กรุงเทพฯ เมื่อปีจออัฐศก จุลศักราช ๑๑๘๘ เจ้าอนุก็แต่งให้เจ้าอุปราช (สีถาน) กับเจ้าราชวงษ์เมืองเวียงจันท์ คุมกองทัพยกตีหัวเมืองรายทางเข้ามาถึงเมืองกาฬสินธุ์ จับพระยาไชยสุนทร (แพง) เจ้าเมืองแลอุปฮาด (สุย) กับกรมการเมืองกาฬสินธุ์ฆ่าเสียแล้ว ให้กวาดเอาครอบครัวไพร่บ้านพลเมืองส่งไปยังเมืองเวียงจันท์ แล้วเจ้าอุปราชราชวงษ์ก็ยกทัพเลยล่วงเข้ามาถึงเมืองเขมราษฎร์ จับพระเทพวงษา เจ้าเมืองเขมราษฎร์ได้ฆ่าเสียแล้วยกทัพไปถึงเมืองร้อยเอ็ด พระยาขัติยวงษาเจ้าเมืองเห็นว่าจะสู้รบต้านทานมิได้ แลจะหนีก็ไม่ทัน จึ่งคิดกันกับกรมการ พาเอานางหมานุย นางตุ่ย นางแก้ว บุตรสาวพระยา ขัติยวงษา ยกให้เจ้าอุปราช แล้วเจ้าอุปราชก็ยกกองทัพมาถึงเมืองสุวรรณภูมิ จับข้าหลวงกองสักได้ฆ่าเสียแล้ว จะเอาตัวพระรัตนวงษาเจ้าเมืองฆ่าเสียด้วย พระรัตนวงษาเจ้าเมืองจึ่งเอานางอ่อมบุตรสาวเจ้าเมืองสุวรรณภูมิคนเก่ากับม้าผ่าน ๑ มายกให้เจ้าอุปราช จึ่งได้งดไว้มิได้ฆ่า แล้วกองทัพเจ้าอุปราช ราชวงษ์ ก็เลยยกตีหัวเมืองรายทาง ลงมาจนถึงเมืองนครราชสิมา[1]
ฝ่ายทางเมืองจำปาศักดิ เจ้านครจำปาศักดิ (โย่) ก็เกณฑ์กำลังยกเปนกองทัพลงมาตีเมืองขุขันธ์ สังฆะ สุรินทร์ แตกทั้ง ๓ เมือง จับพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์กับพระภักดี
- ↑ ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เจ้าอุปราชไม่ได้เปนใจขบถด้วย มากับเจ้าอนุโดยกลัวอาญา ได้อุปการะส่งพระสุริยภักดี (ป้อม) เข้ามา แลสั่งให้มากราบทูล เมื่อเสร็จสงครามก็ไม่ได้รับพระราชอาญา ครั้งนั้นเจ้าอุปราชไม่ได้ลงมาถึงเมืองนครราชสิมา.