แต่เที่ยงคืนล่วงแล้วไปบรรจบเที่ยงคืนขึ้นอีกวิธีหนึ่งในราชการบางทะบวงการ เช่นในราชการทหารบก ทหารเรือ รถไฟ และไปรษณีย์โทรเลข เป็นต้น เพราะการจดเวลาอย่างหลังนี้สะดวกและไม่มีช่องจะผิดพลาด บัดนี้ทรงพระราชดำริว่า วิธีนับเวลารอบ ๒๔ นาฬิกานั้นก็เป็นที่เข้าใจแก่ประชาชนส่วนมากอยู่แล้ว สมควรให้ใช้ในราชการทั่วไปได้ เพื่อเป็นความสะดวกแก่ราชการ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วิธีนับเวลารอบ ๒๔ นาฬิกาในกิจราชการทั่วไป คือแต่เวลาเที่ยงคืนล่วงไป เรียกว่า ๐ นาฬิกา กับเศษนาฑี จนถึง ๖๐ นาฑี เรียกว่า ๑ นาฬิกา และนับดั่งนี้ต่อไปตามลำดับ จนบรรจบเที่ยงคืน เป็น ๒๔ นาฬิกา
ส่วนในกิจการของประชาชน จะใช้วิธีนับเวลารอบ ๑๒ นาฬิกาอยู่ตามเดิมก็ได้ ไม่ห้าม
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า คำบอกกำหนดเวลาเป็นนาฬิกา และคำบอกย่านระยะเวลาในรอบ ๖๐ นาฑีนั้น ควรใช้คำต่างกันจึ่งจะสะดวก เพราะฉะนั้นคำบอกย่านระยะเวลา ให้ใช้ว่า “ชั่วโมง” ไม่ใช่ “ชั่วนาฬิกา” ตัวอย่างเช่นตั้งแต่เวลา ๘ นาฬิกาไปจนถึง ๑๐ นาฬิกา นับเป็นระยะเวลา ๒ ชั่วโมง
ประกาศมาณวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๑ เป็นปีที่ ๔ ในรัชชกาลปัจจุบัน