ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๒๒) - ๒๔๖๔.pdf/5

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร

ครั้นกรุงศรีสัตนาคนหุตถึงคราวเสื่อมทรามลงโดยลำดับมาจนเมื่อราว พ.ศ. ๒๒๔๐ ราชวงศ์ที่ครองเมืองเกิดแตกกันเปน ๒ พวก ต่างปราบกันไม่ลง จึงยอมแยกกันเปน ๒ อาณาเขตร ฝ่ายหนึ่งตั้งเมืองหลวงพระบางเปนเมืองหลวงอยู่ทางตวันตก อิกฝ่ายหนึ่งตั้งเมืองเวียงจันท์เปนเมืองหลวงอยู่ทางตวันออก เมื่อแยกกันเช่นนี้กำลังแลอำนาจก็น้อยลงด้วยกัน บังคับบัญชาได้แต่เมืองขึ้นที่อยู่ใกล้เมืองหลวง แต่เมืองขึ้นที่อยู่ห่างออกไป เช่นเหล่าหัวเมืองหัวพันห้าทั้งหกเปนต้นนั้น ทั้งเจ้าเมืองเวียงจันท์แลเจ้าเมืองหลวงพระบางต่างถือว่าเปนเมืองขึ้นของตน แต่มิได้ปกครองมั่นคง เปนแต่แต่งข้าหลวงขึ้นไปตรวจตราเปนครั้งเปนคราว ข้าหลวงฝ่ายไหนขึ้นไปถึงพวกเจ้าเมืองท้าวขุนเมืองเหล่านั้นก็ฟังบังคับบัญชา จึงเปนเมืองขึ้น ๒ ฝ่ายมาช้า นาน จนกระทั่งเมืองหลวงพระบางแลเมืองเวียงจันท์เปนประเทศราชขึ้น ต่อกรุงสยาม ครั้นเมื่อพวกญวนซึ่งลงมาชิงเขตรแดนของพวกจามตั้งเปนประเทศญวนขึ้น แลพวกเม่งจูซึ่งมาได้เปนใหญ่ในแผ่นดินจีน ต่าง แผ่อำนาจแต่งข้าหลวงมาถึงหัวเมืองสิบสองเจ้าไทยแลหัวเมืองหัวพันห้า ทั้งหก พวกหัวเมืองเหล่านั้นก็ยอม " ทู้ " ต่อญวนแลจีนดังเคยประพฤติ มาต่อกรุงศรีสัตนาคนหุตซึ่งแตกกันเปน ๒ ก๊ก ความปรากฎในรัชกาลที่ ๓ ว่าเมื่อเจ้าอนุผู้ครองเมืองเวียงจันท์เปนขบถต่อกรุงเทพ ฯ ได้ยอมยกหัวเมืองหัวพันห้าทั้งหกแลเมืองพวนให้เปนสิบบนญวน เพื่อจะขอกำลังอุดหนุน แต่ครั้งนั้นไทยปราบปรามพวกขบถได้ราบคาบจนจับตัว เจ้าอนุได้ พระบาทสมเด็จ ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลิกอาณา