ทศพลเจ้าจึงตรัสเทศนาแก่ภิกษุสงฆ์ดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้วิเศษสองจำพวกนี้เปนบุคคลหาได้ด้วยยากในโลกย์ บุคคล สองจำพวกนั้นเปนไฉน บุคคลใดได้ทำอุปการคุณไว้แก่ผู้อื่นก่อน คือสงเคราะห์ด้วยสั่งสอนให้รู้ศิลปสาตรแลวิชาต่าง ๆ ก็ดี ฤๅให้ เรือกสวนไร่นาทรัพย์สมบัติพัศดุสิ่งของใด ๆ ก็ดี ฤๅสร้างพระนคร ตามสถานที่พักที่อาไศรยใด ๆ ก็ดี ให้เปนประโยชน์แก่ญาติสาโลหิต แลประชุมชนซึ่งเกิดในภายหลัง บุคคลผู้นี้ชื่อว่าบุพพการี ทำอุปการ คุณไว้แก่ผู้อื่น เปนผู้วิเศษหาได้ด้วยยากในโลกย์ บุคคลผู้ใดได้รู้ อุปการคุณที่ท่านได้ทำไว้แล้วแก่ตนว่าท่านผู้นี้มีคุณแก่เรา ก็สนอง คุณแทนคุณท่านให้ประชุมชนได้เห็นชัด ส่อแสดงซึ่งคุณสมบัติของตน ให้ปรากฏ บุคคลผู้นี้ชื่อว่า กตัญญูกตเวที รู้คุณแทนคุณท่านให้ ปรากฏแก่มหาชน เปนผู้วิเศษหาได้ด้วยยากในโลกย์ บุคคลผู้ วิเศษสองจำพวก คือบุพการีแลกตัญญูกตเวทีนี้ สมเด็จพระผู้ ทรงพระภาคย์ ทรงตรัสสรรเสริญว่าเปนผู้วิเศษหาได้ด้วยยากยิ่งนัก ในโลกย์ด้วยประการฉนี้ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมประกอบไปด้วย อวิชชาแลตัณหากล้าหนานักในสันดาน มุ่งหาแต่ประโยชน์ตนภาย เดียว ไม่เหลียวแลดูผู้อื่นเลยโดยมาก อนึ่งนรชาติใดมารฦกถึง อุปการคุณของบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้แล้ว ว่ามีคุณใหญ่ยิ่งมากนัก นำเอาศุขสมบัติมาให้ตามประสงค์ได้ทุกอย่าง ประหนึ่งขุมทรัพย์อันประเสริฐ ก็ไม่ประมาทแทนคุณบุญกุศลนั้น คือก่อสร้างบำเพ็ญ
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf/137
หน้าตา