อาวุธปืนนั้นประทุษร้ายพระองค์เอง ซึ่งความจริงอาวุธปืนกระบอกนั้นมิได้ใช้ยิงในวันนั้น และไม่ได้ใช้ประทุษร้ายต่อพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้โดย นายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ ๒ รู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ อันเป็นการเพทุบายด้วยเจตนาจะช่วยพรรคพวกให้พ้นอาญาและปกปิดมิให้ปรากฏว่าได้มีการประทุษร้ายต่อพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหตุเกิด ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ตำบลพระบรมมหาราชวัง อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายอาญา มาตรา ๔๗, ๑๕๘, ๒๓, ๒๔, ๗๐, ๗๓.
จำเลยทั้งสามปฏิเสธว่ามิได้กระทำผิดดังฟ้องของโจทก์ และต่อสู้ต้องคำกันว่า เหตุที่จำเลยถูกกล่าวหาเป็นเพราะมีบุคคลบางจำพวกฉวยโอกาสการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลมาเล่นเป็นการเมืองเพื่อทำลายล้างบุคคลอื่น เช่น นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช และนายเฉลียว ปทุมรส จำเลยที่ ๑ เป็นต้น ส่วนนายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน จำเลยนั้น แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องในทางการเมืองอย่างใด ก็พลอยเป็นขบวนเครื่องทำลายของบุคคลบางจำพวกนั้น ๆ ไปด้วย
โดยเหตุที่ปรากฏตามท้องสำนวนว่า มีพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องในกรณีถึง ๒ พระองค์ เพื่อให้เป็นที่สังเกตได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ศาลอุทธรณ์ขอกำหนดความหมายถวายพระนามพระปรมาภิไธยโดยย่อ คือ