ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๔) - ๒๔๕๘.pdf/79

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๖๒

กระทำการปลงศพเจ้าพระวิไชยขัติยราชวงษา (หน้า) เสร็จแล้ว ได้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิเจ้านครจำปาศักดิ (หน้า) ไว้ณวัดเหนือในเมืองเก่าคันเกิง คำลาวเรียกว่าธาตุหลวงเฒ่ามาจนบัดนี้ ในปีนี้พระสุรินทรภักดีศรีปะทายสมัน (มี) เจ้าเมืองสุรินทร์ ถึงแก่กรรม จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวสุ่น บุตรพระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ตี) เปนพระสุรินทรภักดีศรีปะทายสมันเจ้าเมืองสุรินทร์ต่อไป

ครั้นจุลศักราช ๑๑๗๔ ปีวอกจัตวาศก พระยากระลาโหมราชเสนาจัดราชการณเมืองจำปาศักดิเรียบร้อยแล้ว จึ่งได้เชิญเอาพระแก้วผลึก ซึ่งเจ้าสร้อยศรีสมุทได้มาแต่บ้านนายอนมาประดิษฐานไว้ณเมืองจำปาศักดินั้น นำลงมาทูลเกล้าฯ ถวายณกรุงเทพฯ พระแก้วผลึกองค์นี้น่าตักกว้าง ๙ นิ้วกึ่ง สูง ๑๒ นิ้วเศษ ซึ่งปรากฎนามในปัจจุบันนี้ว่า พระพุทธบุษยรัตน์จักรพรรดิพิมลมณีมัย นั้น ลุจุลศักราช ๑๑๗๕ ปีรกาเบญจศก จึ่งทรงพระกรุณาโปรด ตั้งให้เจ้าหมาน้อย บุตรเจ้าราชวงษ์ (สุริโย) หลานเจ้าสร้อยศรีสมุท เปนเจ้านครจำปาศักดิ ให้เจ้าธรรมกิติกา บุตรเจ้าอุปราช (ธรรมเทโว) เปนเจ้าอุปราชรักษาเมืองนครจำปาศักดิต่อไป

ภายหลังเจ้านครจำปาศักดิ (หมาน้อย) กับเจ้าอุปราชมีความอริวิวาทกัน จึ่งคุมกันลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้แยกเจ้าอุปราชไว้เสียณกรุงเทพฯ โปรดให้เจ้านครจำปาศักดิหมาน้อยกลับขึ้นไปครองเมืองจำปาศักดิต่อไป