หนังสือราชกิจจานุเบกษา/เล่ม 1/แผ่นที่ 4

๏หนังสือราชกิจจานุเบกษานี้ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง จะออกเดือนละ ๔ ครั้งตามกำหนดทุกเดือน ราคาตลอดปี ๔๘ ฉบับ สองตำลึง ครึ่งปี ๒๔ ฉบับ ราคาห้าบาท สามเดือน ๑๒ ฉบับ ราคาสามบาท ใบหนึ่งจนถึงสามใบ ๆ ละสลึงเฟื้อง ถ้าต้องไปส่งถึงบ้าน ปีหนึ่งค่าจ้างกึ่งตำลึง ครึ่งปีหกสลึง สามเดือนบาทหนึ่ง ถ้าผู้ใดจะต้องการ ก็ให้มาที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวังเทอญ ๚ะช
๏ณวันเสาร์ เดือนเจด ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีจอฉศก เวลาบ่าย ๕ โมง พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวเสดจพระราชดำเนินมาประทับที่โรงช้างพลายเนียม พระราชทานผ้าไตรยแก่พระสงฆ์ ๒๐ รูปซึ่งมาเจริญพระพุทธมนต์ ครั้นพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว เสดจกลับพระบรมมหาราชวัง รุ่งขึ้นณวันอาทิตย์ เดือนเจด ขึ้นสองค่ำ เวลาเยน ลงสวดมนต์ ครั้นณวันจันทร์ เดือนเจด ขึ้นสามค่ำ ปีจอฉศก เวลาเช้า ๓ โมงเสศ เสดจมาประทับที่โรงช้างพลายเนียม ถึงกำหนดเวลาฤกษ จึ่งทรงรดน้ำพลายเนียมด้วยน้ำมนต์พิธี แล้วพระราชทานป้อนอ้อยแดงสามท่อนที่จาฤกชื่อแลจาฤกมนต์พราหมณตามไสยเวททั้งสามท่อน แลชื่อระวางที่จาฤกในท่อนอ้อยนั้นว่า ๚ะ
๏พระบรมทันตวรลักษณ นาเคนทรศักดิสิงหสุรเดช พงษพิเสศทุติยปทุมทันต์ อัคนิศรสรรแสร้งประสิทธิ อุดมฤทธิเอนกคุณวิบุลย์สวัสดิ เฉลิมสยามรัตนราไช สวรรยาธิปไตยบรมอาศน คชพาหนนารถสุทธวิมล มหันตมงคลเลิศฟ้า ๚ะ
๏พระราชทานชื่อระวางเสรจแล้ว ทรงประเคน พระสงฆ์รับพระราชทานฉันแล้ว พระราชทานเครื่องบริกขารไทยธรรมแก่พระสงฆ์ทั้ง ๑๐ รูป เวลาเช้า ๕ โมงเสศเสดจกลับพระบรมมหาราชวัง ๚ะ
๏มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทให้ประกาศเจ้าพนักงานแลเจ้าภาษีนายอากรให้ทราบทั่วกันว่า ผู้ซึ่งได้รับทำภาษีอากรมาแต่ก่อน ๆ เงินหลวงค้างสะสมอยู่มาก ตั้งร้อยชั่งพันชั่งกว่านั้นขึ้นไปก็มีเปนอันมาก ครั้นให้เจ้าพนักงานเร่งรัดก็ไม่ใคร่จะได้ ขอทุเลาผัดผ่อนส่ง ได้บ้าง ที่ไม่ได้เปนอันมาก บางรายก็ขอทุเลาแก้ตัวใหม่ เอาเงินใหม่ผ่อนใช้เงินเก่า เงินใหม่ก็ค้างทับเข้าทุกปี ๆ ยากที่จะสะสางให้หมดได้ บางรายก็ต้องหักล้มยับเยินไป เงินหลวงก็สูญ ตัวก็ต้องฉิบหาย บุตรภรรยาทรัพย์สมบัติเกบมาเปนหลวงก็ไม่ได้ซีกได้เสี้ยวของเงินที่ค้าง เพราะเจ้าภาษีได้เงินมาแล้วเอาไปทำการค้าขายต่าง ๆ เงินหลวงก็ไม่ส่ง ถ้าเร่งเงินหลวงหนักเข้า การค้าขายก็ร่วงโรยไป เพราะฉนั้นการค้าขายที่กรุงเทพนี้จึ่งไม่เจริญ ที่ในหลวงก็ไม่เปนประโยชน์ ที่ลูกค้าก็ไม่ตั้งอยู่ได้ บ้านเมืองก็ไม่มีความเจริญ จึ่งทรงพระราชดำริห์ให้ตั้งพระราชบัญญัติให้เจ้าพนักงานแลเจ้าภาษีนายอากรจัดธรรมเนียมให้เรียบร้อยขึ้น จะได้เปนความเจริญแก่บ้านเมืองต่อไป ให้เจ้าพนักงานแลเจ้าภาษีประพฤติการตามพระราชบัญญัตินี้จงทุกประการ ๚ะ
๏ข้อ๑ผู้ใดจะทำภาษีอากร ก็ให้ยื่นเรื่องราวประมูลต่อเจ้าพนักงานที่ออฟิตหลวง อย่าให้ไปยื่นที่อื่น ถ้าได้ทำภาษีอากรสิ่งไรเปนเงินหลวงมากน้อยเท่าใด เจ้าพนักงานจะแบ่งเงินนั้นออกเปน ๑๒ งวด ให้เจ้าภาษีส่งเงินล่วงน่าไว้ ๓ งวด แล้วให้คิดตั้งแต่วันเจ้าภาษีได้รับตราตั้งภาษีไปแล้วได้เดือนหนึ่ง ให้เจ้าภาษีส่งเงินอีกงวดหนึ่งตามที่ในพิกัดท้องตราได้แบ่งไว้เสมอจงทุกเดือน ถ้าเจ้าภาษีส่งเงินงวดถึงเดือนที่ ๙ แล้ว เดือนที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ ครบจำนวนปีนั้น อย่าให้เจ้าภาษีต้องส่งเงินอีกเลยในจำนวนปีนั้น เพราะเจ้าภาษีได้ส่งเงินล่วงน่าไว้สามงวดแล้ว ถ้าเปนหัวเมืองใกล กำหนดเดือนครึ่งให้ส่งเสมอจงทุกงวด ๚ะ
๏ข้อ๒ถ้าภาษีนั้นครบปี ขึ้นปีใหม่ ไม่มีผู้ใดยื่นเรื่องราวประมูลเงินภาษีรายนั้น เจ้าภาษีคนเก่าจะรับทำต่อไป ก็ให้เจ้าภาษีส่งเงินล่วงน่าในจำนวนปีใหม่ไว้ต่อเจ้าพนักงานอีกสามงวดตามเดิม แล้วให้เจ้าภาษีส่งเงินงวดเสมอทุกเดือนไป ถ้าถึงกำหนดเดือน เจ้าภาษีไม่ส่งเงินงวดได้ตามพิกัดท้องตรา พ้นกำหนดเดือนงวด ๗ วันแล้ว เจ้าพนักงานบาญชีกลางจะหักเงินที่เจ้าภาษีได้ส่งล่วงน่าไว้ ๓ เดือนนั้นเสียเดือนหนึ่ง ยังคงเงินที่ได้ส่งล่วงน่าไว้อีก ๒ เดือน ถ้าถึงกำหนดงวดเดือน เจ้าภาษีไม่ส่งเงินอีก ค้างเปน ๒ งวด เจ้าพนักงานบาญชีกลางจะหักเงินล่วงน่าที่ยังเหลืออยู่ ๒ เดือนนั้นส่งพระคลังมหาสมบัติอีกเดือนหนึ่ง แล้วเจ้าพนักงานบาญชีกลางจะออกหมายประกาศกำหนดวัดประชุมเปลี่ยนภาษีรายนั้นในวันขึ้นค่ำหนึ่ง เดือนที่ ๓ ถึงจะเปนต้นปีฤๅกลางปี ก็จะต้องนัดวันประชุมว่าเปลี่ยนภาษีรายนั้นจงได้ แลในวันขึ้นค่ำหนึ่ง เดือนที่ ๓ นั้น เจ้าพนักงานจะเกาะตัวเจ้าภาษีไว้กว่าจะว่าภาษีตกลงกันเปลี่ยนเจ้าภาษีใหม่ได้จนตลอดเดือนที่ ๓ ถ้าหมดจำนวนเดือนที่ ๓ แล้ว เจ้าพนักงานก็จะหักเงินงวดของเจ้าภาษีคนเก่าที่ส่งไว้ยังเหลืออีกงวดหนึ่งนั้นส่งพระคลังมหาสมบัติ หมดจำนวนเจ้าภาษีคนเก่า ภาษีนั้นตกเปนของเจ้าภาษีคนใหม่รับทำต่อไป แลเจ้าภาษีคนใหม่ที่จะรับทำภาษีนั้นต่อไปกลางงวดกลางปีนั้น เจ้าพนักงานจะต้องลดเงินหลวงให้กับผู้ที่รับเปนเจ้าภาษีใหม่ภอสมควรกับเดือนที่ได้รับไปทำ แลเงินหลวงในจำนวนปีนั้นยังขาดอยู่อีกมากน้อยเท่าใด จะต้องเร่งเอากับเจ้าภาษีคนเก่าจนเตมตามพระราชกำหนดกฎหมายสำรับการภาษีนี้ ถ้าเจ้าภาษีทำภาษีส่งเงินงวดเดือนเสมอไปจนครบปี ไม่มีผู้ใดว่าประมูลเงิน ก็จะให้เจ้าภาษีผู้นั้นทำต่อไป ถ้าทำภาษีครบปี มีผู้ยื่นเรื่องราวประมูลเงิน ก็จะให้ว่ากล่าวกันตามแต่เงินหลวงจะขึ้นได้มากแลน้อย ถ้าแลมีผู้ประมูลขึ้น เจ้าภาษีคนเก่ายังรักภาษีของตัวอยู่ เหนว่ามีกำไร รับทำได้อีกต่อไป ก็ให้เจ้าภาษีคนเก่าว่าประมูลกับคนใหม่ สู้ประมูลกันตามแต่ใจที่จะรับทำต่อไปได้ ๚ะ
๏ข้อ๓ผู้ที่จะรับทำภาษีอากรจะต้องเสียเงินค่าตราตั้งตามธรรมเนียม เงินค่าตราเจ้าจำนวนรูปนกวายุภักษ ๑ เงินค่าตรานำเมือง ๑ แลเงินค่าเผาค่าฎีกาค่าอื่น ๆ บ้างตามพิกัด ถ้าเจ้าภาษีทำภาษีไป ส่งเงินงวดไม่ได้ตามพิกัดท้องตราแล้ว จะต้องออกจากที่เจ้าภาษีในต้นปีฤๅกลางปี แต่เงินค่าตราตั้งแลค่าอื่น ๆ ที่ได้เสียไว้นั้นต้องเปนภับกับเจ้าภาษี เพราะเจ้าภาษีส่งเงินไม่ได้ตามพิกัดท้องตรา ๚ะ
๏ข้อ๔เจ้าภาษีนายอากรที่ได้รับตราตั้งไปแล้วไปตัดตอนขายให้ลูกช่วงไปเก็บภาษีนั้นให้ เจ้าภาษีใหญ่ซึ่งเปนผู้ตัดตอนขายช่วงไปนั้นคิดเงินที่ลูกช่วงผูกไปเปนเงินมากน้อยเท่าใด ก็ให้กะแบ่งออกเปน ๑๒ ส่วน ให้ลูกช่วงส่งต่อเจ้าภาษีเดือนละส่วนเสมอจงทุกเดือน ห้ามมิให้เจ้าภาษีใหญ่เรียกเงินล่วงน่าต่อลูกช่วงเกินกำหนด ๓ เดือน ถ้าเจ้าภาษีขาดส่งเงินงวดหลวง เจ้าภาษีจะต้องออกจากที่เจ้าภาษีในต้นปีฤๅกลางปี จะต้องคืนเงินที่ได้เรียกล่วงน่าไว้ต่อลูกช่วงของตัวนั้นให้กับเจ้าภาษีคนใหม่ตามกำหนดที่ตัวได้เรียกเปนเงินล่วงน่าเกินไว้ ถ้าเจ้าภาษีได้รับตราตั้งไปกำหนดเดือนหนึ่งแล้ว ให้เจ้าภาษีทำบาญชีชื่อคนแลตำบลบ้านที่รับผูกช่วงไปเกบภาษีนั้นกี่รายยื่นบาญชีต่อเจ้าจำนวนให้รู้ไว้ด้วยฉบับหนึ่ง ๚ะ
๏ข้อ๕ผู้ซึ่งจะมาว่าประมูลเงินภาษีอากรก็ดี ฤๅเจ้าภาษีนายอากรจะร้องขาดภาษีอากรที่ตัวทำอยู่นั้นก็ดี ถ้าจะประมูลเงินภาษีแลจะร้องขอ ก็ให้มาว่าต่อภาษีรายนั้นครบจำนวนขึ้นปีใหม่ ที่จะมาว่าประมูลเงินฤๅร้องขาดภาษีรายนั้นในระหว่างกลางปีนั้นไม่ได้ ต่อครบงวดครบปีภาษีรายนั้นแล้วจึ่งว่าประมูลแลร้องขาดได้ ถ้าเจ้าภาษีรายนั้นส่งเงินไม่ได้ตามพิกัดท้องตรา เจ้าพนักงานออกหมายประกาศให้มาประชุมว่าภาษีรายนั้น ถ้าเจ้าพนักงานออกหมายประกาศแล้ว ถึงภาษีรายใดจะเปนต้นปีฤๅปลายปี ก็เปลี่ยนเจ้าภาษีใหม่ได้ ๚ะ
๏ข้อ๖ภาษีอากรสิ่งใดที่เจ้าภาษีเกบได้เปนคราวเปนระดูที่ไม่เหมือนกับภาษีที่เกบได้เสมอทุกเดือนนั้น ก็ต้องแบ่งเงินที่เจ้าภาษีรับผูกขาดไปออกเปน ๑๒ งวดเหมือนกัน ที่เจ้าภาษีจะร้องว่าในเดือนนี้ยังเกบภาษีไม่ได้ไม่มีเงินจะส่งนั้นไม่ได้ เพราะภาษีสิ่งนั้นเจ้าภาษีเหนว่ามีกำไร จึ่งรับผูกขาดไปปีหนึ่งเปนเงินเท่านั้น ในเดือนที่ยังเกบภาษีไม่ได้นั้น เจ้าภาษีจะต้องส่งเงินของเจ้าภาษีทุกงวดเดือนให้ครบจำนวนปีหนึ่ง ๑๒ เดือน ถ้าปีใดเปนอธิกมาศ ก็ให้บวกเงินขึ้นในจำนวนปีนั้นอีกงวดหนึ่งเปน ๑๓ งวด ถ้าเจ้าภาษีจะร้องว่าเหลือสะติกำลัง เพราะยังไม่ถึงเดือนที่จะเกบภาษีได้ จะต้องส่งเงินงวดทุกเดือนนั้นไม่มีเงินจะส่ง ถ้าเจ้าภาษีคนใดจะร้องดังนี้แล้ว ก็อย่าให้ผู้นั้นคิดทำภาษีอากรเลย เพราะตนเปนคนขัดสน ที่จะมาผูกภาษีคิดกันเงินหลวงไปใช้นั้นไม่ควร ๚ะ
๏ข้อ๗การซึ่งเจ้าภาษีนายอากรจะรับทำภาษีอากรต่อไปนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ห้ามมิให้เจ้าภาษีนายอากรเสียเงินปีแลเสียสินบลแก่เจ้าจำนวนแลเจ้าพนักงานเหมือนอย่างแต่ก่อน การที่เจ้าภาษีจะได้ทำภาษีนั้น เพราะเงินประมูลสูงกว่าผู้อื่นประการหนึ่ง แลได้ทำภาษีแล้วส่งเงินงวดเสมอทุกเดือนไม่ขาดประการหนึ่ง เปนการแน่ที่จะได้ทำภาษีต่อไปไม่มีผู้แย่งชิงได้ อย่าให้เจ้าภาษีนายอากรเที่ยวเดินเสียสินบลแลเสียเงินปีแลสิ่งฃองต่าง ๆ เหมือนอย่างเช่นที่ได้เปนมาแต่ก่อน ๆ นั้น ตั้งแต่นี้ต่อไปถึงจะเที่ยวเดินเสียสินบลแลสิ่งฃองเปนกำนันกับท่านผู้หนึ่งผู้ใดมากน้อยสักเท่าใด ๆ ก็ไม่เปนคุณแก่ตัวได้ ถ้าเจ้าภาษีนายอากรผู้หนึ่งผู้ใดขืนกระทำดังนี้ต่อไป ถ้าสืบรู้ได้ความเปนแน่ว่าเจ้าภาษีคนนั้นได้เสียสินบลให้แก่เจ้าพนักงานคนนั้น ถึงเจ้าภาษีผู้นั้นจะมาว่าประมูลภาษีขึ้นเงินให้สูงกว่าคนทั้งปวงสักเท่าใด ๆ ก็ไม่ตั้งให้เปนเจ้าภาษีเปนอันขาด ๚ะ
๏ข้อ๘ถ้าเจ้าภาษีมีกิจธุระกานงานแลถ้อยความที่เปนการเกี่ยวข้องในการภาษีของตัวที่ทำอยู่นั้น ถ้าเจ้าจำนวนภาษีรายนั้นไม่ช่วยธุระให้แฃงแรงเตมกำลัง แลพูดจาเบี่ยงบ่ายถ่ายเทให้มีผลประโยชน์ก่อนจึ่งจะช่วยธุระในการอันนั้นก็ดี ฤๅจะทำอุบายเบียดเบียนสิ่งหนึ่งสิ่งใดในพวกเจ้าภาษีก็ดี ก็ให้เจ้าภาษีทำเรื่องราวมาถวายต่อสมเดจเจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์ ในออฟิด สมเดจเจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ จะได้ทรงตัดสินทำโทษให้ตามกฎหมายสำหรับออฟิด มิให้เจ้าจำนวนกระทำคุมเหงกดขี่ต่อเจ้าภาษีนายอากรได้ แลผู้ซึ่งจะรับทำภาษีอากรต่อไปนั้นให้ประพฤติตามหมายประกาศแลกฎหมายสำรับการภาษีในออฟิดเจ้าพนักงานบาญชีกลางจงทุกประการ ประกาศมาณวันพุทธ แรมแปดค่ำ เดือนเจด ปีรกาเบญจศก ศักราช ๑๒๓๕ ๚ะ
๏เมื่อณวันพุฒ เดือนเจด ขึ้นห้าค่ำ ปีจอฉศก พระมหามนตรีศรีองค์รักษ ท.ช. พระยาอภัยสงคราม หลวงรัตนายัตน์ ข้าหลวง พร้อมกับพระสยามพลภักดี ปลัดผู้ว่าราชการเมือง หลวงสากลพิทักษ ยกบัตร หลวงมนตรีนุชิต ผู้ช่วยราชการ บอกเข้ามาว่า ข้าหลวงกรมการได้บอกเฃ้ามาครั้งก่อนว่าพระยาอภัยสงคราม ฃุนราชพิทักษ หัวหมื่นกรมการตำรวจ ฃึ้นไปตามจับอ้ายสุน อ้ายรุ่ง อ้ายเอี่ยม อ้ายซับ แฃวงเมืองสุพรรณบูรี แจ้งอยู่ในบอกครั้งก่อนนั้นแล้ว ครั้นณวันอังคาร เดือนหก แรมสิบสองค่ำ พระยาอภัยสงคราม ฃุนราชพิทักษ มาถึงเมืองนครไชยศรี แจ้งความว่า อ้ายรุ่ง อ้ายสุ่น อ้ายซับ อ้ายเอี่ยม ขึ้นไปสำนักอยู่ที่บ้านนายเสือ นายกอง ชื่อบ้านกฤษณา แฃวงเมืองสุพรรณบูรี จับได้อ้ายรุ่ง อ้ายสุ่น ผู้ร้าย แต่นายเสือ เจ้าสำนัก กับอ้ายเอี่ยม อ้ายซับ นั้นอพยบไป ยังหาได้ตัวไม่ ได้แต่บุตรอ้ายเอี่ยมกับทาษนายเสือ ข้าหลวง กรมการ ถามอ้ายรุ่ง อ้ายสุ่น ให้การรับเปนสัตยสมคำอ้ายปิ่นต้นซัดว่า ณวันอาทิตย เดือนห้า แรมสี่ค่ำ ปีจอฉศก เวลาประมาณสองยามเสศ อ้ายปิ่น อ้ายรุ่ง อ้ายสุ่น อ้ายเชียง อ้ายกล่อม อ้ายทองแดง อ้ายสุด อ้ายแป้น อ้ายซับ อ้ายคง อ้ายซัง พร้อมกันเข้าปล้นเรือจีนเทงชุน ได้เงินตราชั่งหกตำลึง กับสิ่งฃองเสื้อผ้าหลายสิ่ง ข้าหลวงได้ให้ทหาร กรมการ กำนัน เที่ยวตามจับอ้ายผู้ร้ายที่ยังไม่ได้ตัวนั้น จับได้อ้ายคล้าย บิดาอ้ายซัง อำแดงบุน มารดาอ้ายทองแดง นายคล้าย อำแดงบุน ให้การว่า อ้ายซังเปนทาษเจ้าจอมมารดาเกดในพระบรมมหาราชวัง อ้ายทองแดงเปนทาษหลวงศรีสังขกร อ้ายทองแดง อ้ายซัง หนีเฃ้ามาอยู่กับนายเงินณกรุงเทพฯ อ้ายแป้น อ้ายสุด นั้นยังหาได้ตัวไม่ รายหนึ่งอ้ายผู้ร้ายปล้นนายพึ่ง อำแดงทา บ้านแหลมหนองบัว นายพึ่งรู้จักชื่อจำน่าได้ว่าอ้ายนุ้ย ข้าหลวงได้ตัวอ้ายนุ้ยมาถามให้การไม่รับ อ้ายนุ้ยหนีจีนเต่า นายเงิน เข้ามาอยู่ณกรุงเทพฯ แต่ณวันเดือนเก้า ปีรกาเบญจศก ข้าหลวง กรมการ ให้ไล่ราษฎรชาวบ้านมาสาบาลสืบเปนพยานรางวัด บอกความว่า ได้เหนอ้ายนุ้ยมาเที่ยวอยู่แขวงเมืองนครไชยศรีในเดือนห้า เดือนหก ปีจอฉศกนี้ ข้าหลวง กรมการ เหนว่า อ้ายนุ้ยให้การพิรุธ จึ่งเอาตัวอ้ายนุ้ยเข้าผูกท้าวผูกเอวเฆี่ยนถาม อ้ายนุ้ยให้การรับเปนสัตยซัดถึงอ้ายเบี้ยว อ้ายกลั่น อ้ายเขียว บ้านศรีมหาโพธิ อ้ายจัน ทาษนายพึ่ง เจ้าของทรัพย อ้ายสิงโต อ้ายจีนเอี่ยม บ้านบางระกำ อ้ายจีนตาน บ้านบางไก่ซ้อน อ้ายอิด ลาวบ้านสาปทวน อ้ายสี อ้ายตา กับพักพวกอีก ๑๐ คน ว่า ภากันปล้นบ้านเรือนนายพึ่ง เกบเอาทรัพยสิ่งของกับกระบือ ๑๐ ตัวของนายพึ่งไป แต่กระบือนั้นอ้ายสิงโต อ้ายเขียว กับพักพวก ลักต่อไปจากแขวงเมืองนครไชศรี แจ้งอยู่ในคำให้การอ้ายนุ้ยนั้นแล้ว ข้าหลวง กรมการ ได้เอาตัวอ้ายจัน อ้ายตา มาถามให้การรับเปนสัตยสมคำอ้ายนุ้ยต้นซัด แต่พักพวกอ้ายผู้ร้ายเหล่านี้ยังหาได้ตัวไม่ ได้แต่เจ้าสำนักบ้าง ตัวจำนำบ้าง ๚ รายหนึ่งผู้ร้ายปล้นเรือนนายสุด อำแดงเอี่ยม ผู้ร้ายฆ่าอำแดงเอี่ยมตาย นายสุด เจ้าของทรัพย์ รู้จักตัวจำหน้าได้ว่าอ้ายหุ่น ทาษอำแดงพุ่ม เปนคนถือคบเพลิงขึ้นบนเรือนนายสุด อ้ายผู้ร้ายแทงฟันพวกนายสุดเจบป่วยหลายคน แต่อีมา ทาษนายสุด อยู่ในเรือนด้วย อ้ายผู้ร้ายหาได้ฟันแทงอีมาไม่ นายสุดมีความสงไสย ข้าหลวงถามอีมาให้การว่า เดิมอ้ายฃำ บ้านบางแพ แฃวงเมืองราชบูรี มาสำนักอยู่ที่บ้านายคำ บุตรอำแดงนิน อ้ายฃำมาพูดจาแพละโลมรักใคร่กับอีมาหลายครั้ง อ้ายฃำถามอีมาว่า นายสุด อำแดงเอี่ยม มีทรัพย์อยู่มากน้อยเท่าใด ให้อีมาบอกอ้ายฃำ ๆ จะชวนพวกเพื่อนมาปล้น ถ้าได้เงินได้ทองแล้วจะมาช่วยอีมาเปนภรรยา อีมาบอกอ้ายฃำว่า นายสุด อำแดงเอี่ยม เอาเงินใส่กระบอกผูกไว้กับเสาดั้ง แต่จะมากน้อยเท่าใดอีมาหาทราบไม่ ครั้นณวันพฤหัศบดี เดือนห้า ขึ้นเก้าค่ำ เวลาสองยามเสศ อีมานอนอยู่ในเรือนนายสุด อำแดงเอี่ยม อีมาเหนอ้ายหุ่นถือคบเพลิงกับมีดเหนบเล่มหนึ่ง อ้ายโต อ้ายเพช อ้ายจีนอุ่น ถือดาบ อ้ายนุดถือกฤช แต่อ้ายโตเปนตนฟันอำแดงเอี่ยม นายเงินอีมา ตาย แจ้งอยู่ในคำให้การอีมานั้นแล้ว ข้าหลวง กรมการ ถามอ้ายหุ่นให้การรับเปนสัตยสมคำอีมา แต่นายคำ บุตรอำแดงนิน เจ้าสำนักอ้ายฃำ อพยบหนีไป ยังหาได้ตัวไม่ แลผู้ร้ายปล้นเรือนนายเปีย ปากคลองเจดียบูชา อำแดงจัน บ้านอ้อมใหญ่ จีนเสียงหัว บ้านธรรมสาลานั้น พระมหามนตรีศรีองค์รักษให้หลวงมนตรีนุชิต ผู้ช่วยราชกานร กับขุนหมื่นกำนัน ออกไปคอยก้าวสกัดจับอ้ายผู้ร้ายแต่ณวันเสาร เดือนหก แรมเก้าค่ำ ครั้นณวันศุกร เดือนหก แรมสิบห้าค่ำ ปีจอฉศก หลวงมนตรีนุชิตกลับมาแจ้งความว่า หาได้ตัวอ้ายผู้ร้ายไม่ แลอ้ายผู้ร้ายปล้นนายพึ่งนั้น อ้ายตานำได้ฃองกลาง ผ้าลายย่ำมหวาดผืน ๑ ผ้าลายสีน้ำเงินผืน ๑ ผ้าสีชมภูผืน ๑ ๚ะ
๏รายตีเรือจีนเทชุน อ้ายเชียงนำได้ของกลาง เสื้อผ้าดำเสื้อ ๑ ของกลางสองร้ายนี้ ข้าหลวงได้ให้โจทยดูแล้ว ได้สอบคำตราสินที่ทำไว้ต่อกรมการทั้งสองราย ก็ถูกต้องกัน ซึ่งฃุนพรหมสงครามที่ข้าหลวงให้ถือหนังสือออกไปเอาตัวอ้ายผู้ร้ายณเมืองราชบูรี ยังหาได้กลับมาไม่ ถ้าข้าหลวง กรมการ สืบจับได้อ้ายผู้ร้าย แลพิจารณาได้ความประการใด ข้าหลวง กรมการ จะบอกเข้ามาต่อครั้งหลัง บอกลงวันจันทร เดือนเจด ขึ้นสามค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ๚ะ
๏ฉบับหนึ่ง พระยามหาอัคนิกร พระยาสมุทบุรานุรักษ ม.ม., ภ.ช. พะอมรมหาเดช บอกมาว่า ณวันเสาร์ เดือนเจด ขึ้นห้าค่ำ ปีจอฉศก เรือกำปั่นปริก ๑ เรือกำปั่นสกุนเนอ ๑ สองลำ เข้ามาถึงเมืองสมุทปราการ ลำหนึ่งกำปั่นปริกชื่อวิเซียน หมื่นศรีสาคร นายเรือ แจ้งว่า พระยาสงขลาแต่งให้คุมเงินปี้จีนกับบาญชีสำมโนครัวจีนเข้ามาส่งยังท่านเจ้าพนักงานณกรุงเทพฯ มีกุ้งแห้ง ๒๐๐ หาบ หวายตะค้า ๒๐๐ มัด กระสอบ ๖๐๐๐ กระสอบ กับฃองเลกน้อย คนมาในลำเรือ กับตัน ต้นหน จีนนายเรือ จีนลูกเรือ ๓๓ คน ปืน ๔ บอก ดินดำ ๕ ถัง มาจากเมืองสงขลา ๘ วันถึงเมืองสมุทปราการ ลำหนึ่งกำปั่นสกุนเนอชื่อกิมใจเสง กับตันชื่อดอนเชบเชียน แจ้งว่า จีนอากรติดแต่งไปค้าเมืองสิงคโปร์กลับเข้ามา มีฟืน ๒๔๐๐๐ ดุ้น คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน ต้นหน กลาสี จีนนายเรือ จีนลูกเรือ ๒๐ คน ปืน ๖ บอก ดินดำไม่มี มาจากเมืองสิงคโปร์ ๑๘ วันถึงสมุทปราการ ครั้นณวันพฤหัศบดี เดือนเจด ขึ้นหกค่ำ ปีจอฉศก เรือกลไฟชื่อเบงกอก กับตันเบลบิลอังกฤษ แจ้งว่า ใช้ธงช้างมาแต่เมืองสิงคโปร์ ขึ้นห้างเดลาฟอเซียนในกรุงเทพฯ มียาฝิ่นสองหีบ กับสินค้าต่างกัน ๒๖๑๐ หีบ คนซึ่งมาในลำเรือ กับตัน ต้นหน อินยาเนิย กลาสี ๔๕ คน แขกจีนโดยสาน ๑๒ คน รวม ๕๗ คน ปืนดินดำไม่มี มาจากเมืองสิงคโปร์ ๕ วันถึงเมืองสมุทปราการ บอกลงวันพฤหัศบดี เดือนเจด ขึ้นเจดค่ำ ปีจอฉศก ๚ะ
๏ได้รับหนังสือมาแต่เมืองยุโรปเปนสองคราว เรือกลไฟเมอังกฤษคราวหนึ่ง เรือกลไฟเมฝรั่งเสศคราวหนึ่ง ออกจากเมืองยุโรปณวัน ๑๗ เดือนเอปรีลคราวหนึ่ง ณวัน ๒๖ เดือนเอปรีลคราวหนึ่ง แลมีคำบอกไฟฟ้าเตเลแครฟจนถึงณวัน ๒๑ เดือนเมที่เมืองสเปน มารสาลเสรราโน หัวน่าแลแม่ทับทหารริปับลิกไปรบที่ดอนกาลอส ด้วยดอนกาลอสได้ตั้งทับล้อมเมืองบิลบอ แปลว่าดูงาม ดอนกาลอสได้ล้อมเมืองนั้นเปนหลายอาทิตย์มาแล้ว คนที่อยู่ในเมืองนั้นอดอาหาร แลเมืองนั้นมีภูเฃารอบเมือง ดอนกาลอสตั้งทับบนภูเฃาที่สำคัญ มีป้อมตั้งปืนทุก ๆ แห่ง เฃาสกัดทางได้ง่าย แลคนที่จะมาอาสาเสียเปรียบมาก แต่มารสาลเสรราโนเฃาภาทหารของเฃาตรงเฃ้าไปในทับดอนกาลอส ๆ สู้ไม่ได้ ก็พ่ายแพ้หนีไป แต่มารสาลเสรราโนยังติดตามอยู่ ที่เมืองเยอรมนี เจ้าปิสมาร์ก์ซึ่งประชวนหลายอาทิตย์มานั้น เดี๋ยวนี้ค่อยคลายขึ้นแล้ว แลเรื่องทหารซึ่งแจ้งอยู่ในหนังสืออาทิตย์ก่อน เดี๋ยวนี้ฅอเวอรนเมนต์กับปารลิยเมนต์ยอมตกลงกันแล้ว ปารลิยเมนต์ว่า ซึ่งคอเวอรนเมนต์คิดว่าแม้นไม่มีการรบ ให้มีทหารฝึกหัดอยู่เสมอ ๔๐๑๐๐๐ คน ปารลิยเมนต์จะยอมได้แต่เพียง ๗ ปี ฃออย่าให้เปนธรรมเนียมแผ่นดินสืบไป ฃุนนางในปารลิยเมนต์ที่เหนด้วย ๒๑๔ คน ที่ไม่เหนด้วย ๑๒๓ คน สิ้นปฤกษากันในเรื่องทหารแลเงินเลี้ยงทหาร ปารลิยเมนต์เยอรมนีจะจับปฤกษาเรื่องสาศนา ไม่ให้พวกบาดหลวงทำเหลือเกินในการแผ่นดิน ในเมืองอเมริกันที่น้ำท่วมนั้นเฃาว่า ต้นฝ้ายเสียประมาณ ๗๐๐๐๐๐ ไร่ เข้าสาลี ๓๐๐๐๐๐ ไร่ อ้อย ๑๕๐๐๐๐๐ ไร่ ที่เมืองฝรังเสศไม่สู้มีฃ่าวสำคัญ เมืองอยู่สบายเรียบร้อยดี ในหนังสือพิมพ์เฃาว่า ต้นเรื่องที่ปฤกษาลงพิมพ์คือจะมีริปับลิกดีฤๅ ๆ จะมีเจ้าผู้ครองดี ถ้าจะมีเจ้า ควรจะเชิญท่านผู้ใดมาครองราชสมบัติ แต่คอเวอรนเมนต์เดี๋ยวนี้เฃาคิดตั้งท่านผู้มีชื่อเสียงหลายคนปฤกษาในการแผ่นดิน ให้เปนผู้ยุดหน่วงไม่ให้เสียธรรมเนียมแผ่นดินได้ แลในเมืองฝรังเสศคราวนี้มีผู้มีอำนาจ ๓ จำพวก คือมารชาลมักมาหนผู้หัวน่ากับทหารบกเปนอำนาจหนึ่ง อาศแสมป์ลีซึ่งราษฎรได้เลือกแฃวงละคนมานั่งประชุมปฤกษาแทนราษฎรจำพวกหนึ่ง ราษฎรจำพวกหนึ่ง เปน ๓ จำพวก แลผู้ที่คิดตั้งเกาน์ซิลคิดจะให้ ๓ จำพวกนี้เลือกเอาคนซึ่งจะเปนเกาน์ซิล จะให้หัวน่านั้นเลือกเอาบ้าง ให้แอศแสมเลือกเอาบ้าง ราษฎรเลือกเอาบ้าง แลจะให้เกาน์ซิลนั้นมีอำนาจสำคัญอย่างหนึ่ง คือถ้าเฃาเหนว่าปลีพวกนั้นซึ่งราษฎรได้เลือกมาจะประมาทคิดการคาดใจราษฎร ให้เกาน์ซิลพร้อมกับท่านหัวน่าไล่พวกนั้นแล้วให้ราษฎรเลือกเอาใหม่ แต่การนี้จะสำเรจฤๅไม่ ข้าพเจ้าว่าไม่ได้ ด้วยมีคำเตเลแครฟว่ามินิศเตอร์เสนาบดีฝรังเสศผู้คิดการนี้ได้ลาออกจากราชการแล้ว ที่เมืองควาติมาลา ว่าเปนเมืองเลกน้อยทวีบอเมริกัน แต่ไม่ได้ขึ้นกับเมืองอยู่ในติศเสตต์สที่ไทยเคยเรียกว่าอเมริกัน เจ้าเมืองแห่งหนึ่งจับตัวไวซ์กงซุลอังกฤษเฆี่ยน ๒๐๐ ที แต่เมื่อคอเวอรนเมนต์ที่กรุงควาติมาลารู้แล้ว เฃาจึ่งทำขวันให้กับผู้ที่ถูกเฆี่ยนเปนเงิน ๓๐๐๐ ชั่ง เปนสิ้นความ แล้วให้เอาผู้เฆี่ยนนั้นเฆี่ยนแล้วก็ยิงเสียด้วย พระเจ้ากรุงรุศเสียได้ไปเยี่ยมกวินวิกตอเรียผู้ครองราชสมบัติอังกฤษ มีการโยธามากสมควรกับเจ้าที่เปนมหญ่ แต่การนี้ข้าพเจ้าได้รู้แต่ทางไฟฟ้าเตเลแครฟ ถ้าได้หนังสือพิมพ์แล้ว คงจะแจ้งคราวหลัง ที่ในปารลิยเมนต์อังกฤษ มินิสเตอรเสนาบดีผู้ว่าพระคลังแผ่นดินได้ยื่นบาญชีเอสติเมตให้ปารลิยเมนต์ปฤกษา เอสติเมตนั้นคือบาญชีกะไว้ภอประมาณในปีน่า มีความว่าในปีน่าคงจะใช้เงินแผ่นดินเท่านั้น คงจะเกบเงินแผ่นดินเท่านั้น เงินที่ใช้นั้นคือในการโยธาเท่านั้น ในกรมท่าเท่านั้น กรมฝ่ายเหนือเท่านั้น กรมทหารเท่านั้น ทุก ๆ อย่างแบ่งตามกรม แลส่วนเงินที่เกบนั้นคือค่านาค่าที่ควรจะเกบเท่านั้น ค่าลดหลวงเท่านั้น ค่าสินค้าเฃ้าเงินเท่านั้น ทุก ๆ อย่างเปนลำดับไป ถ้าว่าเงินซึ่งควรจะใช้มากกว่าเงินที่ควรจะเกบ ต้องขึ้นภาษีเงินหลวงกว่าจะได้เงินภอใช้ ถ้าเงินที่จะต้องใช้น้อยกว่าเงินที่จะเกบ ต้องลดภาษีเงินหลวงให้เสมอกัน ไม่ให้ฃาดไม่ให้เหลือ แลปีนี้เงินบริบูรณอยู่ ถ้าจะเกบตามธรรมเนียม เงินที่เกบคงเกินเงินที่ใช้สัก ๕๐๐๐๐๐ ชั่ง ปารลิยเมนต์จึ่งลดภาษี คือภาษีน้ำตาลมาแต่นอก เลิกไม่ให้เรียกภาษีเลย ค่าลดหลวงซึ่งผู้มีเงินต้องเสียทุก ๆ ปีตามเงินปีมากเงินปีน้อย แต่ก่อนเรียก ๖๐ บาทชักบาทหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ๖๐ บาทชักแต่ ๓ สลึง ท่านเสอรคารเนดวุลเลลิย แม่ทับซึ่งได้ไปรบที่เมืองอาซันตี สมเดจพระนางเจ้ากวินพร้อมกับปารลิยเมนต์ได้โปรดให้บำเนจ ๒๕๐๐ ชั่ง อสแสตนเล ฃุนนางอังกฤษมีตระกูลสุง แต่ก่อนได้เข้ามาเมืองไททีหนึ่ง มาอยู่บ้านมิสเตอรอาลบาสเตอร ทีหลังเมื่อบิดาสิ้นชีพแล้วท่านได้สืบตระกูล ได้เปนเปียแทนบิดา แลใจท่านปรานีแก่คนในเมืองอาเสีย ถ้าท่านาสงไสยว่าฃุนนางอังกฤษก็ดี วิลันดาก็ดี ผู้หนึ่งผู้ใดคุมเหงแฃก จะเปนแฃกเทศก็ดี แฃกมาลายูก็ดี ท่านยกเนื่องนั้นมาพูดติเตียนในปารลิยเมนต์ทุกที ในคราวนี้ท่านได้ยกเรื่องว่าเสอรอานดรุกลาก เจ้าเมืองสิงคโปร์ ได้ไปคุมเหงแฃกมาลายูที่เมืองปหัง แลแพรัด แลลรุต แต่มินิสเตอร์เสนาบดีผู้ว่ากรมคอลอนีท่านตอบว่าหาได้คุมเหงไม่ ได้เปนธุระอาสาให้เมืองเรียบร้อย เสร์อาดุร์หาผิดมิได้ แลในหนังสือพิมพ์อังกฤษเฃายกเรื่องลิวินสตอนมากกว่าเรื่องอื่น หมอคนนี้เปนคนวิเสศแท้ หาคู่เปรียบมิได้ ไม่ได้หาความสบายฃองตัว แต่เที่ยวไปเที่ยวมาในเมืองแอฟริกา เปนเมืองป่าที่อยู่ของแฃกผมหยิก เมื่อเฃายังไม่ไป เปนที่ว่างอยู่ในแผนที่ เพราะไม่มีใครรู้ว่ามีแม่น้ำภูเขาบ้านเมืองอย่างไรบ้าง เพราะเฃา จึ่งได้รู้ นักปราชจึ่งชมมาก แต่ส่วน (อ่านไม่ออก) นั้นเอง ท่านรู้ว่ามีผู้ร้ายหลายคนไปปล้นเมืองฝ่ายเหนือนั้นบ่อย ภาเอาคนทั้งชายทั้งหญิงมาขายเปนทาษเฃาที่เมืองอื่น ท่านเหนว่าเพราะเมืองซึ่งเปนสิวิไลยยังไม่รู้ที่รู้ทางในเมืองฝ่ายเหนือนั้น แลไม่มีใครเปนธุระ จึ่งไม่ได้ห้ามความคุมเหงนั้น เฃาจึ่งไปอยู่เอง ลางที (อ่านไม่ออก) ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ไม่ได้ภบกับฝรังผู้หนึ่งผู้ใด อังกฤษเหนเปนคนวิเสศ แล้วได้เอาใจใส่ในการซึ่งทำผิด ได้อุสาห์ห้ามความนั้น แต่ตัวท่านเองยังเที่ยวทำแผนที่สืบเสาะดูแม่น้ำไหลซึ่งเปนแม่น้ำใหญ่ในเมืองแอฟริกา ต้นน้ำจะเกิดที่ใหน ฃ้อนี้เปนที่นักปราชได้สืบเสาะตั้งแต่ ๒๐๐๐ ปีมาก็ยังไม่รู้ตลอด ท่านลิวินสตอนทำแผนที่อยู่แห่งหนึ่ง ต้องบุกป่าบุกน้ำทนลำบากมาก แล้วป่วยเปนบิดตาย เมื่อเกือบจะตายอยู่แล้ว ท่านว่าฃ้าจะไปบ้านเหมือนดังว่าฃ้าจะสู่สวรรค์ พูดเท่านั้นแล้วก็ตาย แต่แฃกลูกจ้างเอาสพห่อไว้เหมือนเปนห่อผ้า ด้วยกลัวว่าถ้าคนเมืองนั้นรู้ว่าเปนผี เฃาจะไม่ยอมให้เอามา แล้วได้เอาสพนั้นมาถึงชายทเล เอาไว้บนเรือกลไฟ ส่งมาถึงเมืองอังกฤษ แล้วได้เอาไปฝังในที่เวสมินสเตอรเอบบิซึ่งเปนวัดหลวงที่ฝังคนวิเสศ
ในคราวก่อนเมืองมาเกาเปนที่อาใศรยฃองพวกค้าฃายตั้งห้างมากกว่าที่อื่นแต่บันดาที่เปนประเทศอาเสียฝ่ายตวันออก เปนเมืองลูกค้าใหญ่ แลเปนที่ต้นที่กลางในการศิวิไลเซต ๚ะ
แต่ในคราวนี้เมืองมาเกาไม่มีที่จะอวดแล้ว เว้นแต่จะอวดว่าเราเปนหัวใจในการส่งจีนออกไปต่างประเทศ ในการเล่นเบี้ย ในการจับฉลากโกงกันทุก ๆ อย่าง เราอวดได้แต่เท่านี้ ตั้งแต่คราวเสนอกิมาเรนสเปนคอเวอรนเนอ คือผู้สำเรจราชการเมือง ๆ ซึ่งเปนต่อ ๆ กันมาจนทุกวันนี้ เขาเหนว่าถ้าเงินหลวงมากขึ้น ผู้สำเรจราชการเมืองจะได้มัชื่อเสียง แลจะได้เลื่อนยศบันดาศักดิ์อีก จึ่งได้ตั้งภาษีบ่อนเบี้ย ถ้าเจ้าภาษีอากรผู้ใดเพิ่มเงินขึ้นมา ผู้สำเรจราชการเมืองก็ยอมให้เจ้าภาษีอากรผู้นั้นรับทำต่อไป แลได้ยอมให้เจ้าภาษีตั้งโรงบ่อนทุกทิศทุกมุม เพื่อจะได้ชักชวนผู้ที่เดินไปเดินมาให้หลงติดการที่เปนบาบอย่างอุกฤษ เพราะเหตุดังนี้คนชาวโปรตุเกศจึ่งได้เสียชื่อตลอดในโลกย์ แลเมืองมาเกาซึ่งแต่ก่อนบริบูรณ บัดนี้กลับจนแล้ว ในคราวก่อนเมื่อยังไม่มีภาษี มีแต่บ่อนเบี้ยลับ ๆ ก็มีบ้าง เปนที่โจรแลสลัดเคยประชุมกันเล่น แต่พวกชาวุยโรปเฃาไม่ได้ไปคบด้วย เว้นไว้แต่ชาวยุโรปสามคนเท่านั้น แลชาวยุโรปสามคนนั้นเฃาเคยไปเล่นที่บ่อนเนือง ๆ มีผู้คิดเรียกชื่อคนทั้งสามนั้นชื่อยอ ชาวเมืองทั้งปวงก็ได้เรียกชื่อนั้นเพื่อจะให้มีความลอาย ตั้งแต่ปีคฤษตศักราช ๑๘๕๗ เกิดธรรมเนียมใหม่ แม้นถึงเวลากลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี คนผู้ดีแลคนเลวเข้าชุมนุมกันที่บ่อนเบี้ย ถือว่าเปนที่สนุกทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งขุนศาลทั้งหมอนายช่างนายทหารบกนายทหารเรือ ทั้งเต้าแก๋กุลี พวกกงสุลนายรองเลี้ยงกุลี แลคนมาแต่เมืองฮ่องกงบ้าง พร้อมกับหญิงแพศยาโจรสลัดนั่งปนกัน เล่นเบี้ยโตะเดียวกัน แลมีผู้แจ้งความว่าตั้งแต่ปีคฤษตศักราช ๑๘๕๗ ผู้ที่เล่นเบี้ยได้เสียเงินหมดด้วยกัน ๕๐๐๐๐๐๐ เหรียน แต่ ๒๐๐๐๐๐๐ เปนส่วนในหลวง ๓๐๐๐๐๐๐ เปนส่วนเจ้าภาษี กำไรซึ่งพวกจีนแลพวกโปรตุเกศได้ มีนายการล่งจีนลงกำปั่นใน ๒๐ ปีนี้เขามาเสียเงินหมดในการเล่นเบี้ย พวกจีนพวกโปรตุเกศก็ดี กำไรที่เหลืออยู่นั้นไม่มี บ้านเมืองที่ไหนจะเจริญได้ ถึงจะมีช่างทุกอย่าง แลพวกค้าฃาย แลจะมีคนซื่อสัตยกิริยาดี ถ้าแลจะยอมให้ตั้งบ่อนเบี้ยชักชวนผู้มีเงิน แม้นมีแต่ ๔ เบี้ย ๕ เบี้ย ให้มาเล่นจดหมด การช่าง แลการค้าฃาย แลความซื่อสัตยสุจริต แลกิริยาดีเรียบร้อย ก็พลอยหมดสิ้นไปด้วย ลางทีเปนแต่เสมียรแลลูกจ้างมารับเงินฃองนายไปซื้อของที่ตลาด ยังชักชวนให้เล่นด้วย ในคราวก่อนยังไม่ถึงปีคฤษตศักราช ๑๘๕๗ ตึกอย่างฝรังที่เมืองมาเกาเปนฃองโปรตุเกศทั้งสิ้นทุกตึก ถ้าคนชาติอื่นอยากจะอยู่ในตึก ต้องเช่าตึกฃองโปรตุเกศ ๆ ก็ได้มีเงินเลี้ยงชีวิตแลลูกเมีย เพราะเงินเกิดในค่าเช่าตึกแลค่าเช่าที่ซึ่งพวกจีนมาฃอเช่าปลูกโรงปลูกบ้าน แต่ในคราวหลังชาวเมืองชื่อคีมาแรนส พร้อมกับท่านริเบโรการวาโฬเปนขุนศาล ได้ยอมให้จีนซื้อตึกอย่างฝรัง ฃอแต่ให้ยอมเสียค่าเช่าที่ให้แก่คอเวอรนเมนต์ แล้วจีนต่อราคาขึ้นกว่าได้ซื้อสักครึ่งเมือง แต่ค่าตึกนั้นจะได้อยู่กับผู้ฃายหามิได้ แต่ได้ตกสิ้นสูญเสียในบ่อนเบี้ย คนทั้งปวงแต่ก่อนซึ่งเปนคนมั่งมีบริบูรณ คือมีตึกแลมีค่าเช่าตึกเลี้ยงบุตรภรรยา เดี๋ยวนี้ไม่มีสิ่งไรที่จะเลี้ยงชีวิตร ผู้ว่าราชการเมืองคอเวอรนเนอสานยะนุอริโวมีสติปัญญา แลท่านไม่ได้ว่าการแต่เมืองนี้เมืองเดียว ท่านได้ว่าการหลายแห่งหลายตำบลทั้งในเมืองยุโรป เมืองอินเดียร์ ท่านคงจะได้เหนว่าเราผู้อยู่ในเมืองนี้ได้เสียคนแล้วเพราะบ่อนเบี้ย ถ้าท่านผู้ว่าราชการเมืองผู้หนึ่งผู้ใดมีใจที่จะให้ราษฎรมีความเจริญขึ้น ท่านผู้นั้นคงคิดให้เลิกการนี้ซึ่งเปนเหตุจันไร จะเลิกในทันทีฤๅจะผ่อนเลิก ถ้าว่าไวเกอวนต์สานยะนุวาริโรจะปราบปรามสิ่งนี้ซึ่งเปนที่รำคานในเมืองซึ่งมีชื่อเรียกว่าเมือง (สัมมาทิฐิ) ฤๅเมือง (สักสิทธิ) ชาวเมืองนี้แลคนทั่วทั้งโลกย ทั้งในปัตยุบันแลในอนาคต จะสรรเสริฐท่านเปนแน่ ท่านผู้ดีในเมืองมาเกาได้เลือกเสนอรบินโตบาสโตตั้งให้เปนแมมเบอร์รับธุระแทนราษฎรในที่ปารลิยเมนต์ จะฃอให้ท่านยกความเรื่องนี้ปฤกษาในที่ปารลิยเมนต์ แลจะฃอให้ปารลิยเมนต์บังคับให้เลิก ๚ะ
๏ความอ้ายจีนผู้ร้าย ๓ คน ชื่ออ้ายจีนไซร ๑ อ้ายจีนหมา ๑ อ้ายจีนศุก ฆ่าหนูเต๊ก บุตรจีนตาด ที่วัดราชบุรณ พระยาเพชรชฎา ภ.ม., ต.จ. พระอินทรเทพย ม.ม., ภ.ช. เปนตระลาการชำระได้ความเปนสัตย ได้ฃองกลางบ้าง ยังบ้าง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลงพระราชอาญาคนละ ๙๐ ที ตระเวนบกวันหนึ่ง ตระเวนเรือวันหนึ่ง ประหารชีวิตรตัดศีศะเสียบไว้ อย่าให้ดูเยี่ยงกัน กำหนดจะได้ออกตระเวนณวันจันทร เดือนเจด แรมเก้าค่ำ บก วันอังคาร เดือนเจด แรมสิบค่ำ เรือ วันพฤหัศบดี เดือนเจด แรมสิบสองค่ำ เปนวันประหารชีวิตร ๚ แล้วจึ่งจะมีเรื่องความให้เลอียดต่อคราวหลัง ๚ะ
๏สิ่งฃองทุกอย่างจะฃายณวันจันทร เดือนแปดบุรพาสาธ ขึ้นสองค่ำ ที่ห้างแรมเซเวกฟิลแอนกำปนี
๏เลหลัง ม้าเทษตัวหนึ่งงามนัก ร่ม ๑๕๐ โหล ผ้าปูโตะ ๕๐ ผืน ถุงตีนผู้ชาย ๕๐ โหล เขมขัดหนัง ๑๕๐ โหล หมวกสำหรับสูบบูหรี่โหลหนึ่ง เครื่องกินมาแต่นอก ๓๐๐ ตะเกียงน้ำมันกะโรซิน ๑๐๐ คู่อย่างดีที่สุด ตะเกียงเลก ๆ ทุกอย่าง ๑๗๐ ใบ เกือกผู้ชาย ๕๐ คู่ ช้อนแลซ่อม ๒๕ โหล ผ้านุ่ง ๕๐๐ ผืน ผ้านุ่งอย่างใหญ่ ๗๕๐ ผืน ปืนลม ๔ กระบอก ปืนแฝดอังกฤษกระบอกหนึ่ง เสื้อโคศผู้ชาย ๑๕๐ ตัว เสื้อกักขาว ๖ โหล หมวกดำแลขาว ๕๖ ใบ คอเสื้อผู้หญิง ๑๐ โหล กระจกกองหนึ่ง เสื้อเชิตผู้ชาย ๒๐ โหล ผ้ากำมลิศทำเสื้อโคศ ๒๕๐ เลเหลา ลูกกะดุมเสื้อโคศทำด้วยทองคำ ๑๐ สำรับ นาลิกาพกแลนาลิกาตั้งกองหนึ่ง
๏การเลหลังนี้จะฃายเวลาห้าโมงเช้าณวันจันทร เดือนแปดบุรพาสาธ ขึ้นสองค่ำ แลวันอื่นต่อ ๆ ไปกว่าฃองจะฃายหมด แรมเซเวกฟิลแอนกำปนี มิศลอรี เปนผู้ฃาย ๚ะ

ฃอแจ้งความให้คนทั้งปวงทราบว่า ได้โปรดเกล้าฯ รับสั่งให้ห้างนี้เปนผู้ส่งเครื่องแต่งตัวทหารแลเปนผู้รับเหมาส่งฃองในหลวงแลฃองคอเวอรนเมนต์พระเจ้าแผ่นดิน ๚ะ
๏ขอแจ้งความมายังท่านทั้งหลายให้ทราบ ด้วยณวันศุกร เดือนเจด ขึ้นเจดค่ำ ปีจอฉศก เวลากลางคืน มีอ้ายผู้ร้ายตัดน่าต่างย่องเบาเข้าไปในห้างยุเลียนที่บ้านกระฎีจีน อ้ายผู้ร้ายลักเกบเอาทรัพย์สิ่งฃองทองรูปพรรณต่าง ๆ ไปหลายสิ่ง คือลูกดุมทองขาว ข้างหลังแป้นทองคำ ๔ ดุม ลูกดุมทองคำอีก ๒ สำรับ ๘ ดุม นาลิกาทองคำเรือนหนึ่ง นัมเบอร์ ๕๐๑๙ นาลิกาทองคำผู้หญิงเรือนหนึ่ง นาลิกาเงินเรือนหนึ่ง ลูกดุมประดับทับทิมมรกฎอยู่กลาง ทำเหมือนดาว ๆ นั้นประดับเพชเมดเลก ๆ คู่หนึ่ง ลูกดุมทองคำติดข้อมือ รูปโปร่งบ้าง ไม่โปร่งบ้าง มีเครื่องพับอยู่ค่างหลัง ๔ คู่ ลูกดุมทองคำประดับพลอยแดง ๓ ดุม สายสร้อยนาลิกาทองคำมีพู่สายหนึ่ง สายสร้อยนาลิกาทองคำมีพิศมอน ๒ เมดอยู่กลางสายหนึ่ง สายสร้อยนาลิกาทองขาวรูปเหมือนฆ้องมีตลับฝังโมราสายหนึ่ง สายสร้อยนาลิกาทองคำมีตลับฝังโมรา กลมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง ๑๑ สาย ปิ่นทองคำทั้งสายสร้อย มีตลับสำรับใส่ คันหนึ่ง หีบทองคำใส่ยาเลก ๆ รูปไข่หีบหนึ่ง หลังหีบนั้นสลักเปนใบไม้สีเฃียว หีบทองคำกลมหีบหนึ่ง หีบแก้วเหลี่ยมเงิน ๒ หีบ หมวก ๓ หมวก ทำด้วยฟาง มีกะบังหน้าใหญ่ อีก ๖ หมวก ร่มผู้หญิง ด้ำไม้บ้าง เขาบ้าง ๘ คัน เปนร่มแพร ๘ ซี่ ฯลฯ ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดนำจับผู้ร้ายแลฃองกลางได้หมด จะให้เงินสินบน ๔๐๐ บาท ถ้าได้ฃองกลางยังไม่หมด จะให้สินบนแต่ ๒๐๐ บาทขึ้นไป ๚ะ