หนังสือราชกิจจานุเบกษา/เล่ม 1/แผ่นที่ 33

๏ด้วยพระยามหามนตรีศรีองครักษรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ให้ประกาศแก่พระบรมวงษานุวงษแลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยให้ทราบทั่วกันว่า คำซึ่งพูดกันอยู่บ่อย ๆ ว่าเฃามีเครื่องราง เฃามีเม็ดดี จึ่งได้เปนอย่างนี้อย่างนั้น ท่านทั้งปวงคงจะได้พูดได้ยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนถึงบัดนี้ก็มีผู้พูดในหนังสือพิมพ์ดรุโณวาทว่ามีเม็ดดี ก็เมื่อท่านทั้งปวงได้ยินถ้อยคำดังนี้หนาหูเข้าแล้ว ความเชื่อนั้นก็จะเกิดขึ้นได้โดยเรว เพราะเคยนึกเคยเชื่อเคยฟังมาหลายแห่ง มิใช่แต่ในพระราชวัง เมื่อลงใจเชื่อแล้วก็จะเปนความโทรมนัศเสียใจท้อถอยในราชการไป เปนที่สงไสยสนเท่ห์ จนเจ้าก็ไม่เชื่อข้า ข้าก็ไม่เชื่อเจ้า เสียราชการไปทั้งสิ้น เพราะฉนั้นจึ่งให้ประกาศทราบทั่วกันว่า พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่เสด็จเถลีงถวัลยราชสมบัติมาถึง ๖ ปี ๗ ปีมาแล้ว แต่แรกจะว่ายังทรงพระเยาว์อยู่ก็ตามที แต่ใน ๒ ปี ๓ ปีนี้ก็ทรงพระเจริญภอจะให้กิจการทั้งปวงเปนไปได้บ้างแล้ว ค่างในซึ่งเปนตัวโปรดตัวปรานก็มี แต่ไม่ได้ทำความคุมเหงเบียดเบียนให้ผู้ใดได้ความเดือดร้อน พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่ได้ทำการสิ่งใดให้ปรากฎว่าเปนการผิตยุติธรรม เพราะข้างในการเก่า ๆ ซึ่งเปนคำติเตียนก็มีอยู่หลายอย่าง ในการทุกวันนี้ก็ทรงเข้าพระไทยว่าการเช่นอย่างแต่เดิมนั้นก็ยังไม่เปน ฃอให้ท่านทั้งปวงตริห์ตรองดูเถิด การเปนยังไรมา ย่อมได้เหนได้ยินได้ฟังอยู่ทั้งสิ้น เพราะฉนั้นท่านผู้ที่ได้ทราบการอยู่จริง ๆ จงวางใจให้เปนยุติธรรมแล้วแลตริห์ตรองดูก็คงจะเหนว่าการเปนอย่างไร เพราะตั้งพระราชหฤไทยดังนี้ จึ่งทรงพระราชดำริห์เหนว่าไม่ควรเลยที่ท่านทั้งปวงจะพูดจะคิดถึงเครื่องรางเม็ดดีอย่างเช่นเก่า ๆ เมื่อมีผู้พูดผู้คิดดังนี้ ก็เปนที่เสียพระราชหฤไทยมาก เพราะว่าพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวสู้ลดพระราชอิศริยยศลงตั้งเคาซิลออฟสเตตแลปรีวีเคาน์ซิลเปนที่ปฤกษาราชการ เพื่อจะให้ช่วยยุดหน่วงพระองค์มีให้ตกไปในทางที่ผิด ก็เมื่อการซึ่งเปนความเดือดร้อนเปนความไม่ดีมีขึ้นอย่างไร ก็ควรที่ปรีวีเคาน์ซิลจะกราบทูลตักเตือนให้ทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทโดยความซื่อสัตย์กระตัญญู จึ่งจะชอบ นี่ท่านเสนาบดีแลปรีวีเคาน์ซิลผู้ใดผู้หนึ่งก็มิได้กราบทูลว่ากล่าวสิ่งไรเลย จึ่งทรงพระราชดำริห์เหนว่าการซึ่งทรงประพฤติไปนั้นเปนการถูกต้องเรียบร้อยดีอยู่ ก็ผู้ซึ่งพูดซึ่งคิดดังนี้นั้น ถ้าเปนคนนอกจากเคาน์ซิลนอกจากข้าราชการ ก็เหนจะเปนคนไม่รู้จักอะไรเลย พูดไปตามความคิดความเหนฃองตัวโดยกำลังที่ฟุ้งซ่าน ถ้าเปนเคาน์ซิลก็เหนว่าเปนการไม่ควรจะพูด เหมือนหนึ่งทิ้งหนังสือดังนี้ ก็จะต้องแลเหนชัดว่าเคาน์ซิลผู้นั้นจะเปนคนมีความริศยามาก แลเปนคนมีโวหารมาก บ้า ๆ อยู่ จึ่งได้พูดดังนี้ ตัวเปนเคาน์ซิล ควรจะทำเรื่องราวขึ้นกราบบังคมทูล ที่ใม่อาจกราบทูลนั้น จะเปนเพราะเหตุใด ให้ท่านทั้งปวงดำริห์ตริตรองดูเถิด ๚ะ
ชาย ๆ จะผิดด้วยคำสาบาลบ้างดอกกระมัง การซึ่งว่าชี้แจงมาทั้งนี้ เพราะจะให้ท่านทั้งปวงเหนว่าคนซึ่งพูดนั้นไม่ได้พูดโดยความที่จับมั่นคั้นตาย เปนแต่คำพล่อย ๆ ควรจะเชื่อได้ฤๅ พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวตั้งพระราชหฤไทยจะทรงชุบเลี้ยงข้าราชการไห้สมควรแก่ความดีความชอบ แลจะให้ราชการเปนไปโดยยุติธรรม ให้ราษฎรอยู่เยนเปนศุขทั่วกัน ทรงพระวิตกอยู่ว่าท่านทั้งปวงได้ยินถ้อยคำดังนี้ก็จะมีความท้อถอยเสียใจไป จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศมาให้ทราบทั่วกันว่าข้างในก็ส่วนหนึ่ง ราชการก็ส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องสิ่งไรกันเลยทั้งในปัตยุบันแลเบื้องน่า อย่าให้เชื่อถือถ้อยคำคนที่พูดอย่างนี้เลยเปนอันขาด จงตั้งใจทำราชการหาความดีความชอบต่อไปข้างน่าเทอญ ประกาศมาณวันอาทิตย เดือนอ้าย แรมสี่ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏ณวันศุกร เดือนอ้าย ขึ้นสิบค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ เปนวันที่ ๒๒๓๘ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวเสดจพระราชดำเนินออกที่น่าพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
๏นายโต บุตรเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ เปนพระอมรวิไสยสมเดช ถือศักดิ์นา ๑๐๐๐ ๚ะ
๏นายไชยขรรค มหาดเลกหุ้มแพร เปนหลวงสร⟨วิ⟩เสศเดชาวุธ ถือศักดิ์นา ๘๐๐ ๚ะ
๏หลวงเสนางค์วิจารณ เปนพระสุรินทรามาตย์ ปลัดทูลฉลองกรมพระกระลาโหมฝ่ายเหนือ ถือศักดิ์นา ๘๐๐ ๚ะ
๏ฃุนสภา (อ่านไม่ออก) เปนหลวงเสนางค์วิจารณ ช่วยราชการกรมพระกระลาโหม ถือศักดิ์นา ๖๐๐ ๚ะ
๏หลวงคเชนทรามาตย์ เปนหลวงธรเนนทร เจ้ากรมตำรวจภูธรขวา ถือศักดิ์นา ๘๐๐ ๚ะ
๏ฃุนแผลงสท้าน เปนหลวงเทเพนทร เจ้ากรมตำรวจภูธรซ้าย ถือศักดิ์นา ๘๐๐ ๚ะ
๏ฃุนเพชรอินทรา เปนหลวงอนุชิตพิทักษ มีตำแหน่งราชการในกรมมหาดไทย ถือศักดิ์นา ๘๐๐ ๚ะ
๏นายอุ่น มหาดเลก เปนฃุจนเพชรอินทรา ปลัดกรมตำรวจภูธรซ้าย ถือศักดิ์นา ๖๐๐ ๚ะ
๏นายวร มหาดเลก เปนหลวงคเชนทรามาตย์ ปลัดกรมฝ่ายลำพัง ถือศักดิ์นา ๖๐๐ ๚ะ
๏ฃุนจำเริญ เปนหลวงนิกรจำนง ถือศักดิ์นา ๖๐๐ ๚ะ
๏นายโต เปนฃุนปรีชานุสาศน์ มีตำแหน่งราชการสอนหนังสือไทยในโรงสกูลหลวง ขึ้นในกรมพระอาลักษ ถือศักดิ์นา ๖๐๐ ๚ะ
๏นายแก่น เปนฃุนโอวาทวรกิจ มีตำแหน่งราชการสอนหนังสือไทยในโรงสกูลหลวง ขึ้นในกรมพระอาลักษณ ถือศักดิ์นา ๖๐๐ ๚ะ
๏พระยาอรรค (อ่านไม่ออก) นายกอง เปนพระยารัตนจักร เจ้ากรมอัฒมาดขวา ถือศักดิ์นา ๑๐๐๐ ตั้งแต่บัดนี้ไป จงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติการควรประพฤติ ตามอย่างธรรมเนียมข้าราชการทั้งปวง ขอให้มีความศุขสวัสดิ์เจริญเทอญ ๚ะ
๏สมเดจพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม เปนพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ในรัชกาลที่ ๕ ในพระบรมราชวงษซึ่งได้ประดิษฐานแลดำรงกรุงรัตนโกสินทร มหินทรายุทธยา บรมราชธานี ในประเทศบางกอกนี้ ฃอแสดงเรื่องความนี้มาให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงฤๅผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งจะได้อ่านคำประกาศนี้ให้ทราบว่า พระนราธิราชภักดีได้รับราชการตามตำแหน่งมาช้านาน ก็เรียบร้อยไม่มีความผิดร้ายประการใด ได้เปนฃ้าหลวงไปราชการณเมืองสิงคโปร์ แล้วไปว่ากล่าวความจีนที่เมืองภูเกต แลลงโทษจีนคนร้าย แล้วไปตรวจตราการที่เมืองภูเกต แลไปลงโทษพวกแขกผู้ร้ายที่เมืองตะกั่วป่า แล้วออกไปรักษาการบ้านเมืองระงับความจีนที่เมืองภูเกตให้สงบเรียบร้อย แลชำระความผู้ร้ายปล้นที่เมืองกระพร้อมกับกอมมิสชันเนออังกฤษ แลไปราชการณหัวเมืองประเทศราชแขกมลายูหลายเมืองหลายครั้ง มีความชอบในราชการ จึ่งโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิศริยยศ ชั้นที่ ๔ ตรามงกุฎสยาม ชื่อภัทราภรณ เปนเกียรติยศ เปนที่รฦกแก่บุตรแลหลานสืบไปสิ้นกาลนาน จงเจริญสรรพศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลทุกประการเทอญ ๚ะ
๏ท่านผู้หญิงอ่วมเปนภรรยาท่านเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน สมุหพระกระลาโหม ท่านผู้หญิงอ่วมนี้ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดในแผ่นดินปัตยุบันนี้ชั่งห้าตำลึง ครั้นถึงณวันเดือนสาม ปีมะแมตรีศก ท่านผู้หญิงอ่วมป่วยเปนไข้จับวันหนึ่ง แล้วเว้นไปสี่วันห้าวันกลับจับอีก ให้ไอเปนคราว ๆ รับประทานอาหารได้แต่มื้อละถ้วยฝาขนาดน้อย ได้หาหมอชะเลยศักมาประกอบยาให้รับประทาน อาการทรงอยู่แล้วกลับทรุดไป ครั้นถึงณวันเดือนเก้า ปีจอฉศก อาการทรุดหนักลง ให้ไปอุจารวันละ ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง ให้บวมมือบวมเท้า รับประทานอาหารได้แต่เข้าต้มมื้อละช้อนหนึ่งสองช้อน นอนไม่หลับ ให้หิวอ่อนกำลังน้อยถอยลงทุกวันทุกเวลา ป่วยมาได้สองปี กับสิบเอดเดือน กับสิบสามวัน ครั้นถึงณวันจันทร เดือนอ้าย ขึ้นสิบสามค่ำ ปีจอฉศก เวลาบ่านสองโมงเสศ ท่านผู้หญิงอ่วมถึงอนิตยกรรม อายุได้ ๔๘ ปี พระราชทานหีบทองทึบใส่ศพเปนเกียรติยศ ๚ะ
๏หลวงอัคนารี (นุ่ม) เจ้ากรมไพร่หลวง กองการกุศลซ้าย ป่วยเปนแผลที่หลังเท้าขวาแต่ณวันเดือนสิบ ปีวอกจัตวาศก ได้หาหมอชเลยศักมาดู หมอว่ากลายไปเปนลำลาบเพลิง ได้ประกอบยาให้รับประทาน อาการทรงอยู่ แล้วแผลกลับพังมากไป ปวดแสบปวดร้อนเปนกำลัง รับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ครั้นถึงณวันเดือนสิบสอง แรมแปดค่ำ ปีจอฉศก ให้แน่นท้องเหนื่อยหอบ รับประทานได้แต่เข่าต้มมื้อละถ้วยชา ป่วยมาได้สองปีกับสี่เดือน ครั้นถึงณวันจันทร เดือนอ้าย ฃึ้นสิบสามค่ำ เวลาบ่ายสองโมง หลวงอัคนารี นุ่ม ถึงอนิตยกรรม อายุได้ ๕๕ ปี พระราชทานหีบเชิงชายให้ใส่ศพเปนเกียรติยศ ๚ะ
๏ณวันเสาร เดือนสิบสอง แรมห้าค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ เปนปีที่ ๗ ในราชการปัตยุบันนี้ มีใบบอกมาแต่เมืองปทุมธานีฉบับ ๑ ในใบบอกนั้นมีความว่า ณวันอาทิตย เดือนอ้าย แรมห้าค่ำ ปีรกาเบญจศก ศักราช ๑๒๓๕ นายปั้น โจทย์ นายสินตุ กับพวก ๑๐ คน ยอมความกันเรื่อง ๑ เดิมนายปั้น โจทย์ ฟ้องกล่าวโทษนายสินตุ ๑ นายจร ๑ นายเหมือน ๑ นานกล่ำ ๑ นายหลำ ๑ นายรัก ๑ นายพลาย ๑ นายอิน ๑ นายทิม ๑ นายคำ ๑ นายกัน ๑ รวม ๑๑ คน จำเลย ว่าเมื่อเดือนสิบเอจ ขึ้นห้าค่ำ ปีรกาเบญจศก เวลาบ่าย ๓ โมงเสศ นายสินตุ กับภักพวก ๑๐ คน ลักกระบือ ๑๓ กระบือฃองนายปั้นไป ราคากระบือนั้นเปนเงินตรา ๕ ชั่ง ๕ ตำลึง แจ้งอยู่ในคำฟ้องฃองนายปั้น โจทย์ นั้นแล้ว ตระลาการเกาะได้ตัวนายสินตุ กับพักพวกอิก ๑๐ คน มาชำระไถ่ถาม นายสินตุ กับพักพวก ๑๐ คน ให้การรับสมฟ้องนายปั้น โจทย์ นายสินตุ กับพักพวก ๑๐ คน ยอมใช้เงินค่ากระบือแลค่าธรรมเนียมแทนโจทย์เปนเงินตรา ๘ ชั่ง นายปั้น โจทย์ ก็ยอมรับเงินค่ากระบือไว้ ๚ะ
๏มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัศสั่งให้ประกาศพระราชทานพระราชกุศลแก่ราษฎรชาวกรุงเก่าให้ทราบว่า พระมหาสถูปเจดีย์ณวัดฃุนแสนเปนฃองสูงใหญ่ อยู่ใกล้พระราชวังจันทรเกษม เปนที่ประทับ พระมหาสถูปเจดีย์นั้นชำรุดซุดโซมมานาน ทอดพระเนตรเนือง ๆ ทรงรำคาญพระเนตร แลทรงเสียดายฃองใหญ่ฃองเก่า จึ่งมีพระบรมราชโองการดำรัศสั่งพระยาราชสงครามจ้างลูกจ้างประฏิสังขรณ์ขึ้นให้ใหม่ให้เขื่องใหญ่กว่าเก่า มั่นคงถาวรสืบไปในภายน่า แลใหประฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงสำรับพระเจดีย์ แลกำแพงล้อม แลขุดคูล้อม ถมดินให้ดอนด้วย ค่าจ้างเท่าใด จะทรงบริจาคเปนพระพุทธบูชา ภายหลังมีกรมการกรุงเก่ากราบทูลพระกรุณาว่า พระมหาสถูปเจดีย์พระองค์นี้ศักดิสิทธิ มีปราฏิหาร เหนเปนรัศมีแสงสว่างบางคราว มีผู้รู้เหนหลายคน ราษฎรที่รู้เหนเหตุอัศจรรย์นั้นนับถือมากอยู่ ได้ทรงสดับดังนี้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัศว่า ถ้าราษฎรนับถือพระมหาสถูปเจดีย์วัดฃุนแสนมาก ก็ทรงพระโสมนัศยินดีด้วย โปรดพระราชทานช่องโอกาศแก่ราษฎรให้ทำบุญเปนพระพุทธบูชาช่วยในการพระราชกุศลประฏิสังขรณ์พระมหาสถูปเจดีย์พระวิหารหลวงแลสาลากำแพงแก้วทั้งปวงในวัดฃุนแสนนี้ตามแต่ศรัทธาอุสาหเถีด ในวันอังคาร เดือนอ้าย ขึ้นสามค่ำ แลวันพุฒ เดือนอ้าย ขึ้นสี่ค่ำ ปีฉลูสับตศกนี้ จะเสดจพระราชดำเนินมาเริ่มการก่อเปนฤกษ แลจะโปรดให้มีละครข้างในเล่มเรื่องพระนารายน์ปราบนนทยักษแลเรื่องพิราพในเวลาเยนวันที่หนึ่งก่อน แลเล่นเรื่องพระอุณรุทธในวันที่สอง เพื่อจะให้ราษฎรประชุมกันณพระราชวังจันทรเกษมอนุโมทนาพระราชกุศลนั้น แลให้ราษฎรที่มีศรัทธาอุสาหบริจาคช่วยในการพระราชกุศลนั้นคนละอัฐหนึ่งสองอัฐขึ้นไปจนเฟื้องสลึงบาทตำลึงขึ้นไปตามได้ตามมีเถิด การนี้ไม่กะเกณฑ์บังคับบัญชาอะไรดอก ซึ่งให้ประกาศทั้งนี้เพื่อจะให้ราษฎรได้มีความยินดีได้รับส่วนพระราชกุศล เบี้ยเงินที่ราษฎรจะเข้าด้วยให้มาติดเทียนที่โรงละครพระราชวังจันทรเกษมณวันอังคาร เดือนอ้าย ขึ้นสามค่ำ แลวันพุฒ เดือนอ้าย ขึ้นสี่ค่ำ พร้อมกัน จะโปรดให้พระยาราชสงคราม แม่กอง แลผู้กำกับ รับไว้จ่ายในการวัดขุนแสน เมื่อพระมหาสถูปเจดีย์แลพระอารามนั้นเสรจแล้ว ท่านทั้งปวงที่ได้เข้าเงินช่วยก็จะได้เหนได้นมัศการอยู่เนือง ๆ จะได้เจริญกุศลสมบัติเปนเนืองนิตย์ไป ๚ะ
๏ประกาศนี้แต่แก่ไทยจีนมอญลาวที่นับถือพระพุทธสาศนา ไม่ว่าอะไรแก่แขกแลฝรั่งที่ถือสาศนาอื่น คนถือสาศนาอื่นอย่าหัวเราะเยาะ อย่าล่วงมาหึงษหวงว่าอะไรไปเลย ๚ะ
๏ว่าพระยาวิชิตภักดีศรีพิไชยสงคราม ผู้สำเรจราชการเมืองไชยาคนเก่า ชื่อตัวชื่อนายกลับ เดิมเปนพระบริรักษภูธรเมืองพังงา เปนโทษแต่ในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หาตัวเฃ้ามาขังไว้ในกรุงถึง ๓ ปี มาจนถึงแผ่นดินพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสดจเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว มีผู้ฟ้องกล่าวโทษพระบริรักษผู้ธร กลับ คนนี้ว่าเจรจราหยาบช้าต่อพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความที่ว่านั้น พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงทราบซึ่งความอยาบช้าทั้งปวง แต่พระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ยกเสีย พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเหนชอบทรงอนุโมทนาด้วย จึ่งได้โปรดให้ยกความนั้นเสียทีเดียว ไม่ให้ชำระ ถึงพระบริรักษภูธรกลับกราบทูลยอมฃอให้ชำระ ก็ไม่ทรงชำระเลย แลทรงพระมหากรุณาโปรดตั้งให้พระบริรักษภูธรกลับไปเปนที่พระยาไชยา ได้ว่าราชการเมืองไชยามาได้ ๔ ปี ภายหลังมีผู้ฟ้องกล่าวโทษพระยาไชยาหลายข้อ จึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาเทพประชุม หลวงนายสิทธิ นายจ่าเขมงสัศริยาวุธ ออกไปชำระ ก็มีผู้มาฟ้องกล่าวโทษพระยาไชยาเฃ้าอิกมากมายหลายเนื่องนัก นับกว่า ๖๐ เรื่อง ๗๐ เรื่อง ชำระไปก็แพ้โจทย์ทุกเรื่อง แต่พระยาไชยาไม่อ่อนน้อมกระด้างกระเดื่องต่อตระลาการ ๆ จึ่งได้มีใบบอกกล่าวโทษเข้ามาอิก จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีตราสั่งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชขึ้นมาช่วยชำระ เพราะพี่สาวพระยาไชยาได้เปนภรรยาเก่าฃองเจ้าพระยานครศรีธรรมราชมาแต่ก่อน แต่ตัวพระยาไชยานั้น ให้มีท้องตราออกไปถอดถอนเสียจากที่ แล้วให้จำตรวนไว้ แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งพระยาสิงคิคุณอดุลยภูมานุรักษ ผู้สำเรจราชการเมืองกำเนิดนพคุณ ไปเปนที่พระยาไชยาว่าราชการต่อไป ครั้นเจ้าพระยานครศริธรรมราชขึ้นมาชำระความอยู่ณเมืองไชยา (อ่านไม่ออก) ลงกราบถวายบังคมลากลับลงไปเมืองนครศรีธรรมราช ความ ๖๐ ฤๅ ๗๐ เรื่องซึ่งราษฎรฟ้องกล่าวโทษพระยาไชยานั้น ได้ความจริงเปนสัตย์เปนแน่แล้ว ๒๘ ฤๅ ๒๙ เรื่องแล้ว ยังค้างอยู่เปนอันมาก ท่านเสนาบดีปฤกษาเหนพร้อมกันกราบทูลพระกรุณาว่าพระยาไชยาคนนี้ ครั้งในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเปนพระบริรักษภูธรอยู่เมืองพังงา ก็มีความผิดเปนอันมาก พระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเหนว่าจะให้อยู่ในเมืองพังงาไม่ได้ จึ่งโปรดให้หาตัวมากักขังไว้ในกรุงเทพมหานครนี้ ไม่โปรดให้กลับออกไป ครั้งนี้ทรงพระมหากรุณาจะชุบเลี้ยงให้มีบันดาศักสมควรแก่ชาติตระกูล ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์เอาปฏิญญาทานบนแล้วจึ่งโปรดให้ไปเปนที่พระยาไชยา พระยาไชยากลับมีใจฮึกเหิมนักไป คิดว่าไกลพระเนตรพระกรรณ์ เมื่อได้ยศศักดิเปนผู้สำเรจราชการเมืองแล้ว ก็เหนเปนช่องที่จะหาลาภหาผล จึ่งทำการคุมเหงราษฎร ทำให้เดือดร้อนมากมายหลายเรื่อง ไม่ควรจะเอาไว้ ฃอรับพระราชทานให้ประหารชีวิตรเสีย อย่าให้เปนเยี่ยงอย่างแก่ผู้ซึ่งจะทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยงให้เปนผู้สำเรจราชการหัวเมืองไกล ๆ ต่อไป แลอ้ายกลับพระยาไชยาทำความคุมเหงราษฎรมากมายหลายเรื่องนัก ถ้าจะชำระไป ก็จะไม่รู้สิ้นรู้สุดลง แลฃอรับพระราชทานให้ทรงพระอนุญาตให้เสนาบดีมีท้องตราบังคับสั่งให้ประหารชีวิตรใช้ทุกขแก่ราษฎรซึ่งได้ทุกฃเพราะอ้ายกลับพระยาไชยาทำนั้นเสียตามแบบอย่างนั้นเทอญ จึ่งทรงพระราชดำริห์ว่าความคิดฃองท่านเสนาบดีว่าดังนี้ก็ชอบด้วยราชการหนักหนาแล้ว แต่ทรงพระราชดำริห์ว่าจะให้มีท้องตราออกไปให้ประหารชีวิตรเสียตามคำท่านเสนาบดี ญาติพี่น้องฃองอ้ายกลับพระยาไชยาที่มีอยู่ในกรุงบ้าง ก็จะไปอ้อนวอนพระสงฆ์ให้มาทูลขอ ครั้นจะไม่พระราชทาน พระสงฆ์ก็จะติเตียนว่าไม่ทรงทำตามธรรมิกะโอวาทของสมณพราหมณ์ จะพระราชทานเล่า บุญคุณความดีก็จะตกอยู่กับพระสงฆ์ฝ่ายเดียว ดูเหมือนพระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระราชหฤทัยเมตากรุณาแก่สัตวเลย ถ้าจะตรัสตอบพระสงฆ์ว่าการเรื่องนี้สุดแต่ท่านเสนาบดีเถิด เพราะเปนความคิดท่านเสนาบดีตัดสิน พวกพ้องอ้ายกลับพระยาไชยาก็จะรบกวนพระสงฆ์ให้ไปฃอแต่ท่านเสนาบดีมิให้ประหารชีวิตร ท่านเสนาบดีก็จะอ้างรับสั่งในหลวงเล่า การก็จะโย ๆ เย ๆ เปนล้อเลียนกันไป ไม่เปนราชการแผ่นดิน บัดนี้จึ่งทรงพระราชดำริห์ตัดสินการที่ควร ให้เห็นพร้อมกันว่าอ้ายกลับพระยาไชยา เมื่อออกไปเปนพระยาไชยา ก็มีความชอบอยู่ด้วย เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งจะล่วงบังคับการงานสิ่งไรที่ขัดการแผ่นดิน นอกจากท้องตราพระคชสีหใหญ่ที่ออกไปจากต่อกรมพระกระลาโหมแล้ว อ้ายกลับพระยาไชยาก็ไม่เชื่อฟังเลย เชื่อฟังแต่ท้องตราพระคชสีหซึ่งไปแต่กรมพระกระลาโหมอย่างเดียว อันนี้เปนความชอบต่อราชการแผ่นดินมากอยู่ ครั้นจะให้ประหารชีวิตรอ้ายกลับพระยาไชยาตามที่ท่านเสนาบดีพร้อมกับกราบทูลพระกรุณาไซ้ ทุกขของราษฎรที่ได้ความเดือดร้อนเพราะอ้ายกลับนั้นเล่า คนทั้งปวงจะไม่รู้ว่าประหารชีวิตรด้วยเรื่องไร ก็จะเปนเหตุให้เล่าฦๅกันไปผิด ๆ ถูก ๆ ต่าง ๆ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงษ ที่สมุหพระกระลาโหม ออกไปลงพระราชอายาเฆี่ยนอ้ายกลับพระยาไชยาสามยก แล้วให้ตระเวนบกสามวัน ตระเวนเรือสามวัน แล้วเอาฃึ้นฃาอย่างประจานว่าเปนโทษเพราะได้ทำราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน จึ่งต้องรับพระราชอาญาอย่างนี้ แล้วให้ริบราชะบาทว์อ้ายกลับพระยาไชยาให้สิ้นเชิง แล้วรวบรวมเอาทรัพย์สีนเงินทองบันดามี แลสิ่งฃองมีราคาควรจะฃายได้ ก็ให้ฃายเอาเงินเพิ่มเข้า แล้วจึ่งเฉลี่ยแจกใช้ให้แก่ราษฎรทุกเรื่องความที่อ้ายกลับได้คุมเหงนั้นโดยสมควร แต่บุตรภรรยาทาษชายหญิงฃองอ้ายกลับนั้นจงเกบเข้ามาเปนหลวง ที่มีค่าตัว จะพระราชทานเงินหลวงตามค่าตัว ที่ไม่มีค่าตัว จะพระราชทานตามกระเษียรอายุ เอาไปรวมแจกให้ราษฎรจนสิ้น เพื่อจะมิให้ใครดูเยี่ยงอย่างต่อไป พระราชดำริห์ดังนี้ เมื่อท่านเสนาบดีผู้ใดไม่เหนชอบด้วย ก็ให้กราบทูลพระกรุณาฃอให้ยักย้ายอย่างใดก็ตาม เมื่อทรงเหนชอบด้วย ก็จะทรงประพฤติตาม ประกาศมาณวันศุกร เดือนแปดบุรพาสาธ ขึ้นแปดค่ำ ปีมเมียสัมฤทธิศก เปนวันที่ ๒๕๙๒ ในราชกาลประจุบันนี้ ๚ะ
๏มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทให้ประกาศแก่ข้าทูลอองธุลีพระบาทฝ่ายน่าฝ่ายในผู้ใหญ่ผู้น้อยทุกหมู่ทุกกรมทุกพนักงาน แลพระสงฆสามเณรทวยราษฎรทั้งปวงในกรุงเทพฯ แลหัวเมือง ให้ทราบทั่วกันว่า พระอารามซึ่งทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้จัดซื้อที่แล้ว ทรงสฐาปนาสร้างขึ้นในทิศตวันออกพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามไว้ว่าวัดราชประดิฐสฐิตยมหาสีมาราม ตามธรรมเนียมโปราณซึ่งเคยมีมาในเมืองใหญ่ ๆ ที่ตั้งเปนกรุงพระมหานคร อย่างเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลกย์ เมืองพระพิศณุโลกย์ แลกรุงเก่า ตือมีวัดมหาธาตุ แลวัดราชประดิศฐาน แลวัดราษฎ์บุรณ เปนของสำรับเมืองทุกเมือง แลนามชื่อว่าวัดราชประดิฐในครั้งนี้ แต่เดิมเริ่มแรกสร้าง ก็ได้โปรดให้เขียนในแผ่นกระดานปักไว้เปนสำคัญ ภายหลังโปรดให้จาฤกชื่อนั้นลงในเสาสิลาติดตามกำแพงนั้นก็มี แต่บัดนี้มีผู้เรียกแลเขียนลงในหนังสือตามดำริหฃองตนเองว่าวัดราชบัณฑิตยบ้าง วัดทรงประดิษฐบ้าง เปลี่ยนแปลงไปไม่ถูกต้องตามชื่อที่พระราชทานไว้แต่เดิม ทำให้เปนสองอย่างสามอย่าง เหมือนขนานชื่อขึ้นใหม่ เพราะฉนั้นตั้งแต่นี้สืบต่อไปห้ามอย่าให้ไครเรียกร้อง แลกราบบังคมทูลพระกรุณา แลเฃียนลงในหนังสือบาดหมายในราชการต่าง ๆ ให้ผิด ๆ ไปจากชื่อที่พระราชทานไว้นั้นเปนอันขาด ให้ใช้ว่าวัดราชประดิฐ ฤๅว่าให้สิ้นชื่อว่าวัดราชประดิฐสฐิตยมหาสีมาราม ให้ยั่งยืนคงอยู่ดังนี้ ถ้าผู้ใดได้อ่านแลฟังคำประกาศนี้แล้วขืนขัดใช้ให้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงไป จะให้ปรับไหมแก่ผู้นั้นเปนเงินตรา ๒ ตำลึงมาซื้อทรายโปรยในพระอารามวัดราชประดิฐนั้นแล ประกาศมาณวันจันทร เดือนเก้า ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีมโรงสัมฤทธิศก ๚ะ
๏อนึ่งในแผ่นดินไทยแตโปราณ เมืองไหนเปนเมืองหลวงในเวลาใดเวลาหนึ่ง เมืองนั้นมักมีวัดสำคัญ ๓ วัด ชื่อต้นคือวัดมหาธาตุ ๑ วัดราษฎบุรณ ๑ วัดราชประดิศฐาน ๑ ชื่อสามชื่อนี้กรุงเก่าก็มี พิศณุโลกย์ก็มี สุโขทัยก็มี สวรรคโลกย์ก็มี แต่ในกรุงเทพบางกอกนี้ ครั้นถึงแผ่นดินที่หนึ่ง สร้างกำแพงลงแล้ว ก็ทรงสร้างพระอารามหลวง เปนแต่แปลงชื่อเก่าที่มีชื่อมาแล้ว คือวัดสลักที่อยู่ไกล้พระบรมมหาราชวังข้างไต้นั้น ที่เดิมก็น้อย สร้างต่อออกมาเปนที่ใหญ่ แล้วขนานนามว่าวัดนฤพานาราม แล้วให้โปรดแปลงเปนวัดศรีสรรเพช แล้วภายหลังทรงพระราชดำริหว่าในกรุงเทพบางกอกนี้ วัดมหาธาตุยังไม่มี ก็วัดมหาธาตุเปนที่อยู่สมเดจพระสังฆราช ๆ อยู่ในวัดสลักซึ่งแปลงมาเปนวัดนฤพานารามแล้วแปลงมาเปนวัดศรีสรรเพชนั้น ควรให้แปลงเปนวัดมหาธาตุตามตำแหน่สมเดจพระสังฆราช เพราะฉนั้นวัดนั้นจึ่งเรียกวัดมหาธาตุจนทุกวันนี้ คนเถ้าคนแก่ยังหลงเรียกว่าวัดศรีสรรเพชอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้น้อยแล้ว ชื่อวัดนฤพานารามก็ดี ไม่มีใครเรียกเลย เดี๋ยวนี้จะหาแต่ผู้รู้ก็ไม่มี ที่ท้ายพระบรมมหาราชวังข้างไต้มีวัดเดิมเปนวัดใหญ่ชื่อวัดโพธาราม ชาวบ้านชาวเมืองแต่โปราณมาเรียกวัดโพ แผ่นดินที่หนึ่งได้สร้างลง พระราชทานนามว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ชื่อพระราชทานมีผู้เรียกอยู่แต่ในพระราชวังแลคำเพชทูลบาดหมาย นอกนั้นแล้ววัดนั้นเปนเคราหร้าย ยังเรียกว่าวัดโพอยู่ทั้งแผ่นดิน ควรเหนว่าชื่อพระราชทานเปนชื่อตั้งไม่ติดปิดไม่แน่น จะคิดแปลงใหม่เหนไม่ชนะ ๚ะ
๏ยังอีกวัดเลียบ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษทรงสร้างพระอุโบสถใหม่แลหอไตรยลง ในหลวงจึ่งพระราชทานนามว่าวัดราษฎบุรณเพื่อจะให้เปนคู่กันกับวัดมหาธาตุ ก็เปนวัดเคราหร้ายเหมือนกัน คนเรียกวัดเลียบอยู่นั้นเองทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะเปนคู่กับวัดโพ เหมือนบ้านเลียบ บ้านแพน บ้านโพ บ้านว่า แขวงกรุงเก่า คล่องปากนักยักไม่ได้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ถานานุกรมลางองค์ในวัดนั้นเองไม่รู้จักชื่อว่าวัดราษฎรบุรณก็มี ๚ะ
๏ได้ยินความตามลัทธิเก่าข้างเมืองเหนือเล่าสืบมาว่าวัดมหาธาตุมีทุกเมืองนั้น เพราะเปนพระเจดีย์สฐานฃองพระเจ้าอโสกมหาราชตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอโสกราชแผ่สาศนาทุกบ้านทุกเมืองแต่เดิมที ครั้นสาศนาตั้งแล้ว พระเจ้าแผ่นดินแลราษฎรในเมืองนั้น ๆ คิดจะให้มีวัดเปนที่อยู่พระสงฆ์ขึ้นอีกสองวัด พระเจ้าแผ่นดินจึ่งสร้างวัดหนึ่งขึ้นด้วยพระราชทรัพยหลวง ราษฎรเรี่ยไรกันสร้างวัดหนึ่งขึ้น ด้วยทุกเปนฃองเรี่ยไร จึ่งให้ชื่อวัดราษฏบุรณ แปลว่าราษฎรทำให้เตม ก็ฝ่ายวัดที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง จึ่งขนานนามว่าวัดราชประดิศฐาน แปลว่าวัดในหลวงสร้างด้วยทุนหลวงอย่างเดียว แต่วัดมหาธาตุนั้นเพราะเปนที่ตั้งพระบรมธาตุซึ่งพระเจ้าอโสกราชแจกมาแต่เดิม จึ่งเรียกวัดมหาธาตุ คำโปราณเล่ามาอย่างนี้ ๚ะ
๏ก็เมืองใหญ่ ๆ มีวัดมหาธาตุ วัดราชประดิศฐาน วัดราษฎร์บุรณ ทุกเมือง แตในกรุงบางกอกนี้ยังไม่มี จึ่งทรงสร้างขึ้นที่ทิศตวันออกพระบรมมหาราชวัง แล้วทรงพระราชทานนามว่าวัดราชประดิฐ ก็คือวัดราชประดิศฐานนั้นเอง แต่ลดถานออกเสีย เพราะกลัวคนจะเรียกว่าวัดราชติดถานเหมือนที่กรุงเก่าไป วัดนี้ภูมวัดเลกใหญ่ก็เท่า ๆ กันกับวัดราชประดิศฐานที่กรุงเก่า แต่เดี๋ยวนี้คนมาเรียกว่าวัดราชบัณฑิตย เรียกอย่างนี้ผิด พวกราชบัณฑิตยไม่ได้เข้าทุนด้วย ถ้าไครขืนเรียกขืนเขียนอย่างนั้น จะปรับสองตำลึง ๚ะ
๏ณวันพฤหัศบดี เดือนอ้าย ขึ้นเก้าค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ เปนปีที่ ๗ ในราชกาลปัตยุบันนี้ มีไบบอกเมืองสมุทปราการฉบับ ๑ มีความว่าเรือกลไฟลำหนึ่งชื่อแบงกอก กับตันอังกฤษชื่อแบลบิน แจ้งความว่าพระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากรแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์ กลับมามีสินค้าต่าง ๆ ๖๖๓ หีบ ปืนดินสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กะลาสี ๔๕ โดยสารฝรั่ง ๑ แขกจีน ๑๐ รวม ๕๖ คน มา ๘ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันพฤหัศบดี เดือนสิบสอง แรมสิบค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏เรือกลไฟลำหนึ่งชื่ออิศตันโอ กับตันอังกฤษชื่อสมิศ แจ้งความว่ามาแต่เมืองสิงคโปร์ ฃึ้นห้างแอบดุลหุเซนณกรุงเทพฯ มีสินค้างต่าง ๆ ๖๐ หีบ มีปืนสำรับเรือบอก ๑ ดินดำไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กลาสี ๔๑ คน มาหกวันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกลำหนึ่งชื่อแพรนเศศแอนเอแมนดา กับตันอังกฤษชื่อเหนนิ่ง แจ้งความว่ามาแต่เมืองฮ่องกน เข้ามารับสินค้าณกรุงเทพฯ สินค้าไม่มี ปืนดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๑๒ คน มาจากเมืองฮ่องกง ๑๖ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร เดือนสิบสอง แรมสิบสองค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกสยามลำหนึ่งชื่อเฮงเสง จีนคีฮวดนายเรือแจ้งความว่า เจ๊สัวกวนซิวแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์กลับมามีถ่าน ๒๐๐ ลัง ฟืนไม้โกงกาง ๑๒๐๐๐ ดุ้น เหล็กฟาก ๒๐๐ หาบ ปืนดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๓๐ คน โดยสารจีน นายเรือจีน ลูกเรือ ๓๐ รวม ๖๐ คน มา ๒๐ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันเสาร เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏เรือกลไฟลำหนึ่งชื่อกรมท่า กับตันอังกฤษชื่อเฝนเด็น แจ้งความว่ามาแต่เมืองสิงคโปร์ ขึ้นห้างแอบดุลหุเซนณกรุงเทพฯ มีปืน ๑๐ หีบ มีเล่ายิน ๙๐๐ หีบ สินค้าต่าง ๆ ๙๒๒ หีบ ปืนดืนดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กลาสี ๕๐ คน โดยสาร ๖๓ คน รวม ๑๑๓ คน มาห้าวันถึงเมืองสมุทปราการณวันจันทร เดือนสิบสอง แรมสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกลำหนึ่งชื่อแกบสิงบุน กับตันอังกฤษชื่อซอเรนเซน แจ้งความว่ามาแต่เมืองฮ่องกง ขึ้นห้างบอนนีโอกุมปานีณกรุงเทพฯ มีถ่านศิลา ๑๕๐ (อ่านไม่ออก)อน มีปืน ๒ บอก ดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสี ๑๓ คน มา ๑๓ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันจันทร เดือน ๑๒ แรม ๑๔ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏เรือกลไฟลำหนึ่งชื่อเดนนุบ กับตันอังกฤษชื่อแกลบจี แจ้งความว่ามาแต่เมืองฮ่องกง ขึ้นห้างวิลเซอเร็ศลีแอนกุมปนีณกรุงเทพฯ มีทองคำใบ ๔ หีบ เครื่องทองเหลืองทองขาว ๑๓ หีบ แพรสีต่าง ๆ ๖ หีบ สินค้า ๑๑๙๘ หีบ ปืนดินดำสำหรับเรือไม่มี คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน อินเยอเนีย กลาสี ๓๖ โดยสารฝรั่ง ๑ จีน ๑๔๘ รวม ๑๘๕ คน มา ๑๑ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันอังคาร เดือน ๑๒ แรม ๑๕ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏กำปั่นบารกสยามลำหนึ่งชื่อกติสาค กับตันอังกฤษ แจ้งความว่านายนุตอาหารบริรักษ์แต่งไปค้าเมืองฮ่องกง มีสินค้าต่าง ๆ กัน มีปืนสำหรับเรือบอกหนึ่ง ดินดำสี่ถัง คนซึ่งมาในลำเรือนั้น กับตัน ต้นหน กลาสีจีน นายเรือ จีนลูกเรือ ๑๐ คน โดยสานจีน ๒๐ คน รวม ๔๐ คน มาจากเมืองฮ่องกง ๑๐ วันถึงเมืองสมุทปราการณวันอังคาร เดือน ๑๒ แรม ๑๕ ค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏หนังสือราชกิจจานุเบกษานี้ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง ออกวันอาทิตย์ตามกำหนดทุก ๆ อาทิตยมิได้ขาด ราคาตลอดปี ๔๘ ฉบับ สองตำลึง ครึ่งปี ๒๔ ฉบับ ราคาห้าบาท สามเดือน ๑๒ ฉบับ ราคาสามบาท ใบหนึ่งจนถึง ๑๑ ใบ ๆ ละสลึงเฟื้อง ถ้าต้องไปส่งถึงบ้าน ปีหนึ่งค่าจ้างกึ่งตำลึง ครึ่งปีหกสลึง สามเดือนบาทหนึ่ง ถ้าผู้ใดจะต้องการ ก็ให้มาลงชื่อที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะ
๏อนึ่งหนังสือในโรงพิมพ์หลวงที่เปนเรื่องวิเสศสำคัญ ๆ นั้นมีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งได้ตีไว้ใช้ในราชการจนภอพระราชประสงค์แล้ว ก็แต่ที่เหลือใช้ในราชการบ้างเล็กน้อยนั้น ข้าพเจ้าเหนว่าท่านผู้ซึ่งได้รับพระราชบัญญัติแลหมายประกาศไป จะหายเสียบ้าง ฤๅไม่ได้แจก จะต้องการทราบบ้าง ก็จะไม่มีที่หาได้ อนึ่งลูกค้าแลราษฎรผู้ใดซึ่งอยากจะทราบราชการให้เลอียดบ้าง ข้าพเจ้าได้จัดสมุดนั้นไว้พร้อมเพื่อจะจำหน่ายให้ได้ทันประสงค์ของท่านทั้งปวง เพราะถ้าจะแจกอีก ก็เปนการไม่รู้จบไป เมื่อท่านผู้ใดประสงค์ จะได้สมประสงค์โดยง่าย หนังสือที่มีอยู่นั้นคือ
| ๏พระราชบัญญัติเคาน์ซิล | ราคา | เล่มละ | กึ่งตำลึง | |||||
| ๏พระราชบัญญัติสำรับเจ้าพนักงานหอรัษฎากรพิพัฒน์ | ราคา | เล่มละ | กึ่งตำลึง | |||||
| ๏พระราชบัญญัติสำรับเจ้าภาษีนายอากร | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏หนังสือสัญญาเชียงใหม่ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏สัญาอังกฤษ ๑ สัญาอะเมริกัน ๑ สัญาเดนมารก ๑ สัญาเยอรมัน ๑ สัญาปรอยซิล ๑ | ราคา | ชาติละ | บาท | |||||
| ถ้าเยบรวมเปนเล่มใหญ่ ๕ ชาติ | ราคา | เล่มละ | ๕ บาท | |||||
| ๏พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาษลูกไทย | ราคา | เล่มละ | สองสลึง ๚ะ | |||||
| พระราชบัญญัติค่านา | ราคา | เล่มละ | สองสลึง | |||||
| ๏พระราชบัญญัติสำรับผู้รักษาเมืองกรมการทั้งปวงซึ่งจะทำสัญญากับคนต่างประเทศ | ราคา | เล่มละ | สลึง ๚ะ | |||||
| ๏พระราชบัญญัติสำรับข้าหลวงซึ่งจะออกไปชำระความหัวเมือง | ราคา | เล่มละ | สลึง | |||||
| ๏มูลบทบรรพกิจ | ราคา | เล่มละ | กึ่งตำลึง | |||||
| ๏วาหนิตินิกร | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏อักษรประโยค | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ | ||||||||
| สามเรื่องรวมเปนเล่มเดียว | ราคา | เล่มละ | กึ่งตาลึง | |||||
| ถ้าสี่เล่มนี้รวมเยบเปนเล่มใหญ่ | ราคา | เล่มละ | หกบาท | |||||
| ๏นิติสารสาธก เล่ม ๑ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏นิติสารสาธก เล่ม ๒ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏กลสัตรี แลปัญจะราชาภิเศก | ราคา | เล่มละ | สี่บาท | |||||
| ๏ราชนิติ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏พงษาวดารเหนือ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏พงษาวดารมอญ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏พงษาวดารเขมร | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
| ๏ปิศาจปกรณำ มีนิทานต่าง ๆ | ราคา | เล่มละ | บาท | |||||
ถ้าท่านผู้ใดมีความประสงค์ เชิญมาที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะ