ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔) - ๒๔๕๘.pdf/54

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๓๗

เสร็จแล้ว จึ่งสร้างพระเจดีย์ที่ตรงหอไว้ศพสามองค์ กับสร้างเจดีย์ องค์ใหญ่ที่ปลงศพพระครูโพนเสม็ด ๑ องค์ พระเจดีย์องค์นี้เรียกว่า ธาตุฝุ่น ภายหลังได้สร้างวิหารขึ้นในที่นี้ จึ่งได้ปรากฎนามว่าวัดธาตุฝุ่นมาจนบัดนี้

ในปีนี้เจ้าสร้อยศรีสมุทได้ให้เจ้าโพธิสารราชบุตร ซึ่งมารดามาแต่ฝ่ายเขมรนั้นไปเปนเจ้าเมืองควบคุมคนเขมรอยู่ณบ้านทุ่งบัวศรี ยกบ้านทุ่งบัวศรีเปนเมือง ขนานนามว่าเมืองศรีจำปัง (คือตำบลที่ตั้งอยู่ฝั่งลำน้ำใต้เมืองเซลำเภาในปัตยุบันนี้) เมืองเขมรจึ่งได้ปันแดนให้เปนเขตรแขวงเมืองนครจำปาศักดิในทิศใต้ตั้งแต่ริม น้ำโขงฝั่งตวันตกปากคลองน้ำจะหลีกไปตามปลายคลองถึงลำน้ำเสนต่อแดนเมืองสทง กำพงสวาย ฝั่งน้ำโขงตะวันออกแต่บุ่งขลาไปถึงลำน้ำปากคลองสะบา

ฝ่ายขุนนักเฒ่าอำเภอตำบลโขงเจียงถึงแก่กรรม เจ้าสร้อยศรีสมุทจึ่งตั้งให้ท้าวสักโพผู้บุตร เปนขุนนักสักโพรักษาที่ตำบลนั้นแทนบิดาต่อไป

ลุจุลศักราช๑๐๘๖ ปีมโรงฉศก มีพรานป่าคนหนึ่งนำความแจ้งต่อแสนท้าวพระยาว่า เห็นพรานทึง พรานเทือง ข่าบ้านส้มป่อยนายอน (คือที่เปนเมืองสพาดเดี๋ยวนี้) ได้พระแก้วผลึกมาไว้เข้าใจว่ารูปมนุษย์น้อย นายพรานเอาเชือกผูกพระสอให้บุตรลากเล่นจนพระกรรณบิ่นไปข้างหนึ่ง ครั้นความทราบถึงเจ้าสร้อยศรีสมุท จึงให้แสนท้าวพระยาไปเชิญรับพระแก้วผลึกแห่มาประดิษฐานไว้ณเมืองปาศักดิ มีการสมโภช ๓ วัน แล้วให้พวกข่าที่มาส่งพระแก้วนั้นตั้งอยู่บ้านขามเนิง เรียกว่า