ข้ามไปเนื้อหา

หนังสือราชกิจจานุเบกษา/เล่ม 1/แผ่นที่ 24

จาก วิกิซอร์ซ
สารบัญ
  1. ประกาศว่าด้วยพณหัวเจ้าท่าที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน
  2. ว่าด้วยถอดพระอาหารบริรักษออกจากที่ปรีวีเคาน์ซิล
  3. ประกาศเพิ่มเติมห้ามมิให้เดกเล่นการพนันต่าง ๆ
  4. ว่าด้วยทำบุญวันประสูตรแลวันสวรรคตในพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  5. การทำบุญที่พระพุทธนิเวศ
  6. แจ้งความ (เรื่องตรวจสอบบาญชีที่พระยาอาหารบริรักษทำ)
  7. เจ้าพระยาภานุวงษมหาโกษาธิบดีประกาศ (เรื่องเรือนตะเกียงของสมเดจเจ้าพระบรมมหาศรีสุริยวงษ)
  8. พระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา บอกส่งเงินค่าไม้เกณฑ์ตัดแต่เมืองตาก
  9. บอกพระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา บอกส่งเงึนค่าตอไม้ฃอนสัก...แต่เมืองตาก ที่ 2
  10. ข่าวบอกเมืองตาก ว่าด้วยราชการตั้งโปลิศ
  11. บอกเมืองสมุทปราการ เรื่องกำปั่น
  12. บอกเมืองสมุทปราการ กำปั่น 4 ลำ
  13. ข่าวตายหัวเมือง
  14. บอกราคาหนังสือต่าง ๆ
    1. ราชการ
    2. หนังสือสอนเดกซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้หลวงสารประเสริฐคิดขึ้นใหม่
    3. หนังสือเรื่องต่าง ๆ
  15. บอกน้ำฝนต้นเข้ากรุงเก่า ลพบูรี อินทรบุรี อ่างทอง สมุทปราการ
  16. ประกาศเจ้าพนักงานซึ่งประจำซองทอดทุ่นล้อมวง
  17. ริโปร์ตรายงานศาลรับสั่งชำระความกรมนาทูลเกล้าฯ ถวาย
  18. ริโปร์ตรายงานศาลรับสั่งชำระความกรมพระนครบาลทูลเกล้าฯ ถวายเจดวันครั้งหนึ่ง
  19. กำหนดวันซึ่งจะเสดจพระราชดำเนินพระราชทานพระกะฐิน
  20. ข่าวตายในกรุง
  21. ประกาศแผ่นดินพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าฯ
    1. ว่าด้วยชาวด่านกักเรือ
    2. ว่าด้วยเรื่องพัชนี

ราชกิจจานุเบกษา
กรุงเทพมหานคร
 

เล่มที่ ๑นำเบอร์ ๒๒๓
แผ่นที่ ๒๔
วันอาทิตย เดือน ๑๑ แรม ๑๕ ค่ำ ปีจอฉศก

มีพระบรมราชโองการให้ประกาศทราบทั่วกันว่า ที่ปฤกษาราชการแผ่นดินซึ่งโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นไว้ครั้งนี้นั้นก็มียศควรนับว่าเปนที่สองรองท่านเสนาบดีโดยกฎหมายสำหรับเคาน์ซิล ก็ธรรมเนียมแต่ก่อนมาลูกฃุนทั้งสองพวก ถ้าจะเรียกออกชื่อ ก็เคยใช้ว่าพณหัวเจ้าท่าน ฤๅใช้ ฯพณฯ ลูกฃุนณศาลา พณหัวเจ้าท่าน ฯพณฯ ลูกฃุนณศาลหลวง ดังนี้ พณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลหลวงนั้นคือลูกฃุนทั้งปวง มีพระมหาราชครูประโรหิตาจารย พระมหาราชครูมหิธร เปนต้น เมื่อประชุมพร้อมกันเข้าตัดสีนชี้ขาดข้อความใด ๆ ให้สำเรจไปได้นั้น คือพณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลหลวง ก็พณหัวเจ้าท่านท่านลูกฃุนณศาลานั้นคือข้าราชการที่มีตำแหน่งต่าง ๆ ผู้ใหญ่ ๆ มีท่านเสนาบดีเปนต้น นี่เปนพณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลา ศาลานั้นคือศาลาลูกฃุนในทั้งสองฝ่าย ถ้าจะมีราชการสิ่งใดซึ่งเปนการบ้านเมือง ก็ปฤกษาลูกฃุนณศาลา ฤๅใบบอกหัวเมืองก็ว่าบอกปรนิบัดมายังพณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลา ฃอได้นำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ดังนี้ ๚ะ

เพราะฉนั้นที่ปฤกษาราชการแผ่นดินนี้ เมื่อประชุมพร้อมกันตั้งแต่เจตคนขึ้นไป ก็อาจจะให้การทั้งปวงสำเรจได้ เพราะฉนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปจะใช้ในหนังสือแลคำปฤกษาถึงท่านเคาน์ซิล ควรต้องใช้ว่าพณหัวเจ้าท่านที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน ฤๅพณหัวเจ้าท่านเคาน์ซิลออฟสเตต ให้ข้าราชการแลราษฎรใช้ตามประกาศมานี้ทุกประการ ประกาศมาณวันพุฒ เดือนสิบเอด ขึ้นสิบเอดค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ๚ะ

พระยาอนุรักษราชมณเฑียรรับพระบรมราชโองการ

มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทสั่งว่า พระยาอาหารบริรักษซึ่งเปนแมมเบอร์ออฟปรีวีเคาน์ซิลประพฤติตัวผิดจากคำสาบาลสำหรับปรีวีเคาน์ซิล ฃ้อ ๑ ซึ่งว่า จะกราบทูลปฤกษาในฃ้อใดข้อหนึ่งนั้น จะกราบทูลด้วยเตมสติปัญญาเตมความคิดซึ่งข้าพระพุทธเจ้าตริตรองเหนว่าเปนความดีมีคุณเปนการเจริญ ๚ะ

อนึ่งในข้อ ๒ มีความว่า จะกราบทูลปฤกษาการสิ่งใด ๆ จะคิดให้เปนเกิรติยศ เปนการเจริญ เปนคุณ เปนประโยชน์แก่แผ่นดิน ให้ราษฎรมีความศุข ๚

คำสาบาลทั้ง ๒ ข้อนี้ ครั้งนี้ได้ทรงพระราชดำริหจะจัดการในกรมนา ได้ประชุมปรีวีเคาน์ซิลปฤกษาถึง ๓ วัน พระยาอาหารบริรักษหาได้ปฤกษาที่จะจัดการข้อใดข้อหนึ่งไม่ เหนแต่ว่าจัดไม่ได้ทุกอย่างไป จึ่งเหนว่า พระยาอาหารบริรักษผิดคำสาบาลทั้ง ๒ ข้อ แลบัดนี้ก็ได้ชำระความในกรมนา หลวงสนิทสมบัติให้การว่า ได้เปลี่ยนแปลงหางว่าวเสนาข้าหลวงกำนันฉ้อบังเงินหลวงแล้วแบ่งปันให้พระยาอาหารบริรักษ ส่วนตัวพระยาอาหารบริรักษก็มีพิรุธอีกหลายอย่างเปนทางฉ้อตัดเงินหลวงในกรมนา ไม่ควรจะอยู่ในที่ปรีวีเคาน์ซิลซึ่งได้สาบาลในข้อ ๗ ว่า จะประพฤติตัวให้สมควรแก่แบบอย่างธรรมเนียมปรีวีเคาน์ซิลลอร์ซึ่งเปนคนดีมีความซื่อสัตย์กระตัญญู จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ถอดพระยาอาหารบริรักษออกจากที่ปรีวีเคาน์ซิลลอร์ตามกฎหมายปรีวีเคาน์ซิล ข้อ ๙ ว่า ถ้าที่ปฤกษาผู้ใดทำความผิดชั่วอยาบช้าไม่สมควรแก่ยศศักดิ์ พระบาทสมเดจพระเจ้าแผ่นดินจะถอดผู้นั้นเสียจากที่ตำแหน่งยศ แลจะไม่พระราชทานเงินเบี้ยเลี้ยงรักษายศต่อไปนั้น ให้ถอดพระยาอาหารบริรักษออกจากที่ปรีวีเคาน์ซิลตั้งแต่วันนี้ไป แล้วให้เรียกสัญญาบัตรที่ปรีวีเคาน์ซิลลอร์คืน แต่ยศอื่น ๆ นั้นให้คงอยู่ตามเดิมก่อน

พระที่นั่งสมมุติเทวราชอุปบัติ

ณวันพฤหัศบดี เดือนสิบเอด ขึ้นสิบสองค่ำ ปีจอฉศก ฃุนหลวงพระไกรสีห์ เคลีกออฟเคาน์ซิล รับพระบรมราชโองการ

มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทให้ประกาศแก่พระบรมวงษานุวงษแลข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยแลทวยราษฎรในแขวงจังหวัดกรุงเทพฯ ให้ทราบทั่วกันว่า ในหนังสือพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาแลหนังสือพิมพ์ประกาศที่ได้ออกแจกไปแล้ว ลงวันอาทิตย เดือนสิบ แรมเก้าค่ำ ปีจอฉศกนั้น ว่าด้วยห้ามการเล่นพนันต่าง ๆ ที่เปนการผู้ใหญ่ชักให้เด็กเล่น ได้ว่าระบุการเล่นไว้แต่ ๑๒ อย่าง บัดนี้จะต้องห้ามเพื่มเติมอีก ๓ อย่าง คือตัดทุเรียน ๑ ตัดซ่มโอ ๑ ข้องอ้อย ๑ เพราะการเล่นทั้งสามอย่างนี้มักจะก่อเหตุต่าง ๆ ถ้าผู้ใหญ่เล่นก็มักจะให้เกิดแทงฟันกันขึ้น การทั้งสามอย่างนี้ห้ามฃาด ไม่ให้เล่น รวมกับที่ว่าไว้ก่อนเปนการเล่น ๑๕ อย่าง แลฃ้อห้ามการเล่นเปนแต่เดกเล่นกันโดยลำพังให้เปนที่กีดฃวางถนนหนทางซอกตรอกลำบากแก่คนเดินไปมา ได้ว่าระบุไว้แต่ ๑๓ อย่าง จะต้องเพี่มเติมอีก ๕ อย่าง คือพุ่งฟืน ๑ เรือพุ่ง ๑ ตีไม้ดั้ง ๑ ไม้หึ่ง ๑ คว่างย่น ๑ รวมกับที่ว่าไว้ก่อนเปนการเล่น ๑๘ อย่าง ห้ามมิให้เล่นกลางถนนหนทาง ให้นายแขวงนายอำเภอในกรมกองกระเวนซ้ายขวาเอาคำประกาศฉบับเพิ่มเติมนี้ประกาศราษฎรให้ทราบทั่วกันตั้งแต่ออกประกาศ ๕ วันก่อน แล้วให้ลงมือจับไปตามหมายประกาศฉบับเดิมเถิด ประกาศเพิ่มเติมมาณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นห้าค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ เปนปีที่ ๗ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ ๚ะ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่า ณวันเสาร เดือนสิบเอด ขึ้นสิบสี่ค่ำ เปนวันประสูตร ณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นสิบห้าค่ำ เปนวันสวรรคต ในพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตามจันทรคติกาล จะได้เชิญพระบรมอัฐิมาตั้งในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลาเช้าพระสงฆ ๒๐ รูปจะได้รับพระราชทานฉัน ๆ แล้วพระสงฆ ๑๐๐ รูปจะได้สดัปกรณ์ เวลาค่ำพระสงฆ ๒๐ รูปจะได้เจริญพระพุทธมนต์ ๆ จบแล้วมีพระธรรมเทศนากัน ๑ พระญาณสมโพธถวายเทศนาทานมัยเปนการถวายพระราชกุศลแดพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันประสูตร แล้วเสดจพระราชดำเนินทรงลอยพระปทีป ทรงประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์ รุ่งขึ้นณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นสิบห้าค่ำ เวลาเช้าพระสงฆ ๒๐ รูปรับพระราชทานฉัน แล้วพระสงฆ ๑๐๐ รูปสดัปกรณ์ เวลาค่ำพระสงฆ ๒๐ รูปจะได้เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้วมีพระธรรมเทศนากัน ๑ พระสุคุณคณาภรณ์ถวายเทศนาศีลมัย เปนการถวายพระราชกุศลวันสวรรคต แล้วเสดจพระราชดำเนินทรงลอยพระปทีป รุ่งขึ้นณวันจันทร เดือนสิบเอด แรมค่ำหนึ่ง เปนวันออกพรรษา งานปี เวลาเช้าเชิญพระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินแลพระบรมวงษผู้ใหญ่ฝ่ายในออกมาตั้งบนพระที่นั่งเสวตรฉัตรในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ ๒๖ รูปรับพระราชทานฉัน แล้วสดัปกรณ์ของกาลานุกาล ๕๐๐ รูป เวลาค่ำมีพระธรรมเทศนากัน ๑ พระโพธิวงษถวายเทศนาภาวนามัย แล้วเสดจพระราชดำเนินทรงลอยพระปทีป ทรงประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์ ครั้นณวันอังคาร เดือนสิบเอด แรมสองค่ำ เวลาเช้ามีพระธรรมเทศนาพระมหาชาติเรียงกัน ๑๒ กัน

พระเจ้าบรมวงษเธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ถวายทศพร
หม่อมเจ้าพระพุทธุบาทปิลันท์ ถวายหิมพานต์
พระธรรมเจดีย์ ถวายทานกัน
พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเณรวรวรรณากร ถวายวันประเทศ
พระครูพจนโกสล วัดมหาธาตุ ถวายชูชก
พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดีประหวัด ถวายจุลวัน
พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าจันทัดจุฑาธาร ถวายมหาวัน
พระอาดพิธีธรรม วัดสุทัศน์ ถวายกุมาร
พระสมุห์ผ่อง วัดภคินินาฎ ถวายมัทรี
๑๐ หม่อมเจ้าพระศักดิ์ศรี ถวายสักบัพ
๑๑ พระพุ่มพิธีธรรม วัดราชบุรณ ถวายมหาราช
๑๒ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าไชยานุชิต ถวายฉกระษัตร
๑๓ พระสุธรรมทิระคุณ ถวายนครกัณ

ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้เจ้าพนักงานจัดการประดับเครื่องพร้อมตามเคย ครั้นณวันพุฒ เดือนสิบเอด แรมสามค่ำ มีพระธรรมเทศนาพระจัตุราริยสัจ ๔ กัน พระพรมมุนีถวายทุกขสัจ พระธรรมไตรโลกยถวายสมุททัยสัจ พระเทพกระวีถวายนิโรธสัจ พระอริยมุนีถวายมัคสัจ รวม ๕ วันเทศนา ๒๐ กัน เงินประจำกัน ๆ ละ ๑๐ ตำลึง มีไตรแพรกับทั้งเครื่องบริฃารพร้อมถวายทั่วทั้ง ๑๓ กันนั้น ให้เจ้าพนักงานทุกตำแหน่งจัดการให้พร้อมการให้พร้อมเสรจตามสั่ง อย่าให้ฃาดได้ตามรับสั่ง หมายมาณวันพฤหัศบดี เดือนสิบเอด ขึ้นสิบสองค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ๚ะ

พระยาอนุรักษราชมณเฑียรเปนผู้รับสั่ง

ณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นแปดค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑๘๗ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ เวลาเช้าเลี้ยงพระสงฆ ๑๐ รูปที่พระพุทธนิเวศ แลสดับปกรณ์พระบรมอัฐิในกรมสมเดจพระศรีสุริเยนทรามาตย เวลาค่ำพระสงฆสวดพระพุทธมนต์ แลสดัปกรณ์ มีเทศนากันหนึ่ง เปนการทำบุญในวันสิ้นพระชนม์ เมื่อณวันพุฒ เดื้อนสิบ แรมสิบสองค่ำนั้น เปนการทำบุญในวันประสูตร ๚ะ

ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาโชฎึกราชเสรฐี ปรีวีเคาน์ซิล มาช่วยกอมมิตตีตระลาการชำระสอบบาญชีกรมนารายพระยาอาหารบรีรักษ์แต่ณวันอังคาร เดือนสิบเอด ขึ้นสิบค่ำ ปีจอฉศก แจ้งความมาณวันพุฒ เดือนสิบเอด ขึ้นสิบเอดค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ๚ะ

ฃุนหลวงพระไกรสีห์เปนผู้รับสั่ง ๚ะ

ให้ท่านทั้งปวงทราบทั่วกันว่า เรือนตะเกียงที่ได้สร้างขึ้นไว้ที่ปากน้ำเมืองสมุทปราการนั้น บัดนี้การที่ทำเรือนตะเกียงนั้นเสรจแล้ว กำหนดจะได้จุดตะเกียงโคมสำรับที่จะให้เรือราชการแลเรือลูกค้าไปมาเปนที่สังเกตในเวลากลางคืน กำหนดจุดตะเกียงวันจันทร เดือนสิบสอง ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีจอฉศก เสมอไป แลเรือนตะเกียงหลังนี้สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษท่านได้เปนผู้คิดสร้างขึ้นสำรับจะได้ปนที่สังเกตกับเรือราชการแลเรือลูกค้าไปมาทั้งปวง ท่านได้นำความประสงค์ของท่านขึ้นกราบบังคมทูลแดพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบไต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระบรมราชานุญาติให้ท่านสร้างเรือนตะเกียงตามความประสงค์ของท่าน สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษท่านได้มีคำสั่งถึงพระสยามธุระพาห์ซึ่งเปนกงสุลสยามณกรุงลอนดอนให้จัดซื้อเรือนตะเกียงทำด้วยเครื่องเหลกสำรับหนึ่งส่งเข้ามาณกรุงเทพฯ ที่ได้ตั้งขึ้นไว้ที่ปากน้ำเจ้าพระยาในทุกวันนี้ ราคาเรือนตะเกียงที่พระสยามธุระพาห์ กงสุล ซื้อส่งเข้ามาจนถึงดกรุงเทพฯ เปนราคาเงิน ๑๘๐ ชั่ง พร้อมเสรจทั้งเครื่องเรือนตะเกียงแลโคมด้วย เงินที่มาลงทุนทำการไม้ตั้งเรือนตะเกียงนั้นอีกเงินค่าไม้แลของใช้เบจเสรจ ๑๘ ชั่ง ๖ ตำลึง ๑๐ สลึง เงินค่าจ้างเรือจ้างคนบันทุกสิลาไปถมราก ๑๐ ชั่ง เงินจ้างเรือโปะเผื่อ (อ่านไม่ออก) เรือนโคมซุด ๑๕ ชั่ง เงินจ้างช่างไม้ชั่ง ๑๘ ตำลึง ๑๑ สลึง รวม ๔๕ ชั่ง ๕ ตำลึง ๕ สลึง รวมเปนเงิน ๒๒๕ ชั่ง ๕ ตำลึง ๕ สลึงเปนเสรจการ แลเงินที่ลงทุนค่าเรือนตะเกียงทั้งหมดนี้ สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษท่านได้ออกเงินสร้างเปนฃอง ๆ ท่านสำรับที่จะให้เรือราชการแลเรือลูกค้าไปมาเปนที่สังเกตในเวลากลางคืน แลจะได้เปนเกรียติยศแด่ปากน้ำเจ้าพระยาด้วย เรือนตะเกียงนั้นตั้งอยู่ค่างตวันออก ริมรั้วช้าง แลติจุด ๑๓ ดีกรี ๒๙ มินิศ ๒๖ เสคกันเหนือ นับค่างทิศตวันออก ลอนยิศจุล ๑๐๐ ดีกรี ๓๕ มินิศ ๒๐ เสคกัน ค่างในสันดอนอยู่ใกล้ทิศตวันตกริมตลิ่ง ค่างจะเลี้ยวมาตวันออก เรือนตะเกียงนั้นมีแสงสว่างรอบตัว สูงพ้นน้ำ ๔๕ ฟิต เรือไปมาจะแลเหนแสงไฟได้ทาง ๑๐ ไมล์ การที่ทำเรือนตะเกียงแลการที่จัดเจ้าพนักงานพิทักรักษาแลจุดตะเกียงนั้น สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษได้มอบธุระให้ข้าพเจ้าเปนผู้จัดการมาแต่แรกลงมือทำ เรือนตะเกียงนี้ได้ลงมือทำแต่ปีมเมียโทศก จุลศักราช ๑๒๓๒ แล้วเสรจในปีมแมตรีศก จุลศักราช ๑๒๓๓ การที่ช้าอยู่ไม่ได้จุดตะเกียงนั้น เพราะเรือนตะเกียงนั้นซุด ต้องรื้อทำใหม่ถึง ๒ ครั้ง เพราะที่นั้นเปนเลนอ่อน การที่ได้ทำครั้งหลังต้องทิ้งศิลาถมลงเปนราก แล้วจึ่งได้ตั้งเรือนตเกียงได้ สังเกตดูมาถึง ๑๐ เดือนแล้วก็เหนว่าจะอยู่ได้ จึ่งได้ออกประกาศให้ทราบทั่วกัน ผู้ซึ่งจะเปนเจ้าพนักงานจุดตะเกียงนั้น มิศเตอฝอด ชาวเยรมัน ได้รับเปนธุระในการจุดตะเกียงแลการที่จะรักษาเรือนตะเกียง อนึ่งเรือลูกค้าไปมาค้าขายนั้นต้องเสียเงินช่วยในการจุดตะเกียง คิดเอาตามน้ำหนักสินค้าตอนหนึ่งเปนเงินเซนครึ่งตามอย่างเมืองสิงคโปร์ ถ้าจะคิดเปนหาบ เปนเงินตามธรรมเนียมไทย ก็จะต้องแบ่งลงเปนอัฐเปนฬศ จะเปนการลำบากกับลูกค้า เพราะเรือลูกค้าที่ไปมาค้าฃายนั้นเปนเรือชาวต่างประเทศมากกวาเรือลูกค้าในกรุงเทพฯ จึ่งได้คิดน้ำหนักเปนตอน คิดเงินเปนเซน ตามอย่างเมืองสิงคโปร์ เรือใบแลเรือกลไฟเรือรูปต่าง ๆ ที่เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ต้องเสียทั้งฃาเฃ้าฃาออกเปนตอนละ ๓ เซน เรือที่เปนเรือใหญ่ทอดอยู่นอกสันดรเฃ้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ เสียแต่ตอนละเซนครึ่งทุกเที่ยว เรือกลไฟแลเรือรูปต่าง ๆ ที่ไปมา จะต้องเสียเงินค่าเรือนตะเกียงนั้น เรือจุสินค้าตั้งแต่ ๕๐ ตอน คิดเปน ๘๐๐ หาบขึ้นไป จึ่งต้องเสียเงินค่าเรือนตะเกียง เรือที่จุไม่ถึง ๕๐ ตอน คิดเปน ๘๐๐ หาบลงมาแล้ว ไม่ต้องเสียเงินค่าเรือนตะเกียง เรือที่จะต้องเสียค่าเรือนตะเกียงนั้นเปนแต่เรือบันทุกสินค้าไปค้าฃายต่างเมือง ถ้าเปนเรือรับจ้างลำเลียงบันทุกสินค้าไปส่งเรือใหญ่แลเรือกลไฟที่เปนเรือสำหรับรับจ้าลากเรือเข้าออก ไม่ต้องเสียค่าเรือนตะเกียง ประกาศมาณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก ๚ะ

ณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก พระทิพรักษา ยกระบัตรเมืองตาก ถือใบบอกลงมาฉบับหนึ่ง ในใบบอกนั้นมีความว่า พระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา ข้าหลวง กับพระยาวิชิตชลธีศรีสุรสงครามรามราไชยสวริยอภัยพิริยพาห ผู้ว่าราชการเมืองตาก ได้ให้หลวงมหาดไทยคุมเงิน ๒๐ ชั่งค่าไม้เกณฑ์ตัดลงมาส่ง แต่เงินที่ยังค้างอยู่กับนายหมวดนายกองนั้นจะเร่งให้กรมการมาส่งต่อครั้งหลัง แจ้งอยู่ในใบบอกครั้งก่อนแล้ว ครั้นณเดือนเก้า ปีจอฉศก ข้าหลวงได้หาตัวนายหมวดนายกองมาตักเตือนเร่งเงินค่าไม้เกณฑ์ตัดซึ่งยังค้างอยู่นั้นมาส่งจำนวนปีวอกจัตวาศก พระศักดาเรืองฤทธิ์ ปลัด ส่งเงิน ๘ ชั่ง พระทิพรักษา ยกระบัตร์ ส่งเงิน ๔ ชั่ง หลวงศรีทิพบาลส่งเงิน ๑๒ ตำลึง รวม ๑๒ ชั่ง ๑๒ ตำลึง นายกองชื่น บุตร์พระศักดาเรืองฤทธิ์ ปลัดที่ถึงแก่กรรม เผือก ภรรยาพระศักดา ส่งแทนจำนวนปีมเมียตรีศก ๒ ชั่ง ๑๕ ตำลึง ๓ บาท ปีวอกจัตวาศก ๕ ชั่ง ๑๗ ตำลึง รวม ๘ ชั่ง ๑๒ ตำลึง ๓ บาท รวม ๒๑ ชั่ง ๔ ตำลึง ๓ บาท อนึ่งได้ให้นายหมวดนายกองทำหางว่าวจำนวนเลขจำหน่าย ตาย หนีบวชภิกษุ คงมีตัวมายื่นต่อหลวงสัศดี แต่หลวงสัศดียังติดราชการอยู่ จะนำหางว่าวลงมาชำระในกรุงเทพฯ ครั้งนี้มิได้ ต่อว่างราชการเมื่อใดจึ่งจะให้นำหางว่าวลงมาชำระณกรุงเทพฯ ครั้งนี้ได้มอบเงินตรา ๒๑ ชั่ง ๔ ตำลึง ๓ บาทให้พระทิพรักษา ยกระบัตร์ คุมลงมา ถ้าชำระเร่งเงินค่าไม้เกณฑ์ตัดที่นายหมวดนายกองได้อีกมากน้อยเท่าใด จะให้กรมการคุมลงมาส่งครั้งหลัง บอกมาณวันศุกร เดือนสิบ ขึ้นค่ำหนึ่ง จุลศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก ๚ะ

ราชเสนา บอกส่งเงึนค่าตอไม้ฃอนสัก
(อ่านไม่ออก) แต่เมืองตาก ที่ ๒

ณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก พระทิพรักษา ยกระบัตรเมืองตาก ถือใบบอกลงมาฉบับหนึ่ง ในใบบอกนั้นมีความว่า พระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา ข้าหลวง บอกลงมาครั้งก่อนว่า พระยาวิชิตชลธีศรีสุรสงครามรามราไชยสวริยอภัยพิริยพาห ผู้ว่าราชการเมืองตาก ทำบาญชีไม้ฃอนสักจำนวนปีรกาเบญจศกมายื่น ไม้ฃอนสักด่านชั้นนอกทั้ง ๔ ตำบล ตกไปทางเมืองมรแมน ๑๐๑๖๕ ต้น เรียกเงินค่าตอต้นละ ๒ รูเปีย เปนเงิน ๒๐๓๓๐ รูเปีย ไม้ขอนสักด่านชั้นในตกลำน้ำเมืองตาก ป่าต้นด่านพระศิริ ๑๒๐๐ ต้น คลองตื้นด่านพระอินท คี รี ๑๔๑๗ ต้น บ้านนาแขวงเมืองตาก ๒๑๖ ต้น พม่าตองซูตัดฟัน ๓ ราย รวมไม้ฃอนสัก ๒๐๘๓๓ ต้น คลองเจ้าแขวงเมืองเชียงทอง ชาวเมืองตากตัดฟัน ๑๒ ราย รวมไม้ฃอนสัก ๗๖๘ ต้น ไม้ฃอนสักด่านชั้นในที่ตกลำน้ำเมืองตาก ๓๖๑๙ ต้น ไม้ฃอนสักด่านชั้นนอกทั้ง ๔ ตำบลไปทางเมืองมรแมนตกลำ น้ำเมือง ตากรวม ๑๓๗๘๐ ต้น ค่าตอไม้ต้นละ ๒ รูเปีย ชำระได้เงิน ๒๗๕๖๐ รูเปีย แบ่ง ๔ ส่วน เปนหลวง ๒ ส่วน เงิน ๑๓๗๘๐ รูเปีย รับพระราชทานไว้จ่ายราชการบ้านเมืองเงิน ๑๘๓๒ รูเปีย พระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา กับผู้ว่าราชการเมืองตาก ได้มอบเงิน ๑๐๐๐๐ รูเปียให้หลวงมหาดไทย กรมการ คุมลงมา แต่เงินค่าตอไม้ ค่านำซื้อ ค่านำฃาย ซึ่งยังค้างอยู่นั้น ฃ้าหลวงยังชำระต่อไป ความมีแจ้งในใบบอกครั้งก่อนนั้นแล้ว ครั้นณเดือนเก้า ปีจอฉศก ฃ้าหลวงชำระเร่งเงินค่าตอไม้ได้ ๑๙๕๒ รูเปีย กับเงินค่านำซื้อ ค่านำฃาย ต้นละรูเปีย ไม้ขอนสักด่านพระเชียงทอง ๑๒๕๒ ต้น ด่านพระไชยสงคราม ๑๗๐๙ ต้น รวม ๒๙๖๑ ต้น เปนเงิน ๒๙๖๑ รูเปีย แบ่งเปน ๔ ส่วน เปนหลวง ๒ ส่วน เงิน ๑๔๘๐ รูเปีย โปลิศส่วนหนึ่งเงิน ๗๔๐ รูเปีย นายด่านรับพระราชทานไว้ส่วนหนึ่ง ชำระเงินค่าตอไม้ ค่านำซื้อ ค่านำฃาย ครั้งนี้รวมเปนเงิน ๓๔๓๒ รูเปีย มอบให้พระทิพรักษา ยกระบัตร คุมลงมาส่ง แต่เงนค่านำซื้อ ค่านำฃาย ที่ยังค้างอยู่นั้น ฃ้าหลวงยังชำระเร่งกรมการนายด่ายอยู่ ถ้าชำระได้เมื่อใด จึ่งจะทำหางว่าวจำนวนไม้ จำนวนเงิน และมอบเงินลงมาต่อครั้งหลัง แต่ยอดครั้งก่อนที่หลวงมหาดไทยถือมานั้น จำนวนไม้ด่านชั้นใน รวมไม้ฃอนสัก คิดเดินบาญชีมา ๓๖๑๙ ต้น เปนไม้ฃอนสัก ๓๒๓๘ ต้น หาถูกตามท้องตราพระราชสีหซึ่งโปรดเกล้าฯ ขึ้นไปแลบาญชีผู้ว่าราชการเมืองตากไม่ บอกมาณวันศุกร เดือนสิบ ขึ้นค่ำหนึ่ง ศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก ๚ะ

ฃ้าพระพุทธเจ้า พระยาอนุชิตชาญไชย จางวางกรมพระตำรวจขวา พระยากระลาโหมราชเสนา ฃ้าหลวง พระยาวิชิตชลธีศรีสุริยสงครามรามราไชย ผู้ว่าราชการเมืองตาก กับกรมการ บอกมายังพระยาจ่าแสนบดีศรีบริบาล ปรีวีเคาน์ซิลลอร์ ฃอได้นำความขึ้นกราบเรียน ฯพณฯ สมุหนายกได้ทราบ ณวันพฤหัศบดี เดือนแปดบุรพาสาธ แรมสี่ค่ำ ปีจอฉศก ฃ้าพระพุทธเจ้าได้จัดให้หลวงไชยวงษา หลวงอาจสงคราม เชิญศุภอักษรแลท้องตราพระราชสีหขึ้นไปเมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำพูน ท้าวพรหม ท้าวมหายศ เชิญศุภอักษรไปณเมืองนครหลวงพระบาง ณวันพฤหัศบดี เดือนเก้า ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีจอฉศก หลวงไชยวงษา หลวงอาจสงคราม ท้าวพรหม ท้าวมหายศ กลับลงมาถึงเมืองตาก เจ้าเมืองนครเชียงใหม่ เจ้าเมืองนครลำพูน เจ้าเมืองนครหลวงพระบาง มีหนังสือมาถึงพระยาวิชิตชลธีศรีสุริยสงครามรามราไชย ผู้ว่าราชการเมืองตาก แลกรมการ แจ้งความมายังฃ้าพระพุทธเจ้าว่าได้ถวายคำนับเชิญศุภอักษรแลท้องตราพระราชสีหออกอ่านทราบทุกประการแล้ว เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้าเมืองนครเชียงใหม่ เจ้าพรหมมาภิพงษธาดา เจ้าเมืองนครหลวงพระบาง เจ้าราชวงษ ผู้ว่าราชการเมืองลำพูน บอกมาว่าได้จัดโปลิศไปตั้งระวังรักษาตรวจตราอยู่มิได่ขาดแต่ณเดือนเก้า ปีจอฉศก จำนวนโปลิศมากน้อยเท่าใดมีแจ้งอยู่ในศุภอักษรแลหนังสือบอกที่พระพิเรนทรเทพย์ เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย ถือมาณครั้งก่อนนั้นแล้ว อนึ่งฃ้อราชการที่เมืองเชียงแสนนั้น เจ้าเมืองนครเชียงใหม่แต่งให้ท้าวจอมใจหาญกับพวกเมืองนครเชียงรายไปพูดจากับปัญญายิงยอมที่มาตั้งอยู่ณเมืองเชียงแสนแต่ณวันพุฒ เดือนแปดอุตราสาธ ขึ้นแปดค่ำ ปีจอฉศก ผู้ที่รับบังคับไปว่าแก่ปัญญายิงยอมก็ยังไม่กลับมา แต่โปละอิงที่ถือหนังสือมาแต่เมืองหน่ายไม่มีดวงตราประทับเปนสำคัญ เจ้าเมืองนครเชียงใหม่จับตัวผู้ถือหนังสือจำตรวนไว้ แล้วแต่งหนังสือให้ไปถึงเจ้าเมืองหน่าย ถ้าหนังสือตอบเจ้าเมืองหน่ายมีมาเมื่อใด จะส่งต้นหนังสือมาเมื่อนั้น ความในหนังสือเจ้าเมืองนครเชียงใหม่ เจ้าเมืองนครหลวงพระบาง เจ้าราชวงษ ผู้ว่าราชการเมืองลำพูน มีบอกมาดังนี้ ฃ้าพระพุทธเจ้าได้ถามหลวงไชยวงษา หลวงอาจสงคราม ท้าวพรหม ท้าวมหายศ สอบกับหนังสือเจ้าเมืองนครเชียงไหม่ เจ้าเมืองนครหลวงพระบาง เจ้าเมืองนครลำพูน ก็แจ้งความว่าราชการในเมืองนั้น ๆ จัดสรรในราชการดูเรียบร้อยดี ฃ้าพระพุทเจ้า พระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา ข้าหลวง ให้พระทิพรักษา ยกะบัตร กรมการเมืองตาก ถือบอกลงมาแต่ณวันศุกร เดือนสิบ ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ๚ะ

ณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ แรมสามสิบค่ำ จุลศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก มีไบบอกมาแต่เมืองสมุทปราการฉบับ ๑ ในใบบอกนั้นมีความว่า กำปั่นบารกชื่อยามันลำ ๑ กับตันอังกฤษชื่อเวเบกเกอ แจ้งความว่ามาแต่เมืองไวแวนมารีเซียด ขึ้นห้างบอน์โอกัมปะนีณกรุงเทพฯ มีเหลกฟาก ๓๕ ท่อน ศิลา ๔๒ แผ่น คนซึ่งมาในลำเรื่อนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๑๒ คน มีปีน ๒ บอก ไม่มีดินดำ มาจากเมืองไวแวรมารีเซียด ๑๓ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันศุกร เดือนสิบ แรมเจดค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ

เรือกลไฟชื่อกรมท่าลำ ๑ กับตันอังกฤษชื่อแหบเฝนเดน มาแต่เมืองสิงคโปร์ ขึ้นห้างแอบดุลหุเซนณกรุงเทพฯ มีเพชร ๒ หีบ เล่าเบีย ๒ หีบ ผลอินลพลำ ๔๐๐ กระสอบ แลสินค้าต่าง ๆ ๓๗๓ กระสอบ คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๕๐ โดยสารฝรั่ง ๓ แขกจีน ๑๖ รวม ๑๙ รวม ๖๙ คน มาจากเมืองสิงคโปร์ ๕ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันอาทิตย เดือนสิบ แรมเก้าค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ

กำปั่นปริกชื่อกิมฃุนหองลำ ๑ จีนหอง นายเรือ แจ้งความว่าเจ้สัวเก่าแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์ กลับเข้ามาไม่มีสินค้า คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน ต้นหน จีนนายเรือ จีนลูกเรือ รวม ๒๓ คน มีปืน ๖ บอก ดิน ๖ ถัง มาจากเมืองสิงคโปร์ ๔ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันอาทิตย เดือนสิบ แรมเก้าค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ

เรือกลไฟชื่อบันยองเสงลำ ๑ กับตันอังกฤษชื่อวิเลียมเกรด มาแต่เมืองสิงคโปร์ ขึ้นห้างจีนบันหลวงณกรุงเทพฯ มีเงินเหรียนหีบ ๑ เหล็กฟาก ๑๐๐ ท่อน เก้าอี้ ๒๓ เก้าอี้ แลสินค้าต่าง ๆ ๘๐๕ หีบ คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๕๔ โดยสาร ๖ รวม ๖๐ คน มีปืนบอก ๑ ไม่มีดินดำ มาแต่เมืองสิงคโปร์ ๕ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันพุฒ เดือนสิบ แรมสิบสองค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ

เรือกลไฟชื่อแบงกอกลำ ๑ กับตันอังกฤษชื่อแบลบิล แจ้งความว่าพระยานรนารถภักดีแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์กลับเข้ามา มียาฝิ่น ๓๐ หีบ แลสินค้าต่าง ๆ ๒๒๓๘ หีบ คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี อินเยอเนีย ๓๓ โดยสาน แขกจีน ๗ รวม ๔๐ คน ปืนดินดำไม่มี มาจากเมืองสิงคโปร์ ๕ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันพุฒ เดือนสิบ แรมสิบสองค่ำ ปีจอฉศก๚ะ

ณวันพุท แรมสิบห้าค่ำ เดือนสิบ ปีจอฉศก จุลสักราช ๑๒๓๖ มีใบบอกมาแต่เมืองสมุทปราการฉบับหนึ่ง ในใบบอกนั้นมีความว่า กำปั่นบารกสยามลำ ๑ จีนคีหวด นายเรือ แจ้งความว่านายอากรชื้อแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์กลับเข้ามา มีเหลกตะปู ๔๐๐ มัด แลสิ่งฃองต่าง ๆ คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน ต้นหน ๒ กะลาสี ๒๐ จีนนายเรือ จีนลูกเรือ ๘ รวม ๓๐ คน มีปืน ๖ บอก มีดินดำ ๔ ถัง มาจากเมืองสิงคโปร์ ๑๕ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันศุกร ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบ ปีจอฉศก ๚ะ

กำปั่นบารกชาตตาดลำหนึ่งชื่อการนี กับตันอังกฤษชื่อเมเย่อ มาแต่สำปะหลัง ขึ้นห้างแมกกูดาเอประหิมณกรุงเทพฯ มีสินค้าต่าง ๆ คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน กะลาสี ๒๐ โดยสาน จีน ๗ แขก ๒ รวม ๙ รวม ๒๙ คน มาจากเมืองสำปะหลัง ๓๒ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร เดือนสีบ แรมค่ำหนึ่ง ปีจอฉศก ๚ะ

กำปั่นปริกลำหนึ่งชื่อกัต (อ่านไม่ออก) กา กับตันอังกฤษชื่อกอมฟอด แจ้งความว่าพระยาอาหารบริรักษแต่งไปค้าเมืองฮ่องกงกลับมา มีกระเทียมดอง ๘๐๐ ไห เครื่องทองเหลือง ๓ หีบ คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน ต้นหน จีนนายเรือลูกเรือ ๒๔ คน มีปืน ๔ บอก ไม่มีดินดำ มาจากเมืองฮ่องกง ๓๐ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันจันทร เดือนสิบ แรมสามค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ

กำปั่นบารกลำหนึ่งชื่อยุลิกโรชี กับตันอังกฤษชื่อลุยสิตกัด มาแต่เมืองปวนนิสี ขึ้นห้างมาแหมยุเลียมเอนีณกรุงเทพฯ ไม่มีสินค้า คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน กะลาสี ๑๖ คน ปืนดินดำไม่มี มาจากเมืองปวนนีสี ๘๒ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันอังคาร เดือนสิบ แรมสี่ค่ำ ปีจอฉศก ๚

ณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ แรมหกค่ำ ปีจอฉศก พระยาราชพงษานุรักษ ผู้ว่าราชการเมืองสมุทสงคราม กับกรมการ บอกเข้ามาว่า หลวงอร่ามเรืองฤทธิ ยกระบัตรเมืองสมุทสงคราม ป่วยเปนโรคชราเรื้อรังมานาน อาการให้ไอแล้วทำให้หอบเปนกำลัง หาหมอชะเลยศักมารักษา โรคนั้นก็ไม่คลาย มีแต่ทรุดหนักลง ครั้นณวันอาทิตย เดือนสิบ ขึ้นสิบค่ำ ปีจอฉศก หลวงอร่ามเรืองฤทธิ ยกระบัตร รับประทานไม่ได้ ให้อ่อนหิวน้อยกำลัง หมอประกอบยาให้รับประทาน อาการหาคลายไม่ ครั้นมาณวันพุฒ เดือนสิบ ขึ้นสิบสามค่ำ ปีจอฉศก เวลาสามยามเสศ หลวงอร่ามเรืองฤทธิถึงแก่กรรม อายุ ๗๔ ปี บอกมาณวันพุฒ เดือนสิบ แรมห้าค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ๚ะ

หนังสือราชกิจจานุเบกษานี้ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง ออกวันอาทิตย์ตามกำหนดทุก ๆ อาทิตยมิได้ขาด ราคาตลอดปี ๔๘ ฉบับ สองตำลึง ครึ่งปี ๒๔ ฉบับ ราคาห้าบาท สามเดือน ๑๒ ฉบับ ราคาสามบาท ใบหนึ่งจนถึง ๑๑ ใบ ๆ ละสลึงเฟื้อง ถ้าต้องไปส่งถึงบ้าน ปีหนึ่งค่าจ้างกึ่งตำลึง ครึ่งปีหกสลึง สามเดือนบาทหนึ่ง ถ้าผู้ใดจะต้องการ ก็ให้มาลงชื่อที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะ

อนึ่งหนังสือในโรงพิมพ์หลวงที่เปนเรื่องวิเสศสำคัญ ๆ นั้นมีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งได้ตีไว้ใช้ในราชการจนภอพระราชประสงค์แล้ว ก็แต่ที่เหลือใช้ในราชการบ้างเลกน้อยนั้น ข้าพเจ้าเหนว่าท่านผู้ซึ่งได้รับพระราชบัญญัติแลหมายประกาศไป จะหายเสียบ้าง ฤๅไม่ได้แจก จะต้องการทราบบ้าง ก็จะไม่มีที่หาได้ อนึ่งลูกค้าแลราษฎรผู้ใดซึ่งอยากจะทราบราชการให้เลอียดบ้าง ข้าพเจ้าได้จัดสมุดนั้นไว้พร้อมเพื่อจะจำหน่ายให้ได้ทันประสงค์ของท่านทั้งปวง เพราะถ้าจะแจกอีก ก็เปนการไม่รู้จบไป เมื่อท่านผู้ใดประสงค์ จะให้สมประสงค์โดยง่าย หนังสือที่มีอยู่นั้นคือ

พระราชบัญญัติเคาน์ซิล ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
พระราชบัญญัติสำรับเจ้าพนักงานหอรัษฎากรพิพัฒน์ ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
พระราชบัญญัติสำรับเจ้าภาษีนายอากร ราคา เล่มละ บาท
หนังสือสัญญาเชียงใหม่ ราคา เล่มละ บาท
สัญาอังกฤษ ๑ สัญาอะเมริกัน ๑ สัญาเดนมารก ๑ สัญาเยอรมัน ๑ สัญาปรอยซิล ๑ ราคา ชาตีละ บาท
ถ้าเยมรวมเปนเล่มใหญ่ ๕ ชาติ ราคา เล่มละ ๕ บาท
มูลบทบรรพกิจ ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
วาหนิตินิกร ราคา เล่มละ บาท
อักษรประโยค ราคา เล่มละ บาท
สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์
สามเรื่องรวมเปนเล่มเดียว ราคา เล่มละ กึ่งตำลึง
ถ้าสี่เล่มนี้รวมเยบเปนเล่มใหญ่ ราคา เล่มละ หกบาท
นิติสารสาธก เล่ม ๑ ราคา เล่มละ บาท
นิติสารสาธก เล่ม ๒ ราคา เล่มละ บาท
กลสัตรี แลปัญจะราชาภิเศก ราคา เล่มละ สี่บาท
ราชนิติ ราคา เล่มละ บาท
พงษาวดารเหนือ ราคา เล่มละ บาท
พงษาวดารมอญ ราคา เล่มละ บาท
พงษาวดารเขมร ราคา เล่มละ บาท
ปิศาจปกรณำ มีนิทานต่าง ๆ ราคา เล่มละ บาท

ถ้าท่านผู้ใดมีความประสงค์ เชิญมาที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะ

ปีจอฉศก ๑๒๓๖
เดือน ๙
น้ำฝนต้นเข้าหัวเมือง
ชื่อเมือง ฝนตกกี่วัน น้ำฝน
น้ำท่า
ต้นเข้า
 
ปีจอฉศก ปีรกาเบญจศก ปีจอ ปีรกา กี่ส่วน
นิ้ว ทสางค์ สตางค์ นิ้ว ทสางค์ สตางค์ นิ้ว นิ้ว ทำแล้ว ยังไม่ได้ทำ
กรุงเก่า . . . . . . . . . . . .
เมืองลพบูรี . . . . . . . . ๑๗๘ . . เสรจแล้ว . .
เมืองอินทรบุรี ๑๐ . . . . . . ๑๐๑ ๒๔ . . . .
เมืองอ่างทอง ๑๖ . . . . . . . . ๑๕๓ . . . . . .
เมืองสมุทปราการ . . . . . . . . . . . .

ด้วยพระยาอนุรักษราชมณเฑียรรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ สั่งให้หมายบอกเจ้าพนักงานทุกกรมซึ่งมีพนักงานในการลอยพระประทีบแลพระบรมวงษานุวงษข้าราชการราษฎรให้ทราบ ด้วยเจ้าพนักงานกรมวังแลกรมพระตำรวจพร้อมกันน้อมเกล้าคำนับบังคมทูลพระกรุณาว่า การลอยพระประทีบซึ่งเปนธรรมเนียมมาแต่เดิมนั้น ภายหลังเปลี่ยนแปลงมาต่าง ๆ ยังหามีแบบแผนข้อบังคับแน่นอนลงไม่ อนึ่งธรรมเนียมที่เจ้าพนักงานจะรักษาราชการนั้นก็มีแยกย้ายกันอยู่ จะฃอพระราชทานให้เปนข้อบังคับสำรับรักษาราชการในการลอยประทีบสืบไป จึ่งมีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทให้กรมวังแลเจ้ากรมพระตำรวจพร้อมกันตั้งเปนฉบับธรรมเนียมไว้ให้เจ้าพนักงานซึ่งต้องด้วยราชการทำตามข้อบังคับนี้ทุกประการ ๚ะ

ข้อเจ้าพนักงานผู้ที่ต้องลงเรือพระที่นั่งบันลังก์ ก็ให้มาลงประจำเรือพระที่นั่งบันลังก์อยู่แต่ในเวลา ๒ ทุ่ม ให้เจ้ากรมปลัดกรม ๆ ทหารในซ้ายทหารในขวามีเรือปักโคมเพชสำรับเรือเปนสำคัญมาจอดประจำอยู่ที่เรือพระที่นั่งบันลังก์ ท้ายน้ำลำหนึ่ง เหนือน้ำลำหนึ่ง ตามเจ้าพนักงานฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา สำรับจะได้ไล่เรือแลได้ใช้กิจราชการไปมาในเวลาเสดจลงทรงลอยพระประทีบ ถ้าผู้ที่เปนพนักงานกรมอื่นนอกจากกรมทหารในซึ่งจะมาลงประจำอยู่ในเรือพระที่นั่งบันลังก์ ถ้าลงอยู่ในเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ห้ามอย่าให้เอาเรือของผู้นั้นจอดชิดติดกับเรือพระที่นั่งบันลังก์ ให้ถอยออกไปเสียให้พ้น ให้อยู่แต่ตัวผู้นั้นผู้เดิยว แลมิให้เอาบ่าวไพร่ซึ่งไม่ใช่พนักงานลงมาอยู่ในเรือพระที่นั่งบันลังก์ด้วยเปนอันขาด ถ้าผู้ที่มิไช่พนักงานลงมาอยู่ในเรือพระที่นั่งบันลังก์ ก็ให้เจ้าพนักงานกรมทหารในฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาใล่ขึ้นเสียจากเรือพระที่นั่งบันลังก์ ถ้ามิฟัง ก็ให้เจ้าพนักงานนำความขึ้นถวายคำนับทูลพระกรุณาให้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ๚ะ

ข้อตั้งแต่เวลาสองทุ่มไปแล้ว ถึงยังไม่เสดจพระราชดำเนินลงประทับเรือพระที่นั่งบันลังก์ก็ดี ห้ามไม่ให้เรือแจว เรือพาย แลเรือกลไฟพระบรมวงษานุวงษข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย แลเรือราษฎรผ่านไปมาหน้าเรือพระที่นั่งบันลังก์ในทุ่นแพไฟเปนอันขาด ถ้าจะเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ก็ให้เดีนนอกทุ่นแพไฟ ๚ะ

ข้อถ้าเสดจพระราชดำเนินลงเรือพระที่นั่งบันลังก์ พนักงานชักโคมสัญญา เรือตำรวจออกจากท่าจับทุ่นล้อมวงยังมิได้ลดโคมสัญญา ห้ามมิให้เรือแจว เรือพาย เรือกลไฟพระบรมวงษานุวงษแลข้าราชการซึ่งมิใช่พนักงาน แลราษฎร ลัดทุ่นเข้าออกเปนอันขาด ถ้ามิฟังขืนลัดเข้ามาในทุ่น ให้เจ้าพนักงานซึ่งประจำทุ่นไล่จับเอาคนเอาเรือผู้ที่ลัดเข้ามาในทุ่นไว้ แล้วให้ถวายคำนับทูลพระกรุณาแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ๚ะ

ข้อเมื่อเวลาเสดจพระราชดำเนินลงประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว เจ้าพนักงานทั้งปวงทอดทุ่นล้อมวงเหนเรือลัดเข้ามาน่าที่ฃองผู้ใด ไม่ห้ามปราบไล่ขับจับกุม ปล่อยให้เรือนั้นล่วงไปเกินทุ่นน่าที่ ถ้าทุ่นลำอื่นจับได้ จะให้มีโทษแก่ผู้เจ้าน่าที่ซึ่งปล่อยให้เรือล่วงพ้นมานั้นตามสมควรแก่โทษ ๚ะ

ข้อผู้ต้องเกณฑ์ส่งกระทงรับกระทง ให้มีเรือจุดโคมปักมาในลำเรือเปนสำคัญ ถ้าส่งกระทงต่อเจ้าพนักงานท้ายเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ให้ลงไปคอยรับกระทงไต้ถ้าโรงวิเสศ อย่าให้ล่วงขึ้นมารับกระทงเหนือโรงวิเสศ ถ้าล่วงพ้นขึ้นมา ให้เรือทุ่นตำรวจห้ามปรามอย่าให้ล่วงขึ้นมาได้ ถ้าขืนล่วงขึ้นมา ก็ให้จับเอาตัวเอาเรือผู้นั้นไว้ทำโทษตามโทษานุโทษ ๚ะ

ข้อถ้าเจ้าพนักงานผู้ที่ลงในเรือพระที่นั่งบันลังก์มามิทันเวลาเสดจพระราชดำเนินลงประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ห้ามมิให้ลัดทุ่นเข้ามาเปนอันขาด ถ้ามิฟังขืนลัดเข้ามาในทุ่น ก็ให้เจ้าพนักงานผู้ทอดทุ่นล้อมวงจับเอาตัวคนเอาเรือผู้นั้นไว้ แล้วให้นำความขึ้นถวายคำนับทูลพระกรุณาแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ๚ะ

ข้อถ้าเจ้าพนักงานดอกไม้เพลิงทอดทุ่นเรือดอกไม้แล้ว ให้ประจำรักษาอย่าให้ละเลยมีเหตุการเกิดขึ้นในเรือดอกไม้เพลิงได้ ห้ามมิให้ผู้ที่มิใช่พนักงานดอกไม้เพลิงไปแอบจอดชิดติดกับเรือทุ่นเรือดอกไม้ อนึ่งดอกไม้พุ่มซึ่งไปซุ่มหลบฝนอยู่ที่ท่าพระ ถ้าเจ้าพนักงานดอกไม้เพลิงจะล่องเอาเรือดอกไม้ลงไปที่เรือทุ่น ก็ให้มีเรือจุดโคมปักน่าเรือดอกไม้ไปเปนสำคัญ อย่าให้ภาเรือผู้ที่มิใช่พนักงานล่องตามเรือดอกไม้ลงไปด้วย ถ้าเรือลำหนึ่งลำใดล่องตามเรือดอกไม้ลงไป ก็ให้เจ้าพนักงานล้อมวงจับเอาคนเอาเรือลำนั้นไว้ให้จงได้ ๚ะ

ข้อให้มีกรมวังทหารประจำรักษาประตูหลังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยตั้งแต่เวลาย่ำค่ำไปแล้ว เจ้าพนักงานฝ่ายในลงประจำจัดการอยู่ในนั้น ผู้ที่มิใช่พนักงานห้ามมิให้เข้าไปในประตูพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ถ้ามิฟัง ก็ให้ทหารจับเอาตัวผู้นั้นที่เข้าไปมาส่งยังเจ้าพนักงานกรมวัง ๆ ต้องถวายคำนับทูลพระกรุณาแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ๚ะ

ข้อสนมตำรวจพลเรือนกรมวังทหารซึ่งรักษาประตูข้างฉนวนประจำท่าทั้งชั้นนอกชั้นใน ให้ระวังรักษาตั้งแต่เวลาที่พ้น ๒ ทุ่มแล้ว ห้ามมิให้ผู้ที่มิใช่พนักงานรักษาประตูไปยืนอยู่ประตูข้างฉนวนชั้นนอกชั้นใน ถ้าผู้ที่มีราชการทั้งฝ่ายน่าฝ่ายในจะไปมาทางนั้น ให้บอกแต่เจ้าพนักงานผู้รักษาประตูว่าจะไปด้วยกิจราชการอย่างนั้น ก็ให้เจ้าพนักงานผู้รักษาประตูข้างในข้างนอกบอกส่งผู้จะไปกีจราชการแต่เฉภาะผู้นั้น ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดไม่มีกิจราชการเดินผ่านฉนวนไปมา ก็ให้ผู้ที่รักษาประตูข้างในข้างนอกจับตัวมาส่งกรมวังลงโทษตามโทษานุโทษ ๚ะ

ข้อ๑๐ตั้งแต่เวลาเสดจพระราชดำเนินลงประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ห้ามมิให้พระบรมวงษานุวงษข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยแลราษฎรทั้งเจ้าพนักงานล้อมวงจุดดอกไม้เพลิงในล้อมวงเปนอันขาด ถ้าผู้ใดจุดดอกไม้เพลิงในล้อมวงน่าที่เจ้าพนักงานผู้ใด ให้เจ้าพนักงานน่าที่ห้ามปราม ถ้ามิฟัง ให้เจ้าพนักงานจับเอาตัวให้จงได้ ๚ะ

ข้อ๑๑ถ้าเจ้าพนักงานลงเรือพระที่นั่งบันลังก์ แลล้อมวงฝ่ายน้ำฝ่ายบก แลกระบวรแห่นำตามเสดจทั้งปวง เมื่อเวลาเสดจพระราชดำเนินลงประทับเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ยังไม่เสดจพระราชดำเนินขึ้น อย่าให้เจ้าพนักงานลงเรือพระที่นั่งบันลังก์แลล้อมวงแห่นำตามเสดจทั้งปวงทิ้งละน่าที่ไปเปนอันฃาด ถ้าผู้ใดทิ้งละน่าที่ฃองตัวเสีย ให้ทำโทษผู้นั้นตามโทษานุโทษ ๚ะ

ข้อ๑๒ซึ่งพระยาพระหลวงผู้เปนพนักงานทอดทุ่นเหนือทุ่นท้ายตั้งกองล้อมวงทั้งปวงนั้น ถ้าป่วยไป ให้พระยาพระหลวงในกรมนั้น ๆ แทนตัวมาทอดทุ่นตั้งกองล้อมวง อย่าให้เอาขุนหมื่นพันทนายบ่าวไพร่มาตั้งกองทอดทุ่นล้อมวงแทนตัวเปนอันฃาด แล้วให้เจ้าพนักงานตั้งกองจุกช่องล้อมวงทางน้ำทางบกมาประจำรักษาน่าที่ให้พร้อมแต่ในเวลา ๒ ทุ่ม แลผู้เปนพนักงานมาทอดทุ่นประจำน่าที่อยู่ก่อนแล้ว ถ้าน้ำเชี่ยวสมอเกาเรือเลื่อนจากน่าที่ไป ให้บอกกับเรือทุ่นที่ไกล้เคียงกันให้รู้ไว้ แต่อย่าให้ถอยเรือเข้าแอบเสียค่างฝั่ง ถ้าเจ้าพนักงานผู้ตรวจทางน้ำทางบกไปตรวจทุ่นใดกองใดฃาดน่าที่มามิทันในกำหนด ฤๅถอนเรือนทุ่นเข้าแอบฝั่ง ก็ให้เจ้าพนักงานผู้ตรวจไปเกาะเอาตัวผู้ที่ฃาดน่าที่มาไว้ แล้วให้นำความขึ้นถวายคำนับทูลพระกรุณาให้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทนั้น ให้เจ้าพนักงานจุกช่องล้อมวงทอดทุ่นทำตามข้อบังคับนี้จงทุกประการ แลพระบรมวงษานุวงษข้าราชการราษฎรซึ่งจะขึ้นล่องไปมาอย่าให้ละเมิดข้อบังคับนี้ประการหนึ่งประการใดได้ ถ้าไม่ฟัง จะเอาตัวเปนโทษตามโทษานุโทษ ประกาศมาณวันศุกร เดือนสิบเอด ขึ้นสิบสามค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ๚ะ

ข้าพระพุทธเจ้า แชแมน แลกอมิตตีตระลาการศาลรับสั่งชำระความกรมนา ฃอพระราชทานน้อมเกล้าคำนับบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าชำระความพระยาอาหารบริรักษ ขุนรุดอักษรเสมียนตรา หลวงสนิทสมบัตินั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ ฃ้าพระพุทธเจ้าได้พร้อมกันชำระบาญชีซึ่งพระยาอาหารบริรักษ ขุนรุดอักษรเสมียรตรา หลวงสนิทสมบัติ เจ้าพนักงานกรมนา ทำบาญชีทูลเกล้าฯ ถวาย เจ้าพนักงานได้สอบดูบาญชีที่ส่งเงินแก่พระไชยศสมบัติ ยังฃาดอยู่เปนอันมาก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ชำระสอบบาญชีกรมนากับบาญชีตั๋วฎีกาต่าง ๆ ซึ่งเจ้าพนักงานได้รับเงินไว้นั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้เรียกบาญชีตั๋วฎีกาต่าง ๆ มาสอบดูแต่ปีมโรงสัมฤทธิศกถึงปีวอกจัตวาศก ๕ ปีซึ่งพระยาอาหารบริรักษได้รับตำแหน่งทำการกรมนามานั้น เดิมบาญชีกรมนายื่นค่านาค่าฃนเฃ้า ๓๑๗๔๔ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ๓ สลึง บาญชีพระไชยศแลบาญชีเจ้าพนักงานต่าง ๆ ได้รับเงิน ๒๓๙๖๙ ชั่ง ๑๕ ตำลึงสลึงเฟื้อง ยังขาด พระยาอาหารบริรักษ ขุนรุดอักษรเสมียนตรา หลวงสนิท ช่อปิดบังไว้เปนเงิน ๖๗๗๔ ชั่ง ๑๕ ตำลึงสลึงเฟื้อง อนึ่งบาญชีที่กรมนาส่งเงินพระคลังในซึ่งท้าวสมศักดินก ท้าวทรงกันดาน ได้ทำให้ไว้แก่เจ้าพนักงานกรมนา มีชื่อพระศรีทิพโภชแต่ยังเปนนายรองบำรุงอยู่ มีชื่อหลวงสนิท ในบาญชีท้าวสมศัก ได้ประทับตราเปนเหลี่ยมยาวรูปผู้หญิงท้าวแฃน ปีเถาะสัปตศก ปีมโรงอัฐศก ครั้นต่อมาท้าวสมศักดิแกะตราใหม่กลมเปนรูปผู้หญิงนั่งท้าวแฃนถือถุงเงิน จึ่งได้ประทับตราลงในบาญชีเมื่อปีมเสงต่อ ๆ มา ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งได้ตรวจตราแลสืบสวนดู ได้สมุดบาญชีฃองพระยาราชสุภาวดีที่ได้ส่งเงินเรือวัฒนานามแก่ท้าวสมศักดินก มีตรารูปเหลี่ยมยาวของท้าวสมศักดินกประทับรายปีเถาะปีมโรง ปีมเสงจึ่งได้ประทับตรากลมดวงใหม่ต่อมา แล้วเส้นดินสอที่เขียนในบาญชีนั้นต่อมาก็เหมือนกันทุกปี จึ่งเหนว่าบาญชีท้าวสมศักดินก ท้าวทรงกันดาน ทำให้กรมนานั้น จะเปนบาญชีปลอมทำใหม่ ตราดวงเหลี่ยมที่ท้าวสมศักดินกประทับไว้แต่เมื่อปีเถาะสัปตศก ปีมโรงอัฐศก จึ่งหายไป มีแต่ตรากลมประทับแทนขึ้นไว้ถึงปีเถาะปีมโรงก่อนทำตราดวงกลมนี้ขึ้นไปอีก ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งให้หาตัวพระศรีทิพโภชมาถาม เพราะพระศรีทิพโภชเมื่อยังเปนนายรองบำรุงแลเปนนายเสนองานประภาษอยู่นั้น เจ้าพระยาพลเทพหลงบิดาได้ให้มาส่งเงินพระคลังในกับหลวงสนิทสมบัติหลายครั้ง พระศรีทิพโภชน์จึ่งให้การว่า เมื่อยังเปนนายรองบำรุงอยู่นั้น เจ้าพระยาพลเทพบิดาได้ให้มาส่งเงินด้วยกับหลวงสนิทนั้น เมื่อมาส่งเงินกับท้าวสมศักดินก ๆ ได้รับเงินแล้วจึ่งประทับตรารูปเหลี่ยมยาวให้หลวงสนิท จะเปนปีเถาะฤๅปีมโรงจำหาสนัดไม่ แต่เมื่อปีมเสง ฤๅปีมเมีย ฤๅปีมแม จำหาสนัดไม่ ท้าวสมศักดินกจึ่งเอาตรากลมรูปผู้หญิงนั่งท้าวแฃนถือถุงเงินประทับต่อตราเหลี่ยมในบาญชีเล่มนั้นมา ฝ่ายหลวงสนิทได้ทำบาญชีประทับตราหลวงสนิทที่เรือนเงิน พระศรีทิพโภชน์แต่ยังเปนนายรองบำรุงอยู่ได้ประทับตรารูปบัวบาลฃองพระศรีทิพโภชน์ประจำศกรายวันหนึ่ง ครั้นต่อมาพระศรีทิพโภชน์ได้มาส่งเงินด้วยหลวงสนิท ก็หาได้ประทับตราต่อไปไม่ ตราที่ประทับดวงนั้นก็หาได้ถอนไม่ ยังติดอยู่ในสมุดนั้น ครั้นพระศรีทิพโภชน์ให้การเสรจแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งให้เอาสมุดบาญชีที่ท้าวสมศัก ที่ท้าวทรงกันดาน ทำให้กรมนา บาญชีกรมนาทำให้ท้าวสมศักดิ ท้าวทรงกันดาน มาให้พระศรีทิพโภชน์ดู พระศรีทิพโภชน์ตรวจดูว่า บาญชีสองเล่มนี้หาใช่บาญชีเดิมไม่ เพราะตราเหลี่ยมที่ท้าวสมศักดิประทับไว้แต่เดิมนั้นหายไป หาเหมือนที่พระศรีทิพโภชน์ได้เหนดังส่งเงินมาแต่ก่อนไม่ กับตราบัวของพระศรีทิพโภชน์ที่ประทับรายวันหนึ่งในบาญชีกรมนาทำให้กับท้าวสมศักดิ ท้าวทรงกันดาน นั้นก็ไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งถามหลวงสนิทตามคำให้การพระศรีทิพโภชน์ หลวงสนิทให้การรับเปนสัจว่า ได้เปลี่ยนสมุดประทับตราใหม่จริงทั้ง ๒ ฉบับ เพราะหมายจะคิดช่อเงินให้มากขึ้น ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งถามว่า ถ้าหลวงสนิทแก้บาญชีนั้น บาญชีในทำไมจึ่งจะแก้ได้ หลวงสนิทก็ยังให้การวนเวียนอยู่ ยังหาชัดไม่ ถ้าได้ความประการใด ข้าพระพุทธเจ้าจะทำริโปร์ตทูลเกล้าฯ ถวาย อนึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้ตรวจหนังสือบอกซึ่งเจ้าเมืองกรมการได้บอกจะให้มีโทษแก่ผู้เจ้าน่าที่ซึ่งปล่อยให้เรือล่วงพ้นมานั้นตามสมควรแก่โทษ ๚ะ

ข้อผู้ต้องเกณฑ์ส่งกระทงรับกระทง ให้มีเรือจุดโคมปักมาในลำเรือเปนสำคัญ ถ้าส่งกระทงต่อเจ้าพนักงานท้ายเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ให้ลงไปคอยรับกระทงไต้ถ้าโรงวิเสศ อย่าให้ล่วงขึ้นมารับกระทงเหนือโรงวิเสศ ถ้าล่วงพ้นขึ้นมา ให้เรือทุ่นตำรวจห้ามปรามอย่าให้ล่วงขึ้นมาได้ ถ้าขืนล่วงขึ้นมา ก็ให้จับเอาตัวเอาเรือผู้นั้นไว้ทำโทษตามโทษานุโทษ ๚ะ

ข้อถ้าเจ้าพนักงานผู้ที่ลงในเรือพระที่นั่งบันลังก์มามิทันเวลาเสด็จพระราชดำเนีนลงมาประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ห้ามมิให้ลัดทุ่นเข้ามาเปนอันขาด ถ้ามิฟังขืนลัดเข้ามาในทุ่น ก็ให้เจ้าพนักงานผู้ทอดทุ่นล้อมวงจับเอาตัวคนเอาเรือผู้นั้นไว้ แล้วให้นำความขึ้นถวายคำนับทูลพระกรุณาแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ๚ะ

ข้อถ้าเจ้าพนักงานดอกไม้เพลีงทอดทุ่นเรือดอกไม้แล้ว ให้ประจำรักษาอย่าให้ละเลยมีเหตุการเกีดขึ้นในเรือดอกไม้เพลีงได้ ห้ามมิให้ผู้ที่มิใช่พนักงานดอกไม้เพลีงไปแอบจอดชิดติตกับเรือทุ่นเรือดอกไม้ อนึ่ง ดอกไม้พุ่มซึ่งไปซุ่มหลบฝนอยู่ที่ท่าพระ ถ้าเจ้าพนักงานดอกไม้เพลีงจะล่องเอาเรือดอกไม้ลงไปที่เรือทุ่น ก็ให้มีเรือจุดโคมปักน่าเรือดอกไม้ไปเปนสำคัญ อย่าให้ภาเรือผู้ที่มิใช่พนักงานล่องตามเรือดอกไม้ลงไปด้วย ถ้าเรือลำหนึ่งลำใดล่องตามเรือดอกไม้ลงไป ก็ให้เจ้าพนักงานล้อมวงจับเอาคนเอาเรือลำนั้นไว้ให้จงได้ ๚ะ

ข้อให้มีกรมวังทหารประจำรักษาประตูหลังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยตั้งแต่เวลาย่ำค่ำไปแล้ว เจ้าพนักงานฝ่ายในลงประจำจัดการอยู่ในนั้น ผู้ที่มิใช่พนักงานห้ามมิให้เข้าไปในประตูพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ถ้ามีฟัง ก็ให้ทหารจับเอาตัวผู้นั้นที่เข้าไปมาส่งยังเจ้าพนักงานกรมวัง ๆ ต้องถวายคำนับทูลพระกรุณาแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ๚ะ

ข้อสนมตำรวจพลเรือนกรมวังทหารซึ่งรักษาประตูข้างฉนวนประจำท่าทั้งชั้นนอกชั้นใน ให้ระวังรักษาตั้งแต่เวลาที่พ้น ๒ ทุ่มแล้ว ห้ามมิให้ผู้ที่มิใช่พนักงานรักษาประตูไปยืนอยู่ประตูข้างฉนวนชั้นนอกชั้นใน ถ้าผู้ที่มีราชการทั้งฝ่ายน่าฝ่ายในจะไปมาทางนั้น ให้บอกแต่เจ้าพนักงานผู้รักษาประตูว่าจะไปด้วยกิจราชการอย่างนั้น ก็ให้เจ้าพนักงานผู้รักษาประตูข้างในข้างนอกบอกส่งผู้จะไปกิจราชการแต่เฉภาะผู้นั้น ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดไม่มีกิจราชการเดีนผ่านฉนวนไปมา ก็ให้ผู้ที่รักษาประตูข้างในข้างนอกจับตัวมาส่งกรมวังลงโทษตามโทษานุโทษ ๚ะ

ข้อ๑๐ตั้งแต่เวลาเสด็จพระราชดำเนีนลงประทับในเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ห้ามมิให้พระบรมวงษานุวงษข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยแลราษฎรทั้งเจ้าพนักงานล้อมวงจุดดอกไม้เพลีงในล้อมวงเปนอันขาด ถ้าผู้ใดจุดดอกไม้เพลีงในล้อมวงน่าที่เจ้าพนักงานผู้ใด ให้เจ้าพนักงานน่าที่ห้ามปราม ถ้ามิฟัง ให้เจ้าพนักงานจับเอาตัวให้จงได้ ๚ะ

ข้อ๑๑ถ้าเจ้าพนักงานลงเรือพระที่นั่งบันลังก์ แลล้อมวงฝ่ายน้ำฝ่ายบก แลกระบวนแห่นำตามเสด็จทั้งปวง เมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนีนลงประทับเรือพระที่นั่งบันลังก์แล้ว ยังไม่เสด็จพระราชดำเนีนขึ้น อย่าให้เจ้าพนักงานลงเรือพระนี่นั่งบันลังก์แลล้อมวงแห่นำตามเสด็จทั้งปวงทิ้งละน่าที่ไปเปนอันขาด ถ้าผู้ใดทิ้งละน่าที่ของตัวเสีย ให้ทำโทษผู้นั้นตามโทษานุโทษ ๚ะ

ข้อ๑๒ซึ่งพระยาพระหลวงผู้เปนพนักงานทอดทุ่นเหนือทุ่นท้ายตั้งกองล้อมวงทั้งปวงนั้น ถ้าป่วยไป ให้พระยาพระหลวงในกรมนั้น ๆ แทนตัวมาทอดทุ่นตั้งกองล้อมวง อย่าให้เขาขุนหมื่นพันทนายบ่าวไพร่มาตั้งกองทอดทุ่นล้อมวงแทนตัวเปนอันขาด แล้วให้เจ้าพนักงานตั้งกองจุกช่องล้อมวงทางน้ำทางบกมาประจำรักษาน่าที่ให้พร้อมแต่ในเวลา ๒ ทุ่ม แลผู้เปนพนักงานมาทอดทุ่นประจำน่าที่อยู่ก่อนแล้ว ถ้าน้ำเชี่ยวสอเกาเรือเลื่อนจากน่าที่ไป ให้บอกกับเรือทุ่นที่ไกล้เคียงกันให้รู้ไว้ แต่อย่าให้ถอยเรือเข้าแอบเสียค่างฝั่ง ถ้าเจ้าพนักงานผู้ตรวจทางน้ำทางบกไปตรวจทุ่นใดกองใดขาดน่าทีมามิทันในกำหนด ฤๅถอนเรือนทุ่นเข้าแอบฝั่ง ก็ให้เจ้าพนักงานผู้ตรวจไปเกาะเอาตัวผู้ที่ขาตน่าที่มาไว้ แล้วให้นำความขึ้นถวายคำนับทูลพระกรุณาให้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทนั้น ให้เจ้าพนักงานจุกช่องล้อมวงทอดทุ่นทำตามข้อบังคับนี้จงทุกประการ แลพระบรมวงษานุวงษข้าราชการราษฎรซึ่งจะขึ้นล่องไปมาอยาให้ละเมีนข้อบังคับนี้ประการหนึ่งประการใดได้ ถ้าไม่ฟังจะเอาตัวเปนโทษตามโทษานุโทษ ประกาศมาณวันศุกร เดือนสิบเอด ขึ้นสิบสามค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ๚ะ

พระราชบัญญัติ
สำหรับผู้รักษาเมืองซึ่งจะทำสัญญากับชาวต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพย์มหามงกุฎ บุรุศรัตนราชรวิวงษ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหา จักรพรรติราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าแผ่นดินสยาม รัชกาลที่ ๕ ในพระบรมมหาราชวังษซึ่งได้ประดิษฐานแลดำรงค์ศิริราชสมบัติรัตนราไชยมหัยสวริยาธิปัติณกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุทธยามาหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบูรีรมย์อุดมราชนิเวศมหาสถาน ซึ่งเปนบรมราชธานีมหานครใหญ่ในราชอาณาจักรแดนสยามฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ เปนบรมราชาธิราชอันใหญ่ในประเทศที่ใกล้เคียง คือ ลาวกระเหรี่ยงมลายูแลประเทศอื่น ๆ ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาเสรีฐ เสด็จออกประทับเหนือบรมราชอาศนภายไต้มหาเสวกรฉัตร ณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมหัยสวริยพิมานโดยสถานอุตราพิมุข พร้อมด้วยพระบรมวงษานุวงษอัคมหาเสนาพฤฒามาตย์มุฃมนตรีกระวีชาตราชประโรหิตโหราจารย์ฝ่ายทหารพลเรือนถวายคำนับเฝ้าเบื้องบาทบงกชมาศโดยอันดับ จึงเจ้าพระยาสุริยวงษไวยวัฒพิพัฒนศักดิ์อัคยโสดมที่สมุหะพระกระลาโหมถวายคำนับบังคมทูลพระกรุณาวา การทุกวันนี้จีนแขกฝรั่งสัปเยกต่าง ๆ ซึ่งไปทำมาหากินณเมืองประเทศราชแลหัวเมืองเอกเมืองโทเมืองตรีเมืองจัตวานั้นบางทีอยากจะทำสัญญากับผู้ครองเมืองแล้วเกิดสงไสยว่า หนังสือสัญญาที่ทำกับผู้ครองเมืองนั้นจะใช้ได้เพียงไหน