ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf/144

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๓๖

ครั้นถึงเดือน ๑๐ ขึ้น ๙ ค่ำวันอังคาร ได้อุดมฤกษ์แล้ว จึงพระราชวงษานุวงษ์เสนาบดี แลสมเด็จพระสังฆราช แลพระราชาคณะ ผู้ใหญ่ผู้น้อย พร้อมกันเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวร ฯ ขึ้นเถลิงถวัลย ราชสมบัติปราบดาภิเศก เปนบรมมหาราชาธิราชพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ในสยามรัฐมหาชนบทนี้ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สิ้นความในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ ๒ ในรัชกาล ที่ ๑ โดยสังเขปแต่เท่านี้

ในโบราณวงษ์ประวัติของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ ๓ ในรัชกาลที่ ๒ นั้นดำเนินความโดยสังเขปว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติเปนบรมมหาราชาธิราชแล้ว จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนา นุรักษ์ รับพระบัณฑูรน้อยนั้น ดำรงในที่อุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้รับอุปราชาภิเศกตามโบราณจารีตราชประเพณีกระษัตรา ธิราชเจ้าแต่ก่อนมา อยู่มาณกาลครั้งหนึ่ง มีอริราชไพรีคือพม่าข้าศึก มาย่ำยีพระราชอาณาเขตร ทางหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายทเล ๔ ตำบล คือ เมืองชุมพร เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองฉลาง สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระอนุชา ธิราช กรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกพยุหโยธาทัพหลวงไปปราบปราม ประจามิตรที่มาย่ำยีเขตรแดนเหล่านั้น ครั้นกองทัพไปถึงเมืองชุมพร แล้วก็ได้สู้รบกับพม่าข้าศึกเปนสามารถ ด้วยเดชะอำนาจบุญฤทธิ์ พวกพม่าประจามิตรที่มาย่ำยีเขตรแดนทั้ง ๔ ตำบลเหล่านั้น ก็ปราไชย