โปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นระวางพระราชทานนามว่า พระเสวตรวรนาเคนทร์
แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าราชวงษ์ (จุ่น) เปนเจ้าประชากรเกษม จางวางนครจำปาศักดิ
วันศุกร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีนี้ หลวงภักดีณรงค์ (สิน) ออกจากเมืองอุบลมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เพื่อได้กราบบังคมทูลพระกรุณาในข้อราชการต่าง ๆ
พระวงษาสุรเดช เจ้าเมืองมูลปาโมกข์ ซึ่งขึ้นกับเมืองสีทันดรนั้น มิถูกต้องเปนสามัคคีรศกันกับผู้ว่าราชการกรมการเมืองสีทันดร แลทั้งต้องไปเปนความรายคดีวิวาทกับราชวงษ์เมืองสพังภูผา ต้องคุมขังพิจารณาอยู่ณสำนักข้าหลวงนครจำปาศักดิ เสียทรัพย์สินยากแค้นลง เจ้านครจำปาศักดิเข้าทนุบำรุง ให้กู้ยืมทรัพย์สิน พระวงษาสุรเดชตกเปนลูกหนี้เจ้านครจำปาศักดิ ๆ จึ่งให้พระวงษาสุรเดช แลราชบุตร อพยพครอบครัว ลงไปตั้งอยู่ณหนองไก่ป่าท่ากลัน ลำน้ำเซซาน แขวงเมืองแสนปางเปนเมืองใหม่ แต่ยังหาทันขนานนามเมืองไม่ ฝ่ายทางเมืองมูลปาโมกข์ก็คงมีแต่อุปฮาด แลท้าวสุทธิสาร แลกรมการอยู่รักษาราชการบ้านเมือง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ให้ท้าวไชยเสนผู้ว่าที่อุปฮาด เปนอุปฮาด ให้ท้าวสุริย (อุทา) ผู้ว่าที่ราชบุตร เปนราชบุตรเมืองร้อยเอ็ด
ราษฎรเมืองสหัสขันธ์พากันทำเรื่องราวร้องทุกข์ไปถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ณเมืองหนองคาย