ปรินิพพานล่วงแล้วเพียง ๑๐๐ ปี พระสงฆ์ก็เกิดถือลัทธิต่างกัน ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระสงฆ์ในมัธยมประเทศจะเกิดเปนต่างพวกต่างนิกายมาแต่ครั้งนั้น ครั้นเมื่อพระพุทธสาสนกาลล่วงได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าอโศกกษัตริย์ในโมริยราชวงศ์ได้ครองมคธราฐ ตั้งราชธานีอยู่ณปาตลีบุตรมหานคร มีพระเดชานุภาพมาก ได้ครอบครองราชอาณาจักรกว้างขวาง ทรงเลื่อมใสในพระพุทธสาสนา ปฏิญาณพระองค์เปนพุทธสาสนูปถัมภก ยกพระพุทธสาสนาเปนประธานสำหรับประเทศเปนครั้งแรก ครั้งนั้นเมื่อพวกเดียรถีย์เห็นพระภิกษุสงฆ์ได้รับพระราชทานพระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกเปนสุขสำราญ จึงปลอมตนเข้าบวชเปนพระภิกษุในพระพุทธสาสนาเพื่อแสวงหาลาภสักการ (คำที่พระโบราณาจารย์เรียกว่าเดียรถีย์ตรงนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ที่จริงจะมีทั้งพระภิกษุที่ถือลัทธิอื่น แลพวกนักบวชในลัทธิสาสนาอื่นด้วยกันทั้ง ๒ จำพวก ที่ปลอมปนเปนพวกพระภิกษุสงฆ์ซึ่งพระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใส) จึงเกิดรังเกียจแตกร้าวกันขึ้นในสงฆมณฑลอีกครั้ง ๑ พระเจ้าอโศกต้องใช้พระเดชานุภาพแห่งพระราชามหากษัตริย์กำจัดหมู่เดียรถีย์ออกเสียจากสงฆมณฑลที่อยู่ในพระราชอาณาเขตรของพระเจ้าอโศก แล้วทรงอาราธนาพระโมคคลีบุตรดิสเถรให้เปนประธานพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ทำตติยสังคายนาที่เมืองปาตลีบุตรเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ วางระเบียบธรรมวินัยให้รวมลงเปนลัทธิอย่างเดียว สงฆมณฑลจึงได้ประดิษฐานเรียบร้อยสืบต่อตลอดกาลชั้นนั้น แต่ประเทศอินเดียไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรของพระเจ้าอโศกทั้งหมด ข้าพเจ้า
หน้า:ตำนานคณะสงฆ์ - ดำรง - ๒๔๖๖.pdf/8
หน้าตา