พฤฒามาตย์ พร้อมด้วยยศศักดิบริวารแห่ตามเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ครั้นถึงเมืองเชียงใหม่แล้วก็ประชุมพร้อมกันไปด้วยสมณะ พราหมณาจารย์เสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง ราชาภิเศกเจ้าเชษฐวงษา ถวายพระนามพระยาไชยเชษฐาธิราช เสวยราชย์ในเมืองรัตนตึงษาอภินวพิงคบุรีศรีเชียงใหม่ ครั้นเสร็จการราชาภิเศกพระราชโอรสแล้ว พระยาโพธิสารราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนมาครองราชสมบัติอยู่ตามเดิม พระยาโพธิสารราชอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๘ ปี พระชนม์ ๔๒ ก็เสด็จถึงแก่พิราไลย[1] ๚
๏ลุศักราช ๙๐๙ (พ.ศ. ๒๐๙๐) ปีมแม เสนาพฤฒามาตย์จึงนำเอาอาการขึ้นไปกราบบังคมทูลพระยาไชยเชษฐาธิราช พระเจ้าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่ทรงทราบ ก็ทรงพระกรรแสงเศร้าโศกเสียพระไทยเปนอันมาก จึงทรงตรัสสั่งจัตุรงคเสนา ว่าเราจะไปครอบครองกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวแทนพระราชบิดาของเรา จงเร่งจัดไพร่พลโยธาแห่ตามเสด็จโดยขบวน ให้สมควรแก่เราผู้เปนเจ้าเอกเทศ พระยาไชยเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติเมืองเชียงใหม่ ๑๕ ปี ก็เสด็จพระราชดำเนินคืนมา ครอบครองกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบางแทนพระราชบิดา เมื่อปีวอกจุลศักราช ๙๑๐ พ.ศ. ๒๐๙๑ (แลครั้งนั้นเชิญพระแก้วมรกฏมาจากเมืองเชียงใหม่ด้วย)
- ↑ ในพงษาวดารล้านช้างว่า ท้าวโพธิสารพิราไลย ปีมแมจุลศักราช ๙๐๙