ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๑๓) - ๒๔๖๒.pdf/31

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๒๔

พระราชมณเฑียรหลังขวาง ข้างน่าข้างหลังพระวิมานที่กล่าวมานี้ มีนามขนานเรียกเปนมุข ด้านตวันออกเฉียงเหนือ เรียกพระที่นั่ง บุรพาภิมุข ตวันออกเฉียงใต้ เรียกทักษิณาภิมุข ตวันตกเฉียงใต้ เรียกปัจฉิมาภิมุข ตวันตกเฉียงเหนือ เรียกอุตราภิมุข นามเหล่านี้ สงไสยว่า จะมาขนามต่อเมื่อในรัชกาลที่ ๓ พร้อมกับขนานนามมุข น่าว่า พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร แลมุขหลังว่า พระที่นั่งปฤษฎางค์ภิมุขก็ เปนได้ มุขน่าเมื่อเปนท้องพระโรงครั้งแรกสร้างในรัชกาลที่ ๑ เข้าใจว่า เรียกพระที่นั่งพรหมภักตร์ ตรงน่ามุขพระที่นั่งบุษบกมาลาออกมาข้าง นอกเดิมเปนชาลา ที่แขกเมืองเฝ้า พ้นชาลาออกมามีทิมคด บังน่ามุข ท้องพระโรงทั้งสามด้าน ทิมคดนี้ต่อมามีชื่อเรียกว่า "ทิมมหาวงษ์" เพราะประชุมนักปราชญ์ แปลหนังสือมหาวงษ์พงษาวดารลังกาที่ตรงนั้น เล่ากันมาว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดเสด็จออกที่ระโหฐานที่ทิมมหาวงษ์นี้.

เมื่อปีมแม พ.ศ. ๒๓๓๐ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จขึ้นไปตั้งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งร้างมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เมื่อเสด็จ กลับเชิญพระพุทธรูปพระพุทธสิหิงค์ อันเปนพระพุทธรูปสำคัญในพระราชพงษาวดารลงมาด้วย[1] เรื่องตำนานของพระพุทธสิหิงค์นี้ ว่าเดิมพระเจ้ากรุงลังกาองค์ ๑ ทรงสร้างขึ้นไว้ พระเจ้านครศรีธรรมราชไปขอ มาถวายสมเด็จพระร่วง (รามราช) พระเจ้ากรุงศุโขไทย ๆ ทรงปฎิบัติ

  1. ในหนังสือพระราชพงษาวดาร ลงศักราชปีที่กรมพระราชวังบวร ฯ เชิญ พระพุทธสิหิงค์ลงมาช้าไป ๘ ปี