ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf/117

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๐๙

อนึ่งได้กล่าวมาแต่ก่อนว่า เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวร ฯ รัชกาล ที่ ๑ นั้นไม่บรรธมแห่งใดเปนยุติแต่แห่งเดียว มีที่พระบรรธมทั้งที่บนพระวิมานแลที่มุข ในหนังสือพระราชพงษาวดารของเจ้าพระยาทิพากร วงษ์ว่า สวรรคตที่พระที่นั่งบุรพาภิมุข คือมุขทิศตวันออกเฉียงเหนือ แต่ชาววังน่าเขายืนยันว่าสวรรคตที่พระที่นั่งอุตราภิมุข คือมุขตวันตก เฉียงเหนือ ในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ามีปราสาททองที่สรงพระภักตร์ของกรมพระราชวังบวร ฯ รัชกาลที่ ๑ อยู่ที่มุของค์ ๑ ถึงจะบรรธมที่ไหนคงเสด็จมาสรงพระภักตร์ที่ปราสาท ทองนั้นเปนนิตย์ แต่ปราสาททองนี้จะอยู่ที่มุขไหน ไม่มีหลักที่จะ สันนิษฐาน เพราะที่เรียกว่ามุขในหมู่พระวิมานซึ่งอาจจะตั้งปราสาททอง นั้นได้มีถึง ๖ มุขด้วยกัน อิกอย่าง ๑ เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวร ฯ ในรัชกาลที่ ๑ นั้น ที่สรง ที่ลงพระบังคน ก็สร้างเปนหลัง ๑ ต่างหาก อยู่ที่ชาลาระหว่างพระวิมาน ในชาลาข้าง ๑ สร้างที่สรง อิกข้าง ๑ สร้างที่ลงพระบังคน แลในชาลาทั้ง ๒ ข้างนั้นยังมีเกย ก่อเปนแท่น มีพนักเปนที่ประทับสำราญพระราชอิริยาบถด้วยอิกอย่าง ๑ ตามแบบโบราณดังมีอยู่ในคำสำหรับร้องกันเล่นว่า "เสด็จขึ้นเกย เสวยน้ำชา" นั้น.

เมื่อรัชกาลที่ ๓ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพไม่ได้เสด็จขึ้น ไปประทับบนพระวิมาน ให้แก้มุขด้านน่าทั้งพระที่นั่งบุรพาภิมุขแล ทักษิณาภิมุขเปนที่ประทับ เสด็จประทับที่มุขจนสวรรคตที่พระที่นั่ง บุรพาภิมุข ลักษณการที่แก้ไขครั้งนั้น ให้ยกพื้นขึ้นตามยาวตลอดข้าง ด้านตวันออกจนกลางห้อง แล้วกั้นฝาเพี้ยมเปนห้องที่ประทับบนตอนยก