ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf/112

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๐๔

อยู่มุขน่า ชรอยแต่เดิมจะมีหน้าพรหมทำไว้ที่ยอด (ตรงเหมต้นบัวกลุ่ม ต่อกับบัลลังก์ เหมือนที่ปราสาททองที่ตั้งพระอัฐิกรมพระราชวังบวร ฯ ซึ่งสร้างไว้ในพระวิมานกลางเมื่อรัชกาลที่ ๔) อันนี้เองเปนเหตุให้ เรียกนามท้องพระโรงน่าว่า "พระที่นั่งพรหมภักตร์" ความที่กล่าวนี้ มีหลักฐานประกอบ ด้วยท้องพระโรงในพระราชวังหลวง เมื่อก่อน ขนานนามว่า พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในรัชกาลที่ ๓ ก็เรียกว่า "พระที่นั่งบุษบกมาลา" ตามนามบุษบกราชบัลลังก์ซึ่งตั้งในท้อง พระโรงนั้นอย่างเดียวกัน มีปรากฏอยู่ในบานแพนกหนังสือเก่าหลาย ฉบับ ครั้นกรมพระราชวังบวร ฯ ในรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างท้องพระโรง ใหม่ ขนานนามว่าพระนั่งอิศราวินิจฉัย ท้องพระโรงเดิมถูกแก้ไขคง เปนแต่มุขกระสัน นามพระที่นั่งพรหมภักตร์จึงสูญไปจากทำเนียบนาม พระราชมณเฑียร ส่วนมุขข้างด้านหลังพระวิมานก็มีท้องพระโรง เหมือนกับด้านน่า เรียกแต่ว่าท้องพระโรงหลัง เปนที่เสด็จออกให้ ผู้หญิงชาวนอกวังเฝ้า ตั้งพระแท่นพระราชบัลลังก์เปนแต่อย่างสามัญ ไม่เหมือนท้องพระโรงน่า.

ในหมู่พระวิมานมีพระที่นั่งหลังขวางพื้นชั้นเดียวสร้างต่อจากพระที่นั่งมุขมณเฑียรมุขพระวิมานกลาง มาข้างใต้จนตลอดน่าพระที่นั่งวสันต พิมานองค์ ๑ ไปข้างเหนือจนตลอดน่าพระที่นั่งพรหเมศธาดาองค์ ๑ ด้านหลังก็มีพระที่นั่งหลังขวางต่อออกไปจากมุขกลางอย่างเดียวกันจึง เปนพระที่นั่งขวาง ๔ องค์ด้วยกัน ต่อหลังคาพระวิมานหลังเหนือหลัง ใต้เปนมุขออกมาเชื่อมกับหลังคาพระที่นั่งหลังขวางเป็น ๔ มุข จึงเรียก