ให้ลูกทาษพ้นค่าตัวเปนไทย ๚ะ

มาตราตรางกระเษียรอายุลูกทาษ ทรงพระราชบัญญัติตั้งใหม่ ให้ใช้แต่ลูกทาษแลบุตรราษฎรที่ยังเปนไทยไม่เปนทาษ จำเพาะแต่ที่เกิดในปีมโรงสัมฤทธิศก แลปีมเสงเอกศก ต่อ ๆ ไป คือชายอายุเดือนหนึ่ง ๒ เดือน ๓ เดือน กระเษียรอายุเงินตำลึงกึ่ง ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน สองตำลึง ๗ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน สองตำลึงกึ่ง ๑๐ เดือน ๑๑ เดือน สามตำลึง ๑ ปี ๒ ปี สี่ตำลึง ๓ ปี ๔ ปี ห้าตำลึง ๕ ปี ๖ ปี หกตำลึง ๗ ปี ๘ ปี แปดตำลึง ๙ ปี ๑๐ ปี ๑๑ ปี เจดตำลึง ๑๒ ปี ๑๓ ปี ๑๔ ปี ห้าตำลึงกึ่ง ๑๕ ปี ๑๖ ปี ๑๗ ปี สามตำลึงกึ่ง ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี ตำลึง ๑ ๚ะ หญิงอายุเดือน ๑ ๒ เดือน ๓ เดือน ตำลึงหนึ่ง ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน ตำลึงกึ่ง ๗ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน สองตำลึง ๑๐ เดือน ๑๑ เดือน สองตำลึงกึ่ง ๑ ปี ๒ ปี สามตำลึง ๓ ปี ๔ ปี สี่ตำลึง ๕ ปี ๖ ปี ห้าตำลึง ๗ ปี ๘ ปี เจดตำลึง ๙ ปี ๑๐ ปี ๑๑ ปี หกตำลึง ๑๒ ปี ๑๓ ปี ๑๔ ปี ห้าตำลึงสามบาท ๑๕ ปี ๑๖ ปี ๑๗ ปี สามตำลึง ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี สามบาท ถึง ๒๑ ปี หมดค่าตัวทั้งชายทั้งหญิง ตรางกระเษียรอายุทั้งขึ้นทั้งลดดังนี้ ถ้าคนเกีดในปีเถาะนพศกขึ้นไป แลจะตัดสินคดีถ้อยความอื่น ๆ ให้ใช้กระเษียรอายุในกรมศักเดิมเมื่อจุลศักราช ๙๕๕ ปีรกาเบญจศกโน้น ๚ะ

มาตราลูกทาษชายหญิงซึงเกิดในเรือนเบี้ยนายเงินตั้งแต่ปีมโรงสัมฤทธิศกต่อไป จะอยู่กับนายเงินเดิมตลอดไปจนอายุถึง ๒๑ ปีก็ดี ไม่ได้อยู่กับนายเงินเดิม จะยักย้ายวางเงินไปอยู่กับนายเงินที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ในระหว่างยังไม่ถึง ๒๑ ปีก็ดี ให้คิดพิกัดกระเษียรอายุตามขึ้นตามลดต่อไปทุก ๆ นายเงิน กว่าลูกทาษชายหญิงอายุจะได้ถึง ๒๑ ปี พ้นค่าตัวเปนไทย ๚ะ

มาตราลูกทาษ เปนชายก็ดี เปนหญิงก็ดี ที่เกิดในปีมโรงสัมฤทธิศก แลในปีอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยใถ่กันต่อ ๆ ไปนั้น ให้คิดกระเษียรอายุขึ้นลดตามพิกัดแบบนี้ คือค่าตัวเดิม อ้ายกอผัว อีขอเมีย ๒ คน เงิน ๓ ชั่ง ๕ ตำลึง เกิดลูกในเรือนเบี้ยนายเงินที่หนึ่ง ๒ คน ชายชื่ออ้ายคอ หญิงชื่ออีงอ อยู่กับนายเงินที่หนึงจนอายุอ้ายคอได้ ๓ ปี อีงอได้ ๓ เดือน วางเงินไปอยู่กับนายเงินที่สอง ๆ ต้องเติมเงินขึ้นค่ากระเษียรอายุส่วนลูกทาษติดมา อ้ายคอ ๓ ปี ห้าตำลึง อีงอ ๓ เดือน ตำลึง ๑ ตราไว้ในกรมธรรมเปนแผนกส่วนค่ากระเษียรอายุลูกทาษเงินหกตำลึง รวมทั้งค่าตัวอ้ายกอ อีขอ พ่อแม่ เปนเงิน ๓ ชั่ง ๑๑ ตำลึง ถ้าอยู่กับนายเงินที่สอง ๕ ปี อายุอ้ายคอได้ ๘ ปี เตมค่า แปดตำลึง อายุอีงอได้ ๕ ปี ๓ เดือน ห้าตำลึง แล้ววางเงินไปอยู่กับนายเงินที่สาม ๆ ต้องเพิ่มเงินขึ้นค่ากระเษียรอายุอ้ายคอสามตำลึง เก่าใหม่เปนแปดตำลึง อีงอสี่ตำลึง เก่าใหม่เปนห้าตำลึง ตราไว้ในกรมธรรม์เปนแผนกส่วนอ้ายคอ อีงอ รวมทั้งค่าตัวอ้ายกอ อีขอ พ่อแม่ เปนเงิน ๓ ชั่ง สิบแปดตำลึง อยู่กับนายเงินที่สาม ๘ ปีกับ ๖ เดือน อายุอ้ายคอได้ ๑๖ ปี ๖ เดือน ค่าตัวลดอยู่แต่สามตำลึงกึ่ง อายุอีงอได้ ๑๓ ปี ๙ เดือน ค่าตัวลดอยู่แต่ห้าตำลึงกึ่ง แล้ววางเงินไปอยู่กับนายเงินที่ ๔ นายเงินที่ ๓ ต้องลดเงินค่าตัวส่วนอ้ายคอสี่ตำลึงกึ่ง เอาแต่สามตำลึงกึ่ง ส่วนอีงอ เอาขึ้นกึ่งตำลึง เปนห้าตำลึงกึ่ง รวมเก้าตำลึง นายเงินที่ ๔ ต้องออกเงินช่วยไถ่ตราไว้ในกรมธรรม์เปนแผนกส่วนลูกทาษอ้ายคอเก่า แปดตำลึง ลดสี่ตำลึงกึ่ง คงสามตำลึงกึ่ง อีงอเก่า ห้าตำลึง ขึ้นกึ่งตำลึง คงห้าตำลึงกึ่ง รวม ๙ ตำลึง รวมทั้งค่าตัวอ้ายกอ อีขอ เปนเงิน ๓ ชั่ง ๑๔ ตำลึง ถ้าอยู่กับนายเงินที่ ๔ ได้ ๓ ปีกับ ๗ เดือน อายุอ้ายคอได้ ๒๐ ปีกับเดือน ๑ ส่วนอ้ายคอหลุดพ้นค่าตัวเปนไทย แต่อีงออายุได้ ๑๗ ปีกับ ๔ เดือน ลดค่าตัวลงอยู่แต่สามบาท อ้ายกอ อีขอ อีงอ วางเงินไปอยู่กับนายเงินที่ ๕ นายเงีนที่ ๔ ต้องลดส่วนค่าตัวอีงอลงสี่ตำลึง สามบาท เอาแต่สามบาท ด้วยอีงออายุ ๑๗ ปีกับ ๔ เดือน ย่างเข้าใน ๑๘ ปี พิกัดกระเษียรอายุลดลงอยู่สามบาท แล้วนายเงินที่ ๕ ต้องออกเงินช่วยไถ่ รวมทั้งค่าตัวอ้ายกอ อีขอ อีงอ เปนเงินตรา ๓ ชั่ง ๕ ตำลึง สามบาท ถ้าอยู่กับนายเงินที่ ๕ ได้ ๒ ปีกับ ๘ เดือน อายุอีงอได้ ๒๐ ปีกับ ๒ เดือน ส่วนตัวอีงอหลุดพ้นค่าตัวเปนไทย แต่อ้ายกอ อีขอ พ่อแม่ ค่าตัวคง ๓ ชั่ง ๕ ตำลึงตามเดิม ถ้าอ้ายกอ อีขอ อ้ายคอ อีงอ คนใดคนหนึ่ง ตายเสียในระหว่างนายเงินใดนายเงินหนึ่ง ก็ให้คิดยกส่วนค่าตัวผู้ตาย ผู้ยัง เปนภัพแก่นายเงินตามพระราชกำหนดกฎหมายเดิม ๚ะ

มาตราว่า ตั้งแต่จุลศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศกนี้ไป ผู้มีสินมีทรัพย์จะรับช่วยไถ่คนยากจนขาดแคลนมาเปนทาษลงใหม่ก็ดี ทาษเก่าที่วางเงินมาแต่นายอื่น ๆ ก็ดี ซึ่งมีลูกทาษเกิดในปีมโรงสัมฤทธิศกติดมาด้วยไซร้ ให้ผู้เปนเจ้าเบี้ยนายเงินพร้อมกันกับอำเภอกำนันแลตัวทาษทำสารกรมธรรม์เฃียนด้วยเส้นหมึกให้ชัดเปนส่วนออกว่า ลูกทาษชายหญิงเกิดในปีนั้น ๆ อายุได้เท่านั้น เงินค่าตัวตามกระเษียรอายุใหม่เท่านั้น ให้ตัวทาษเขียนชื่อมันเองฤๅจ้างวานเขาเขียนชื่อมันไว้ในท้ายกรมธรรม์ แล้วประทับตราอำเภอกำนันไว้เปนสำคัญจงทุกฉบับ ๚ะ

มาตราทวยราษฎรซึ่งเปนไทยยังมิได้ทุกขยากลงเปนทาษ ผิว่าขัดสนข้นจนขาดแคลน บิดามารดาปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาว์พี่ชายพี่หญิงจะเอาบุตรหลานที่เกิดตั้งแต่ปีมโรงสัมฤทธิศก อายุต่ำกว่า ๑๕ ปีลงมา ไปขายฝากประจำเชิงกระยาดอกเบี้ยไว้กับท่าน ลงชื่อในกรมธรรม์เจ้าสิน ตัวเบี้ยจะรู้ก็ดี มิรู้ก็ดี ว่าเปนสิทธโดยกระบินเมืองท่าน เพราะบิดามารดาญาติผู้ใหญ่เปนอิศรภาพตามพระราชกำหนดใหม่ในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อจุลศักราช ๑๒๒๙ ปีเถาะนพศก แต่ให้ขายได้ตามพิกัดกระเษียรอายุใหม่ในรัชกาลปัตยุบันนี้ ๚

มาตราถ้าบุตรหลานที่เกิดตั้งแต่ปีมโรงสัมฤทธิศกจำเริญไวยอายุได้ ๑๕ ปีขึ้นไปถึง ๒๐ ปี นับว่ารู้เดียงสาการผิดชอบแล้ว บิดามารดาญาติผู้ใหญ่จะเอาไปฃายประจำเชิงกระยาดอกเบี้ยท่านใส่ชื่อในกรมธรรม์ไซร้ ต้องให้มันตัวเรือนเบี้ยรู้เหนลงกำแหงแกงใดเขียนชื่อไว้เปนสำคัญ จึ่งเปนสิทธิได้แก่เจ้าสิน ค่าตัวมันตัวเบี้ยขึ้นเบี้ยลดตามพิกัดกระเษียรอายุใหม่ในรัชกาลปัตยุบันนี้ ถ้าตัวเบี้ยมิรู้มิเหน ไม่ได้เขียนชื่อด้วยลายมือเอง แลไม่ได้จ้างไม่ได้วานเขาเขียนชื่อไซร้ อย่านับว่าเปนทาษเลย ๚ะ

มาตราลูกทาษก็ดี ลูกไทยก็ดี ที่เกิดในปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นไป อายุได้ถึง ๒๑ ปี บิดามารดาวงษาคณาญาติฤๅตัวมันเองก็ดีขาดแคลนลง จะไปขายฝากประจำเชิงกระยาเบี้ยไว้กับท่านไซร้ ห้ามมิให้เจ้าสินผู้มีทรัพย์รับช่วยไถ่มาเปนทาษตนเปนอันฃาด ถ้าลูกทาษลูกไทยที่เกีดในปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นไป อายุถึง ๒๑ ปีแล้วก็ดี ฤๅอายุจะมากเกินขึ้นไปถึง ๒๕ ปีก็ดี ถึง ๓๐ ปีก็ดี ๓๕ ปีก็ดี ๔๐ ปีก็ดี ๔๕ ปีก็ดี ๕๐ ปีก็ดี ยากจนขาดแคลนลง ก็จะกล่าวเท็จหลอกลวงท่านว่าข้าพเจ้ามิได้เกิดในปีมโรงสัมฤทธิศก ในปีมเสงเอกศกเปนต้นไป ข้าพเจ้าเกิดในปีเถาะนพศก ฤๅปีขานอัฐศก ฤๅปีฉลูสัปตศก พ้นขึ้นไปแล้ว มันมีอาสนไปฃายตัวประจำเชิงเบี้ยท่านไซร้ ให้ท่านผู้มีทรัพย์รับช่วยไถ่เปนเจ้าเบี้ยนายเงินชำระไถ่ถามผู้ซึ่งจะมาเปนตัวเบี้ยว่าเกิดปีใดจุลศักราชเท่าไร แล้วจตหมายปากคำไว้ให้เปนแน่ในสารกรมธรรม์ว่ามันเกิดปีนั้นนักษัตรศกเท่านั้น ถ้าภายหลังมันกลับถ้อยคืนคำเปนอย่างอื่นไซร้ จงปรับโทษมันผู้ทาษเท็จโดยถานกระบัดสินท่านในลักษณทาษ มาตรา ๑๔ โน้น ถ้าเจ้าสินอยากใช้ทาษ มิได้ถามเอาปากคำมันตราไว้ในกรมธรรม์ให้แน่ชัด แล้วรับช่วยไถ่มาเปนทาษ ถ้าตัวทาษมันว่ามันเกิดในปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นไป ซึ่งเปนปีที่ห้ามในพระราชบัญญัติไซร้ ให้ปรับไหมเจ้าเบี้ยนายเงินเปนภัพในเงินค่าตัวทาษซึ่งมีในสารกรมธรรม์นั้น ๚ะ

มาตราถ้าผู้มีทรัพย์รับช่วยไถ่ลูกทาษลูกไทยที่เกิดในปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นไป อายุได้ ๒๑ ปี พ้นนี่หลุดค่าตัวเปนไทยแล้วนั้น มาเปนทาษ มิได้เปนสิทธ์แก่เจ้าสินโดยพระราชบัญญัติ ถึงกรมธรรม์มีศุภมาศวันคืนชื่อตัวเบี้ยจำนวนเงินประการใด ตัวเบี้ยจะไปจากเจ้าเบี้ยเจ้าเงินได้ตามลำพังใจ เจ้าเบี้ยเจ้าเงินจะตามกุมเกาะมาว่ากล่าวไม่ได้ เงินค่าตัวเปนภัพแก่เจ้าเบี้ยเจ้าเงินโดยโทษล่วงพระราชกฤษฎีกา ๚ะ

มาตรา๑๐ลูกทาษลูกไทยอายุถึง ๒๐ ปีพ้นค่าตัวจากเจ้าเบี้ยนายเงินแล้ว มันเหล่านั้นศักข้อมือหมายหมู่แล้วก็ดี ยังมิได้ศักข้อมือขาวก็ดี ให้เจ้าเบี้ยนายเงินเดิมฤๅเจ้าหมู่มูลนายใหม่ทำหางว่าวศักแปลงยื่นต่อกรมพระสุรัศวดีให้ศักแปลงเปนทาษพ้นค่าตัวมีศักดินา ๑๐ ไร่จงทุกคน ถ้านายเดิมแลเจ้าหมู่ใหม่แกล้งปิดบังเสือกไสไม่นำตัวทาษพ้นค่าตัวไปศัก จงปรับไหมมีโทษแก่ผู้ปิดบังจงหนักตามพระราชกฤษฎีกา ๚ะ

มาตรา๑๑ทวยไพร่หลวงจ่ายไพร่หลวงส่วยไพร่หลวงคงเมืองกองอัทมาทกองมหันตโทษวิเสศโรงสีสดึงโรงไหมโขลนโรงทานบันดาค่าคนหลวงลอบลักปลอมแปลงไปทำสารกรมธรรม์ฃายประจำเชิงกระยาดอกเบี้ยไว้กับท่าน มันเกิดลูกในเรือนเบี้ยท่านตั้งแต่ปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นไป อายุลูกเรือนเบี้ยถึง ๒๑ ปีไซร้ ให้เจ้าเบี้ยนายเงินไปแจ้งความต่อกรมพระสุรัศวดีให้เจ้าหมู่พาเอามันไปศักคงหมู่ ส่วนพ่อมันส่วนแม่มันคงออกเดือนใช้เจ้าเข้าเดือนใช้นายตามพระราชกำหนดเดิม ๚ะ

มาตรา๑๒ว่า ในลักษณทาษเดิม มาตรา ๒๐ ครั้งมหาศักราช ๑๓๕๙ ปีมแมนักษัตร์นั้น คือตรงกับจุลศักราช ๗๙๙ ปีมแมนพศกโน้น มีความว่า ชายหญิงมีอาสนขายตัวเองไว้กับท่านให้ท่านใช้ ถ้าลูกชายลูกหญิงอายุตั้งแต่ ๑ เดือน ๒ เดือน ติดตามพ่อแม่พี่ป้าน้าอามาอยู่ด้วย มิได้เข้าในอาสนตัวเบี้ยซื้อขาย ลูกนั้นโตใหญ่ขึ้นจะไป ให้นายเงินคิดแบ่งเอาค่าเข้าป้อน ๒ ส่วน ดังนี้อย่าใช้ต่อไป ให้ยกเลิกมาตรา ๒๐ นั้นเสีย แต่นี้สืบไปทวยราษฎรชายหญิงขาดแคลนข้นจนมีอาสนมาขายตัวอยู่กับท่าน ถ้าลูกชายหญิงติดตามพ่อแม่พี่ป้าน้าอามาอยู่ด้วย แต่มิได้เข้าชื่อเปนตัวเบี้ยในกรมธรรม์ท่าน ถึงลูกชายหญิงนั้นจะติดมาอยู่ตั้งแต่อายุได้ ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือนขึ้นไปจนถึง ๗ ขวบก็ดี ฤๅอายุเกิน ๗ ขวบขึ้นไปก็ดี อย่าให้เจ้าเบี้ยนายเงินคิดเอาค่าน้ำนมเข้าป้อนกับทารกเปนเงินค่าตัว อย่าเอาทารกนั้นเปนทาษต่อไปเปนอันขาด ๚

พระราชบัญญัติลูกทาษลูกไทยนี้ ให้เจ้าเบี้ยนายเงินผู้มีทาษแลจะช่วยไถ่ทาษให้ตั้งอายุลูกทาษลงเรือนเงินไว้ในสารกรมธรรม์ให้ชัดดังในมาตรา ๕ ให้เสรจแต่ในปีจอฉอศกนี้ ต่อไปตั้งแต่ณวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีกุญยังเปนฉศก ให้ผู้ชำระตัดสินกิจคดีของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยลูกทาษลูกไทยทำตามพระราชบัญญัติใหม่จงทุกข้อทุกประการ ๚

มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แจ้งความแก่พระบรมวงษานุวงษ์แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายน่าฝ่ายในแลอาณาประชาราษฎรไทจีนพ่อค้าชาวต่างประเทศในกรุงเทพฯ แลหัวเมืองฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ทั่วทั้งพระราชอาณาจักรให้ทราบทั่วกันว่า ได้ทรงพระราชดำริห์ปฤกษาพร้อมด้วยท่านเสนาบดีแลเคาน์ซิลออฟสเตตให้ตั้งพระราชบัญญัติลักษณลูกทาษซึ่งเกิดแต่ทาษทั้ง ๗ จำพวกตั้งไว้เปนพระราชกำหนดกฎหมายสำรับแผ่นดินเพื่อจะให้เปนคุณเปนประโยชน์มีความศุขเจริญแก่ชนชาวสยามต่อไปภายน่า แต่ทรงพระราชดำริห์วิตกอยู่ว่า ด้วยคน ๒ จำพวกจะไม่ทราบชัดเข้าใจสนัดในพระราชดำริห์พระราชประสงค์ซึ่งทรงจัดเปนพระราชบัญญัติขึ้นครั้งนี้ คือคนพวกหนึ่งที่มีสันดานอันหนาแน่นอยู่ด้วยธรรมเนียมเดิมซึ่งเปนฃองชั่ว ประกอบแต่การกดขี่กันแลกัน คนมีเงินฃ่มเหงคนจน คนวาศนามากกดขี่คนวาศนาน้อย ตามอย่างจารีตโบราณแต่เดิม ๆ มานั้น ก็จะไม่เปนที่ชอบใจ พูดกันไปกันมาว่า ซึ่งโปรดตั้งพระราชบัญญัติลดพิกัดกระเษียรอายุลูกทาษลงชั้นหนึ่งแล้ว ๆ เมื่อลูกทาษอายุถึง ๒๑ ปี หลุดค่าตัวแล้ว ก็ห้ามมิให้ช่วยไถ่กันได้ต่อไป ดังนี้ เจ้านายข้าราชการแลผู้มีทรัพย์ทั้งปวงที่ไม่เคยทำกิจการงานด้วยแรงตนก็จะต้องทนทุกข์ลำบากทำการเอง เพราะจะไม่มีทาษแลลูกทาษใช้สอยเปนพาหะนะกำลังช่วยทำมาหากินประกอบกิจราชการต่าง ๆ จะได้ความลำบากยากเย็นเปนอันมาก ฝ่ายคนพลเรือนแลไพร่เลวยากจนขัดสนลง จะเอาบุตรเอาหลานไปขายฝากไว้ภอแก้ขัดไปบ้างเหมือนอย่างแต่ก่อนภอผ่อนจนไปก็ไม่ได้ ฝ่ายคนอีกจำพวกหนึ่งซึ่งเปนคนดีมีความกรุณาเมตตาตามธรรมเนียมที่ควรที่ชอบ ได้ยินได้ฟังการศิวิไลฃองใจคนต่างประเทศ ก็จะนึกไปว่า ซึ่งโปรดตั้งพระราชบัญญัติเรื่องลูกทาษลูกไทยไว้ครั้งนี้ ก็เปนการดีการชอบ คงจะรุ่งเรืองแก่บ้านเมือง ราษฎรจะอยู่เย็นเปนศุขขึ้นบ้าง แต่ยังจะช้าอยู่ที่ทาษจะเลิกให้หมดเหมือนเมืองศิวิไลเสตชันนั้นด้วยพระราชบัญญัติใหม่ยังมิได้ห้ามขาดเรื่องขายทาษซื้อทาษช่วยไถ่ทาษช่วยไถ่เชลยเลิกถอนกฎหมายลักษณทาษเก่าขาดทีเดียว กับอนึ่งยังมิได้เลิกบ่อนเบี้ยการพนันซึ่งเปนรากเง่าเค้ามูลแห่งความที่จะก่อให้เกิดเปนทาษซื้อเนื้อขายตัวกันดังนี้ เมื่อไรทาษจึ่งจะหมดได้ เหนจะยังช้าอีกหลายสิบปีจึ่งจะได้เปนการดีไม่กดขี่ข่มเหงกันเหมือนประเทศอื่น ๆ ที่สมบูรณฉนั้น ก็ซึ่งคนทั้งสองจำพวกที่คิดเหนต่าง ๆ กันดังว่ามานี้ ก็เปนการถูกด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเหนว่าเปนการดีมีคุณ ฝ่ายหนึ่งเหนว่าเปนโทษไม่มีคุณสิ่งใด ก็จะชี้แจงให้เข้าใจตามความพระราชดำริห์ความพระราชประสงค์ซึ่งได้ทรงโปรดตั้งพระราชบัญญัติไว้เปนปานกลาง จะได้เปนทางที่จะได้ดัดแปลงผ่อนผันหันการชั่วมาหาการดีตามกาลตามเวลาทีละเลกคราวละน้อยทุก ๆ ครั้งทุก ๆ คราวไป ก็ฝ่ายใจคนจำพวกที่มีสันดานเคยตัวในการชั่ว ใช้ทาษหาอำนาจในการกดขี่นั้น ก็จะนึกพรั่นหวั่นหวาดกลัวทาษจะสูญหมดไปโดยเร็วนั้น จงเข้าใจให้ชัดเถิดว่า ลูกทาษลูกไทยซึ่งโปรดให้ลดกระเษียรอายุลงเสมอ ๗ ปี ๘ ปีเต็มค่าเพียง ๘ ตำลึง อายุถึง ๒๑ ปีหมดค่าตัวนั้น ที่พ้นค่าตัวเปนไทยแล้วช่วยไถ่กันไม่ได้นั้นก็ดี การนี้ก็จำเภาะแต่เดกที่เกิดในปีมโรงสัมฤทธิศกเปนต้นไปเท่านั้น ก็ยังเดกที่เกิดในปีเถาะนพศก ปีขานอัฐศก ถอยขึ้นไป ก็ยังมีอยู่เปนอันมาก คงได้ช่วยไถ่เอามาเปนทาษใช้สอยอยู่นาน แลทาษที่เปนพ่อแม่พี่ป้าน้าอาเก่า ๆ เหล่านั้นก็ยังมีถมไป คงช่วยไถ่ใช้กันอยู่อีกนาน กลัวจะเกินอายุท่านผู้ที่มีความวิตกนั้นเสียอีก ด้วยคนที่เกีดในปีขานปีเถาะนั้น กว่าอายุจะถึง ๗๐ ปีบอกหักชราได้นั้น ก็ยังนานนัก ถ้าจะติดตั้งแต่ปีจอนี้ไป ก็ยังอีก ๖๑ ปี ๖๒ ปี เพราะฉนี้ จึ่งทรงพระราชดำริห์เปนปานกลางภอจะได้ให้เปนทางเข้าใจรู้ศึกตัวไว้บ้างที่จะได้เลือกจ้างคนที่เกิดปีมโรงเปนต้นไว้ใช้ภอเข้าใจเสียก่อน จึ่งมิได้ทรงพระราชดำริห์เลิกถอนโดยเรวแฃงแรงเหมือนเมื่อครั้งคิดกันมาแต่แรกบรมราชาภิเศกว่า จะให้นายเงินลดค่าตัวให้แก่ทาษเดือนละกึ่งตำลึงนั้น ถ้าคิดดู ที่จะดังนี้ปีหนึ่งเปนเงิน ๖ ตำลึง ทาษค่าตัวถัวธรรมดาคนละ ๒ ชั่ง คิดดู ๗ ปีเสศ ทาษก็จะต้องเลิกหมดไปโดยเร็ว ผู้ที่ช่วยไถ่มีทาษไว้แต่เดิมก็จะได้ความลำบากยากแค้นเปนอันมาก เหมือนผู้อยู่ที่อันสบายกลับกลายมาถูกร้อนโดยเรว ก็คงจะไม่สบายไปต่าง ๆ แล้วก็เปนทางที่ขาดทุนเสียทรัพย์ฃองผู้ที่ช่วยไถ่ไว้แต่เดิมนั้น จึ่งทรงผ่อนผันแต่เรื่องลูกทาษที่ไม่เปนการขาดทุนสิ่งใด เพราะทรงหวังตั้งพระราชหฤไทยแต่ให้เปนคุณเปนประโยชน์ ไม่ทรงอยากให้เปนโทษได้ความเดือดร้อนรำคาญต่าง ๆ จึ่งได้ทรงไว้เปนปานกลางภอให้เปนหนทางที่จะได้ใช้ลูกจ้างบ้างใช้ทาษบ้างรคนปนกันภอเคยใจไว้ เพราะไม่ทรงอยากให้เจ้าของทรัพย์ขาดทุนเดิมสิ่งใดให้เปนที่ร้อนใจรำคานในการซึ่งทรงพระราชดำริห์นี้ กับอนึ่งทาษไพร่ใจพาลสันดานค่าก็ยังไม่รู้จักที่จะทำมาหากินสิ่งไร จึ่งต้องผ่อนหย่อนไปให้ภอให้อาไศรยนายเงินได้กินอยู่นุ่งห่มไปพลาง ๆ ก่อนกว่าบุตรหลานจะได้หลุดถอนพ้นค่าตัวไปได้วิชาสิ่งไรภอรับจ้างหากินมีทรัพย์สินมาช่วยรับใช้แบ่งไถ่ให้บิดามารดาพ้นค่าหลุดเปนไทยไปได้บ้าง เปรียบเหมือนหย่างบิดาคนหนึ่ง มารดาคนหนึ่ง บุตร ๓ คน ถ้าบุตรหลุดพ้นไปได้ คงคิดเบี่ยงบ่ายรับจ้างหาเงินมาช่วยไถ่บิดามารดาไปให้เปนไทยได้ ก็คงช่วยกันซื้อขายทำมาหากินต่อไป บิดามารดาคงไม่กลับใจไปในการที่ชั่วตามที่เคยตัวมาแต่แรก เพราะบุตรได้ร่ำเรียนวิชา คงชักภาให้ดีมีแต่ที่ชอบทุกประการ จึ่งได้ทรงพระสันนิฐานเปนพระราชบัญญัติจัดไว้เปนอย่างกลางตามทางดั่งนี้ อนึ่งฝ่ายคนอีกจำพวกหนึ่งที่มีสันดานดี อยากจะไม่ให้มีธรรมเนียมใช้ทาษนั้น พึงทราบพระราชดำริห์พระราชประสงค์เถิดว่า ซึ่งทรงโปรดมีพระราชบัญญัติครั้งนี้ เพื่อจะแบ่งหนักให้เปนเบาไว้ก่อน เพราะจะผ่อนลูกทาษลูกไทยซึ่งเกิษในปีมโรงเปนต้นนั้น อายุได้ ๒๑ ปี พ้นนี่หลุดค่าตัวเปนไทย แลไม่ให้ขายกันได้ต่อไปนั้น เพราะจะให้หัดทำการหาวิชาเปนที่ทำมาหากินรู้ในศิลปสาตรต่าง ๆ จะได้เปนลูกจ้างหากินต่อไป เมื่อธรรมเนียมจ้างกันหนาแน่นชุกชุมขึ้นแล้ว ก็เหนว่า ธรรมเนียมใช้ทาษก็คงจะน้อยลงทุกครั้งทุกที การดีก็จะมากขึ้นร่ำไป จึ่งได้ทรงตั้งพระราชบัญญัติให้คนเข้าใจเคยหูเคยตาด้วยกันมาก แล้วภายน่าต่อไป ถึงจะไม่มีใครใช้ทาษ ก็คงจะไม่เปนไรนัก เพราะเหมือนชวนชักให้คนที่มีสันดานอันหนาตามธรรมดาอยากจะใช้ทาษนั้นให้เคยหูเคยใจเคยตาเสียก่อน ก็คงจะมีความผ่อนหาสิ่งสว่างเสื่อมส่างการที่ชั่วได้ จึ่งยักย้ายพระราชบัญญัติตัดต่อเพิ่มเติมขึ้นตามกาลตามเวลาที่จะเปนไปได้ทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงหนทางที่จะตรงนั้น กับอนึ่งการเล่นเบี้ยพนันเอาเงินกันเปนที่ก่อต้นรากให้เกิดเปนทาษขึ้นนั้น การอันนี้มีพระราชหฤไทยรำพึงถึงอยู่เสมอที่จะเลิกถอนผ่อนให้หมดไปนั้นเปนแน่ แต่เปนเงินถึง ๑๑๐๐๐ ชั่งเสศได้สำรับจ่ายใช้ราชการแผ่นดินอยู่เสมอ ถ้าจะเลิกถอนเสียโดยเรวนี้ เงินซึ่งสำรับจะใช้จ่ายราชการก็ยังไม่มีภอที่จะทำการงานโยธาต่าง ๆ แทนเงินซึ่งจะเลิกได้นั้น แต่การอันนี้ก็ได้ทรงพระราชดำริห์ปฤกษาอยู่ในเคาน์ซิลแล้ว เมื่อตกลงอย่างไร ท่านทั้งปวงคงได้ทราบต่อไปเมื่อภายน่า แจ้งความมาณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นแปดค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ เปนปีที่ ๗ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ ๚ะ

ขุนหลวงพระไกรสีห์ เคลีกออฟเคาน์ซิล

วันจันทร เดือนสิบเอด ขึ้นสองค่ำ ปีจอฉศก โปรดเกล้าฯ ตั้งกอมมิตตีไปชำระตรวจสอบบาญชีเงินค่านาซึ่งพระยาอาหารบริรักษทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายว่าได้ส่งเงินคลังตั้งแต่ปีกุญตรีศก ๑๒๑๒ จนถึงปีวอกจัตวาศก ๑๒๓๔ รวม ๒๒ ปี เงินหาถูกต้องกับจำนวรคลังซึ่งพระไชยยศสมบัติไม่ ผิดเงินบาญชีพระยาอาหารบริรักษสูงอยู่กว่าที่ได้ส่งคลังมาก แลการอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ตระลาการนั้น เคาน์ซิลออฟสเตตแลปริวีเคาน์ซิลลอร์อีกหกนาย คือพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร ท.จ.ว., ม.ม. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าคัคณางค์ยุคล ท.จ. พระวงษเธอ พระองค์เจ้าสายสินิทวงษ ท.จ.ว., ม.ม. พระราชเสนา ภ.ช. พระนรินทรเสนี หลวงพิจารณจักรกิจ ภ.ม. รวม ๑๗ นาย ได้ชำระที่เก๋งวรราชสภาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวังวันอังคาร เดือนสิบเอด ขึ้นสามค่ำนี้ ฃุนหลวงพระไกรษี เคลิกออฟดิเคาน์ซิล ๚ะ

ข้าพระพุทธเจ้าผู้ที่มีชื่อในท้ายหนังสือนี้ ซึ่งเปนกอมมิตตีตระลาการศาลรับสั่ง ได้พิภากษาคดีกระทรวงกรมพระนครบาล ฃอรับพระราชทานน้อมเกล้าถวายคำนับบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท ด้วยข้าพระพุทธเจ้ายื่นยอดสารบบความแต่ก่อน ๙ ครั้ง ความในกรมพระนครบาล ๓๗๖ ฟ้องศาลหลวงประทับ ๘ ยื่นเรื่องราวเก่าใหม่ หัวเมืองบอกส่ง ๕๔ รวม ๖๒ ยื่นสารบบ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ๓๑ พระมหามนตรี ๓ พระพิเรนทรเทพย์ ๑๖ รวม ๕๐ รวม ๑๑๒ รวม ๔๘๘ เรื่อง ตั้งแต่ณวันเสาร เดือนสิบ ขึ้นเก้าค่ำ ปีจอฉศก มาจนถึงณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก เรื่องหนึ่งนายแช่ม โจทย์ ไว้ความให้นายกอน ความเรื่องเดียวกัน ยื่นเรื่องราวกล่าวโทษนายดี นายกลั่น กับพวก ๗ คน ว่าภากันกลุ้มรุมชกต่อยเตะนายแช่ม นายกอน ฟกช้ำหลายแห่ง ๑ เรื่องหนึ่งนายรองบำเรอ โจทย์ กล่าวโทษนายเม่น ภรรยานายเม่น กับบ่าวทาษนายเม่น ว่าภากันบุกรุกเข้าไปในบ้านนายรองบำเรอ แล้วชกตีพวกนายรองบำเรอมีบาดแผล ๑ เรื่องหนึ่งนายชื่น โจทย์ กล่าวโทษนายจันว่าคว่างปาเรือนนายชื่น ๑ เรื่องหนึ่งนายเต่ย โจทย์ กล่าวโทษอ้ายเปก อ้ายลน อ้ายตูบ ว่าเปนผู้ร้ายลักหมากในสวนนายเต่ย ๑ เรื่องหนึ่ง จีนเชง โจทย์ กล่าวโทษจีนเสง อำแดงหุน ว่าตบตีแล้วเอาเหลกมีคมฟันจีนเซงมีบาดแผล ๑ เรื่องหนึ่งหม่อมบุด ภรรยาพระยาสังขลา กล่าวโทษหม่อมราชวงษสวาศว่าลักทรัพย์สิ่งของไป ๑ รวม ๖ เรื่อง รวมความยื่นเรื่องราวเก่าใหม่แลความหัวเมืองบอกส่งเปนความ ๑๑๘ เรื่อง รวมทั้งความในกรมพระนครบาลเปนความ ๔๙๔ เรื่อง ข้าพระพุทธเจ้าได้รับพระราชทานพิจารณาตั้งแต่ณวันเสาร เดือนสิบ ขึ้นเก้าค่ำ ปีจอฉศก มาจนถึงณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก

พระยาราชสุภาวดีได้กำกับศาลประแดง จัน เสมียรตรา พิจารณาความเก่า ลูกขุนปฤกษาวางบท หมื่นภักดี โจทย์ จีนหง กับพวก ๑๒ คน จำเลย หาว่าจีนหงกับพวกจีนหงลงไปในเรือหมื่นจิตภักดี แล้วเกบเอาทรัพย์สิ่งของไป พิจารณาไม่ได้ความจริง มีบทมาว่าให้เรียกประกันทานบลจำเลยไว้เรื่อง ๑ ๚ะ

พระยาราชโยธาได้กำกับศาล ฃุนอาญาราช ฃุนธรนีบาล พิจารณาความใหม่ ยื่นเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ตระลาการเปรียบเทียบ โจทย์จำเลยยอมเลิกแล้วกัน ความเรื่องราวใหม่ นายจัน โจทย์ นายสุด นายฟัก จำเลย หาว่าวิ่งราวเอาสายส้อยของนายจันไป ได้ตัวจำเลยมาถามไม่รับ ตระลาการเปรียบเทียบ โจทย์จำเลยยอมเลิกแล้วกันเรื่อง ๑ รวมได้พิจารณาแล้วไป ความเก่า ๑ ความใหม่ ๑ รวม ๒ เรื่อง เก่าใหม่แล้วไป ๑๓๐ เรื่อง ยังความในกรมพระนครบาล ๒๕๙ ฟ้องศาลหลวงประทับ ๗ ยื่นเรื่องราว หัวเมืองบอกส่ง ๕๐ รวม ๕๗ ยื่นสารบบ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ๒๙ พระมหามนตรี ๓ พระพิเรนทรเทพย์ ๑๖ รวม ๔๘ รวม ๑๐๕ รวม ๓๖๔ เรื่อง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอเดชะ ๚ะ

พระยาเจริญราชไมตรี แชแมน
พระยาราชสุภาวดี
พระยาราชวรานุกูล
พระยากระสาปนกิจโกสล
พระยาราชโยธา พระมหามนตรีเซนแทน
พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง
พระมหามนตรี
พระอินทรเทพย์ พระมหามนตรีเซนแทน
พระพิเรนทรเทพย์

พระบวรวงษเธอชั้นสาม พระองค์เจ้านุด เปนพระองค์เจ้าในกรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณวันเดือนหก ปีรกาเบญจศก ประชวรให้คลื่นเหียน ทรงพระอาเจียรเปนพระเขละเหนียว ลงบันคนเบาเปนโลหิตวันละ ๙ ครั้ง ๑๐ ครั้ง พระนาภีใหญ่ขึ้น ทรงพระโสภะพระหัฐพระบาท กรมพระราชวังพระราชทานพระยาประเสริฐสาทดำรงค์ ๆ ว่าพระโรคเปนมารกระใสย ให้แน่นเหนื่อย ประทมไม่ใคร่จะหลับ แต่ประชวรมาได้ปีหนึ่งกับห้าเดือน ครั้นถึงณวันเดือนสิบเอด ขึ้นสามค่ำ ไปบังคนหนักเปนโลหิต พระอาการให้หอบ ตรัสไม่ได้ ประทมลงไม่ได้ เสวยได้แต่น้ำ พระโสภะทั่วทั้งพระองค์ ครั้นถึงณวันพุฒ เดือนสิบเอด ขึ้นสี่ค่ำ ปีจอฉศก เวลาบ่ายสายโมง สิ้นพระชน พระชนมายุได้ ๕๔ ปี มีหม่อมเจ้าชาย ๔ หม่อมเจ้าหญิง ๗ รวม ๑๑ รุ่งขึ้นณวันพฤหัสบดี เดือนสิบเอด ขึ้นห้าค่ำ กรมพระราชวังเสดจไปสรงน้ำพระศพ พระราชทานโกฏสี่เหลี่ยมใส่พระศพตั้งบนเตียงแว่นฟ้า เครื่องสูง กลองชะนะ แตร สังข์ ตั้งประโคมตามตำแหน่งยศพระองค์เจ้าในพระบวรราชวัง ๚ะ

หนังสือราชกิจจานุเบกษานี้ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง ออกวันอาทิตย์ตามกำหนดทุก ๆ อาทีตยมิได้ขาด ราคาตลอดปี ๔๘ ฉบับ สองตำลึง ครึ่งปี ๒๔ ฉบับ ราคาห้าบาท สามเดือน ๑๒ ฉบับ ราคาสามบาท ใบหนึ่งจนถึง ๑๑ ใบ ๆ ละสลึงเฟื้อง ถ้าต้องไปส่งถึงบ้าน ปีหนึ่งค่าจ้างกึ่งตำลึง ครึ่งปีหกสลึง สามเดือนบาทหนึ่ง ถ้าผู้ใดจะต้องการ ก็ให้มาลงชื่อที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะ

อนึ่งหนังสือในโรงพิมพ์หลวงที่เปนเรื่องวิเสศสำคัญ ๆ นั้นมีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งได้ตีไว้ใช้ในราชการจนภอพระราชประสงค์แล้ว ก็แต่ที่เหลือใช้ในราชการบ้างเลกน้อยนั้น ข้าพเจ้าเหนว่าท่านผู้ซึ่งได้รับพระราชบัญญัติแลหมายประกาศไป จะหายเสียบ้าง ฤๅไม่ได้แจก จะต้องการทราบบ้าง ก็จะไม่มีที่หาได้ อนึ่งลูกค้าแลราษฎรผู้ใดซึ่งอยากจะทราบราชการให้เลอียดบ้าง ข้าพเจ้าได้จัดสมุดนั้นไว้พร้อมเพื่อจะจำหน่ายให้ได้ทันประสงค์ของท่านทั้งปวง เพราะถ้าจะแจกอีก ก็เปนการไม่รู้จบไป เมื่อท่านผู้ใดประสงค์ จะให้สมประสงค์โดยง่าย หนังสือที่มีอยู่นั้นคือ

พระราชบัญญัติเคาน์ซิล ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
พระราชบัญญัติสำรับเจ้าพนักงานหอรัษฎากรพิพัฒน์ ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
พระราชบัญญัติสำรับเจ้าภาษีนายอากร ราคา เล่มละ บาท
หนังสือสัญญาเชียงใหม่ ราคา เล่มละ บาท
มูลบทบรรพกิจ ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
วาหนิตินิกร ราคา เล่มละ บาท
อักษรประโยค ราคา เล่มละ บาท
สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์
สามเรื่องรวมเปนเล่มเดียว ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
ถ้าสี่เล่มนี้รวมเยบเปนเล่มใหญ่ ราคา เล่มละ หกบาท
นิติสารสาธก เล่ม ๑ ราคา เล่มละ บาท
นิติสารสาธก เล่ม ๒ ราคา เล่มละ บาท
กลสัตรี แลปัญจะราชาภิเศก ราคา เล่มละ สี่บาท
ราชนิติ ราคา เล่มละ บาท
พงษาวดารเหนือ ราคา เล่มละ บาท
พงษาวดารมอญ ราคา เล่มละ บาท
พงษาวดารเขมร ราคา เล่มละ บาท
ปิศาจปกรณำ มีนิทานต่าง ๆ ราคา เล่มละ บาท

ถ้าท่านผู้ใดมีความประสงค์ เชิญมาที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะ