พึงยังทานศีลภาวนาบุญกุศลที่เปนที่พึ่งของตน ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ ด้วยดีด้วยความไม่ประมาทฝ่ายเดียวจึงจะชอบ เพราะว่าในมรณภัยนี้ สิ่งอื่นนอกจากบุญกุศลแล้วที่จะเปนที่พึ่งของตนไม่มี อนึ่งสมเด็จพระผู้ ทรงพระภาคย์เมื่อจะปรินิพพาน พระองค์ก็ได้ทรงตรัสไว้แด่ภิกษุสงฆ์ว่า วยธัม์มา สํขารา ดังนี้เปนต้น ความว่าสังขารธรรม คือ นามรูปที่ ปัจจัยประชุมแต่งทั้งสิ้น มีอันเสื่อมสิ้นไปเปนธรรมดา เปนของไม่ เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป เหตุนั้นท่านทั้งหลายจงยังศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขากุศลที่ให้เกิดวิบุลยผลแก่ตนให้ถึงพร้อมให้บริบูรณ์ด้วยดีด้วย ความไม่ประมาทเถิด ฯ อนึ่ง สังขาร คือ เบญจขันธที่ปัจจัยประชุม สร้างขึ้นทั้งสิ้น มีอันเกิดขึ้นเสื่อมไปเปนธรรมดาเปนของไม่เที่ยง ย่อม เกิดขึ้นแล้วดับไปไม่ถาวรยั่งยืนอยู่ได้ ความเข้ารำงับสังขารเหล่านั้น เสียสิ้นเปนศุขอย่างยิ่ง ปัญญาที่มาพิจารณาเห็นจริงว่า สังขารทั้งสิ้น เปนของไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป ไม่ถาวรยั่งยืนอยู่ได้ ดังนี้ก็ดี เห็นจริงว่า สังขารทั้งสิ้นเปนทุกข์ทนยาก เพราะอันความเกิด ดับเบียดเบียนบีบคั้นอยู่เปนนิจ แลรุ่มร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลศแลเพลิง ทุกข์ดังนี้ก็ดี เห็นจริงว่าธรรมทั้งสิ้นเปนอนัตตาใช่ตัวใช่ตน ตัวตน สัตว์บุคคลไม่มี เปนแต่ขันธ์อายัตนะธาตุนามแลรูปไปหมดสิ้นดังนี้ก็ดี ปัญญาที่มาพิจารณาเห็นจริงอย่างนี้ประเสริฐยิ่งนักเปนยอดในกุศลธรรม ทั้งสิ้น สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคย์ ตรัสสรรเสริญว่ามีผลอานิสงษ์ ใหญ่ยิ่งกว่าทานศีลเมตตาภาวนาพรหมวิหารหมดทั้งสิ้น เพราะวิปัสนาปัญญานี้ ย่อมเปนไปเพื่อความบริสุทธิพิเศษจากกิเลศเครื่องเศร้า
หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf/158
หน้าตา